แผนฟื้นทร. 2 ปี ศรัทธา-พร้อมรบ ปฏิวัติ ‘สงครามใต้น้ำ’ สู่ ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’ โจทย์ ‘ยุบหน่วย’ ? ฟรีซ ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3

30 ก.ย. 2569 - 21:10

  • แผนฟื้นทร. 2 ปี ยุค ‘บิ๊กเอก’ ทั้ง ‘ศรัทธา-พร้อมรบ’ จับตาปฏิวัติ ‘สงครามใต้น้ำ’ สู่ ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’ ฟรีซ ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3 เร่ง ‘จีน’ ส่งมอบก่อน ม.ค.72 พร้อมพา ‘ฟริเกตเกาหลี’ ฝ่าคลื่น ห้วงชี้แจง ‘กรมบัญชีกลาง’ หลัง ‘5 เอกชน’ ยื่นอุทธรณ์ พร้อมเคลียร์ปัญหา รล.ภูมิพลฯ ระบบปืนฟาลังซ์

แผนฟื้นทร. 2 ปี  ศรัทธา-พร้อมรบ  ปฏิวัติ ‘สงครามใต้น้ำ’ สู่ ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’  โจทย์ ‘ยุบหน่วย’ ? ฟรีซ ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3

กองทัพเรือ จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ ผู้บัญชาการทหารเรือ โดย พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้กับ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้บัญชาการทหารเรือ (คนใหม่) ตท.26 นายเรือ 83 เกษียณฯ ก.ย.71 ซึ่งที่ผ่านมา ผบ.ทร. จะดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปี เท่านั้น

ช่วงแวลา 2 ปีจากนี้ ของ พล.ร.อ.นเรศ เปรียบเป็นช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ของ ‘กำลังรบทางเรือ’ ที่ ทร. ทยอยปลดประจำการ ‘เรือรบ’ และเรือรบที่ประจำการ ก็มีอายุใช้งานมานาน

2 โปรเจกต์สำคัญ คือ โครงกาเรือฟริเกต ลำที่ 1-2 ซึ่งลำแรกกระบวนการได้ ‘ตั้งต้น’ ไว้แล้ว จาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ ที่ ทร. พิจารณาเลือก ‘บริษัทฮันวา’ จากเกาหลีใต้ ที่ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอน 5 บริษัทเอกชน ยื่นอุทธรณ์ และ ทร. ต้องชี้แจงกับ ‘กรมบัญชีกลาง’ ส่วนลำที่ 2 พล.ร.อ.นเรศ จะต้องผลักดันในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2571

หลังรัฐบาล-สำนักงบฯ ขอให้ชะลอลำที่ 2 ออกไปก่อน หลัง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เสนอใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ด้วย 2 เหตุผล ของ ทร. จะสูงเกินไป เพราะ ทร. ยังมี ‘งบผูกพัน’ โครงการใหญ่อื่นๆ และ ‘รัฐบาล’ ต้องนำงบไปแก้ปัญหา ‘เศรษฐกิจ’ ผลพวงจากเหตุสู้รบ ‘ตะวันออกกลาง’

มีรายงานว่า ทร. มีหนี้ผูกพันโครงการขนาดใหญ่ 62,663 ล้านบาท (รวมโครงการเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3) ย้อนไปเมื่อ มิ.ย.69 พล.ร.อ.ไพโรจน์ ชี้แจง กมธ.พิจารณางบปี 2570 ว่า ได้พูดคุยกับ ‘สำนักงบฯ’ เตรียมดึงออก ‘โครงการเรือดำน้ำ’ ลำที่ 2-3 ออก มูลค่า 22,500 ล้านบาท เท่ากับว่า ทร. จะมี ‘หนี้ผูกพัน’ ลดเหลือ 40,163 ล้านบาท

