ทร. หนี้ท่วม 62,663 ล้าน ถอย ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3
มีรายงานว่า ทร. มีหนี้ผูกพันโครงการขนาดใหญ่ 62,663 ล้านบาท
พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ชี้แจง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
ชี้แจงแผนการจัดหาเรือดน้ำ ลำที่ 2-3 ว่า ที่เราเปลี่ยนใช้เครื่องยนต์ CHD ของจีน แทน MTU ของเยอรมนี ซึ่งเราจะมีความมั่นใจ โดยเป็นเครื่องยนต์สำหรับปั่นไฟ เก็บประจุไฟ การทำงานของเครื่องยนต์นี้คือเมื่ออยู่บนผิวน้ำ ไม่ได้ใช้เพื่อการขับเคลื่อน ซึ่งการขับเคลื่อนของเรือดำน้ำจะใช้ไฟฟ้า สำหรับเครื่องยนต์จีน CHD ก็มีต้นแบบมาจากเครื่อง MTU ที่จีนผลิตขึ้นมาเช่นกัน
ซึ่งเมื่อเราได้เรือลำแรก เข้าประจำการแล้ว ก็จะทำการประเมินเรือลำแรก ช่วงปลายปี 2571 ว่า มีคุณภาพแค่ไหนอย่างไร ถ้ามีคุณภาพและสามารถดำเนินการ ใช้แล้วมีความคุ้มค่า โครงการลำที่ 2 และ 3 ก็จะตามมา
สิ่งที่ค้างอยู่ก็เป็นแผนงานที่เราตั้งใจจะจัดหาในอดีต ซึ่งการใช้จ่ายเงินยังไม่เกิด เป็นเพียงวงเงินที่ค้างอยู่ โดยทางกองทัพเรือได้ทำความเข้าใจกับสำนักงบประมาณแล้ว เพื่อที่จะทำการดึงโครงการเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3 ออก (22,500 ล้านบาท) ไม่เป็นภาระเรื่องกรอบวงเงินหรือภาระหนี้
จัดหา ‘ฟริเกต’ Offset Policy 6,000 ล้าน
ส่วนโครงการเรือฟริเกตลำแรก เกณฑ์การคัดเลือก Offset Policy การ การถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นอย่างไร ?
ผบ.ทร. ชี้แจงว่า โครงการเรือฟริเกตที่เราอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดหาในขณะนี้ เรากำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจนใน TOR และส่งหนังสือประกาศเชิญชวนภาคเอกชน ซึ่งได้กำหนดชัดเจนถึงความต้องการของเราและสิ่งที่บริษัทเอกชนจะต้องมอบให้เรา เช่น แบบเรือ เมื่อต่อเรือเสร็จแล้วก็จะต้องมอบ ‘แบบเรือ’ ให้เรา ซึ่งในครั้งต่อไป เราจะใช้แบบเรือเดิมในการต่อเรือแบบใหม่ ก็จะประหยัดงบ ซึ่งหนึ่งลำก็จะประหยัดได้ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อลำ ในค่าแบบเรือ
ในส่วนของ Offset Policy หากทางบริษัทไม่ปฏิบัติตามกองทัพเรือจะมีมาตรการอย่างไร ผบ.ทร. กล่าวว่า จะมีกำหนดขึ้นในสัญญาที่เราจะร่างขึ้น ซึ่ง สัญญา Offset Policy เราจะทำแยกสัญญาการต่อเรือ แต่อย่างไรก็ตามสัญญาการส่งมอบงวดงานจะต้องมีการระบุ Offset Policy จะต้องทำอย่างไร ถึงจะจ่ายเงินในงวดงานนั้นๆได้
สำหรับ ‘เรือฟริเกต’ ลำที่ 1 งบปี 2569 มูลค่า 17,000 ล้านบาท Offset Policy อุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ 6,000 ล้านบาท (จ้างงานต่อเรือในประเทศ มากกว่า 1.2 ล้านชั่วโมงทำงาน , จัดซื้อวัสดุในประเทศ มากกว่า 1,000 ล้านบาท จัดซื้อเหล็กในประเทศ ไม่น้อยกว่า 550 ตัน เป็นต้น)
ปัจจุบัน ทร. มี เรือฟริเกต-คอร์เวต 4 ลำ ได้แก่ รล.รัตนโกสินทร์ ปลดประจำการปี 2569 (อายุการใช้งาน 40 ปี) รล.นเรศวร ประจำการครบ 40 ปี ในปี 2577 และ รล.ตากสิน ประจำการครบ 40 ปี ในปี 2578 ส่วน รล.ภูมิพลอดุลยเดช เข้าประจำการปี 2562 (อายุการใช้งาน 7 ปี)
ลด ‘เรือรบ’ เสริม ‘ยานผิวน้ำไร้คนขับ-อากาศยานไร้คนขับ’
พล.ร.อ.ไพโรจน์ ชี้แจงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถกองทัพเรือ รองรับการทยอยปลดเรือฟริเกต 2-3 ลำ และ เรือขนาดเล็ก ว่า ได้ให้ กรมยุทธการทหารเรือ ทำแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือฟริเกตสมรรถนะสูง เรือดำน้ำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง และเรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง เรือตรวจการณ์ปืน โดยเราจะลดแบบและลดจำนวน
สำหรับเรือฟริเกตเราจะมี 8 ลำ ตามยุทธศาสตร์ ปี 2580 และจะมีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการระยะปานกลาง 12 ลำ ตรวจการระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ สำหรับการพัฒนาเรือตรวจการณ์ทุกรูปแบบในอนาคต จะต้องมียานผิวน้ำไร้คนขับและอากาศยานไร้คนขับประจำเรือ ซึ่งวิธีการจะแตกต่างจากปัจจุบันจากเดิม จะต้องนำเรือไปวิ่งเพื่อตรวจสอบ
แต่เราจะใช้อากาศยานไร้คนขับและยานผิวน้ำไร้คนขับเข้าไปตรวจสอบหรือช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ จึงทำให้กองทัพเรือยังดำรงขีดความสามารถอยู่ได้ และ ไม่จำเป็นว่ากองทัพเรือจะต้องมีเรือประจำการอยู่เยอะแบบสมัยก่อนแต่จะเพิ่ม อากาศยานไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ รวมถึงยานใต้น้ำ ที่เราจะพัฒนา
สำหรับ รล.จักรีนฤเบศร ได้กำหนดนโยบายจะให้เป็น ‘เรือยานแม่’ ของ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งในขณะนี้เราให้กองเรือยุทธการวางแผน ในลำดับแรกเราจะใช้อากาศยานไร้คนขับของเราที่มีอยู่ไป Operate บนเรือ รล.จักรีนฤเบศร ขั้นต่อไป คือ ยานผิวน้ำ และ ยานใต้น้ำ