อีกทั้งช่วงปี 2570-73 ทร.จะมีหนี้ผูกพันโครงการขนาดใหญ่ จะลดลงอีก เพราะหลายโครงการจ่ายครบแล้ว เช่น ปี 2570 หมดค่างวด รล.ภูมิพลฯ ปี2571 ครบค่างวด ‘เรือดำน้ำ’ ลำแรก และปี 2573 หมดค่างวด ‘เครื่องบินลำเลียง C295’ ซึ่งเงินในส่วนนี้ ทร. ก็จะนำมาจัดหา ‘ฟริเกต’ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ เพราะมี ‘สภาพคล่อง’ มากขึ้น

อีกโปรเจกต์สำคัญ คือ โครงการ ‘เรือดำน้ำ’ ที่ พล.ร.อ.นเรศ ดูแลโครงการนี้ตั้งแต่เป็น ‘เจ้ากรมยุทธการ ทร.’ และได้เดินทางไปจีนในการติดตามความคืบหน้า และการลงนามต่างๆ ตามสัญญาแต่ละห้วง แต่มีสัญญาณ ทร. จะ ‘แช่แข็ง’ เรือดำน้ำ ลำที่ 2-3 เอาไว้ก่อน

ด้วย 2 เหตุผล คือ เพื่อลด ‘เพดานหนี้ ทร.’ และ ปฏิบัติการทาทหารที่เปลี่ยนไป จากสงครามในภูมิภาคต่างๆ ที่กำลังไปสู่ ‘ยุทโธปกรณ์ไร้คนขับ’ มากขึ้น

แต่สิ่งที่ ทร. กำลังเผชิญในขณะนี้คือ ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ จาก ‘สังคม’ เพราะไม่ว่าจะขยับทางใด ก็จะถูก ‘กระแสต้าน’ เกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะการจัดหา ‘ยุทโธปกรณ์-อาวุธ’

ทร. ฟื้น ‘ความเชื่อมั่น’ ผบ.ทร. ปลุกรู้คุณค่า ‘ภาษี’ ซื้อ ‘อาวุธ’

พล.ร.อ.นเรศ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรก หลังรับตำแหน่ง ได้ย้ำว่า ยุทโธปกรณ์ เป็นสิ่งที่กองทัพเรือให้ความสำคัญเนื่องจากเป็น ศักดิ์ศรีของประเทศ ทั้งเรือรบ เครื่องบิน และยานต์บินต่างๆ มีราคาแพง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจ่ายเงินให้เราไปจัดหา ดังนั้นเราต้องทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดให้สมกับที่ประชาชนคาดหวัง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของประชาชนทุกคน และผมมีความตั้งใจที่จะนำพาและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมสูงสุดอย่างเต็มกำลังความสามารถ

พา ‘ฟริเกตเกาหลี’ ฝ่าคลื่น

พล.ร.อ.นเรศ ให้สัมภาษณ์ กรณีการเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 2 ปี จะดำเนินนโยบายเรือดำน้ำและเรือฟริเกต ซึ่งเป็น 2 นโยบายหลักอย่างไร ว่า โครงการต่างๆ เป็นยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และยังมีอีกหลายโครงการที่ต้องดำเนินการ เพียงแต่ 2 โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่เห็นได้ชัดว่ากำลังดำเนินการ แต่ก็ต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสำเร็จตามแผนที่กำหนดไว้

ส่วนการจัดหาเรือฟริเกต ผบ.ทร.คนเก่า ยังไม่ได้เซ็นสัญญา จะเป็นผู้เซ็นสัญญาเองใช่หรือไม่ พล.ร.อ.นเรศ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณา ซึ่งผมจะทำให้ดีที่สุดตามผลที่พิจารณาออกมา

“ไม่มีกำลังพลท่านใดที่ต้องการสิ่งที่ไม่เรียบร้อย ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย และการเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ทร. ส่วนตัวก็อยากสานงานต่อของ ผบ.ทร. ท่านเก่าที่ได้ดำเนินการเอาไว้”

สำหรับ ‘โครงการเรือฟริเกต’ 1 ลำ ที่ตั้งต้นในงบประมาณปี 2569 รวม 1 ลำ มูลค่า 17,000 ล้านบาท ล่าสุด ทร. ได้ประกาศผล ‘บริษัทฮันวา’ จาก ‘เกาหลีใต้’ ได้รับคัดเลือก โดยเสนอราคา 16,730 ล้านบาท ลงนามโดย ‘ผบ.โอ๋’พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผบ.กองเรือยุทธการ (ว่าที่รอง ผบ.ทร.) ในฐานะ ปธ.กรรมการบริหารโครงการฯ

ซึ่งรวม ระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งเป็นราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากร แต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่นๆ ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งปวงไว้แล้ว ซึ่งราคานี้เป็นราคาคงที่และตายตัว (Firm & Fixed Price) ในราคา DAP (INCOTERMS 2020) รวมการขนส่งและประกันภัย จนส่งมอบงาน ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี หรือพื้นที่ที่ ทร. จะกำหนด

ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ต่อ ‘ฟริเกต’ ให้ ทร. ลำล่าสุด คือ รล.ภูมิพลอดุลยเดช เข้าประจำการปี 2562 ในขณะนั้นชื่อว่า ‘อู่ DEME’ โดยปัจจุบันคือ อู่ Hanwha Ocean

สำหรับขั้นตอนหลัง ‘บริษัทเอกชน’ ได้ทำการ ‘ยื่นอุทธรณ์’ ทาง ทร. จะต้องชี้แจง ‘กรมบัญชีกลาง’ อย่างไร และสิ้น ‘ข้อสงสัย’ หรือไม่ ซึ่งมีไทม์ไลน์ระยะเวลาอยู่

จากนั้น ทร. ก็จะต้องส่ง ‘ร่างสัญญา’ ที่จะลงนามให้ ‘อัยการสูงสุด’ ตรวจก่อนลงนามกับบริษัทฮันวา ต่อไป

เร่งเคลียร์ฟาลังซ์ ‘รล.ภูมิพลฯ’ เปลี่ยนรุ่น VS อัปเกรด ?

พล.ร.อ.นเรศ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหา ปืนฟาลังซ์ (Phalanx CIWS) หรือ ระบบอาวุธป้องกันตนเองระยะประชิด บน รล.ภูมิพลฯ ว่า ขณะนี้กำลังให้หน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณา แต่ผมจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากส่วนตัวต้องการให้เรือมีความพร้อมสูงสุดในการปฏิบัติการต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการแถลงข่าว ทร. ในการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ เมื่อ 18ก.ย.69 ทร. ชี้แจงว่า ปัญหาปืนฟาลังซ์ (Phalanx CIWS) ชำรุดก่อนก่อนหมดประกัน ทางกองทัพได้แจ้งเคลมประกันไปยังบริษัทแดวู ก่อนถูกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd เทคโอเวอร์ไป ซึ่งกองทัพฯ ได้ใช้ก่อนชำรุด 4 ปี

ขณะนั้นกองทัพเรือไม่ได้ตัดสินใจว่า จะอัพเกรดปืน หรือ จะเปลี่ยนเลย ซึ่งเงินประกันจำนวน 1,500 ล้านบาท ยังอยู่ครบถ้วนที่กระทรวงการคลัง แต่ถ้าตัดสินใจเมื่อไหร่ เงินนี้จะถูกส่งคืนไปยังงบประมาณแผ่นดิน ไม่สามารถนำมาใช้ได้

ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ต้อง อัปเกรดปืนฟาลังซ์ หรือ จัดหาใหม่ โดยกองทัพเรือจะต้องทำหนังสือไปยัง คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (Jusmagthai) เพื่อขอทราบราคาและแนวทาง FMS ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของกองทัพเรือ

แช่แข็ง ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3 เร่ง ‘จีน’ ส่งมอบเร็วขึ้น ก่อน ม.ค.72

ส่วนความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำ ลำแรก พล.ร.อ.นเรศ กล่าวว่า ตามที่เราได้ไปแก้ไขสัญญาและข้อตกลงในการสร้างเรือ สมัย พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ อดีต ผบ.ทร. ได้ลงนามแก้ไขข้อตกลงการสร้างเรือ (เปลี่ยนเครื่องยนต์จาก MTU396 เป็นเครื่อง CHD620)

ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกอบส่วนต่างๆ ที่ต้องอยู่ในเรือดำน้ำ และต้องทดลองกันต่อไป โดยตามแผนแล้วจะส่งมอบได้ในช่วงเดือน ม.ค. 2572

ซึ่งตนได้แจ้งไปยังจีนว่าเรามีความต้องการที่จะให้เรือดำน้ำดำเนินการให้เสร็จเร็วยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้งาน และการใช้เรือดำน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้เครื่องบินซึ่งต้องมีความชำนาญ และต้องทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้อาวุธในการปฏิบัติการ ซึ่งเราต้องการเตรียมนำมาใช้งานให้เร็วที่สุด

ส่วนจะส่งมอบได้ในปี 2571 หรือไม่นั้น พล.ร.อ.นเรศ ระบุว่า ทางประเทศจีนยังไม่รับปาก แต่ก็กำลังเร่งดำเนินการ

สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทางจีนจะแถมให้นั้นก็อยู่ในเงื่อนไขและข้อตกลงที่ได้ทำสัญญากันไว้ แต่ผมไม่สามารถพูดออกไปได้เนื่องจากเป็นขีดความสามารถและเป็นความมั่นคงของชาติ

ส่วนอนาคตเรือดำน้ำลำที่ 2 และลำที่ 3 พล.ร.อ.นเรศ กล่าวว่า ต้องพิจารณาหลังจากที่สร้างลำที่ 1 มาใช้งาน ซึ่งต้องดูว่าการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร จึงต้องดูผลจากการใช้งานก่อนซึ่งประเทศไทยเคยมีเรือดำน้ำมาเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ปัจจุบันด้านวิชาการนั้นได้เลือนหายไปหมดแล้ว ในปัจจุบันเราได้เริ่มต้นใหม่ฉะนั้นจึงต้องนำมาใช้งานดูก่อนเพื่อดูข้อบกพร่องต่างๆ จึงจะดำเนินการในขั้นต่อไป

ปฏิวัติ ‘สงครามใต้น้ำ’ สู่ยุค ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’

พล.ร.อ.นเรศ กล่าวถึงความเป็นไปได้ มีการเปลี่ยนเป็น ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’ ว่า ยานไร้คนขับจะเข้ามามีอิทธิพลและมีส่วนในการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นเช่น สงครามต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แทบไม่ได้ใช้ยานที่มีขนาดใหญ่เข้าสู้รบกัน แต่ใช้ยานขนาดเล็กหรือยานไร้คนขับเข้ามาปฏิบัติการ

ดังนั้นในอนาคตเราต้องพัฒนา ทั้งในส่วนของยานแม่ และยานไร้คนขับด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เราได้ทำการพิจารณาให้สอดคล้องกันไปตามสภาพแวดล้อมการเปลี่ยนแปลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ ทร. ปี 2580 จะมีเรือฟริเกต 8 ลำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการระยะปานกลาง 12 ลำ ตรวจการระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ

การพัฒนาเรือตรวจการณ์ทุกรูปแบบในอนาคต จะต้องมียานผิวน้ำไร้คนขับและอากาศยานไร้คนขับประจำเรือ ซึ่งวิธีการจะแตกต่างจากปัจจุบันจากเดิม ที่ต้องนำเรือไปวิ่งเพื่อตรวจสอบ แต่จะเปลี่ยนมาใช้อากาศยานไร้คนขับและยานผิวน้ำไร้คนขับ เข้าไปตรวจสอบหรือช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์

ทำให้ ทร. ไม่จำเป็นต้องมีเรือประจำการอยู่เยอะแบบสมัยก่อน แต่จะเพิ่ม อากาศยานไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ รวมถึงยานใต้ ขึ้นมา

ขณะนี้ ทร. ได้นำร่องให้ ‘รล.จักรีนฤเบศร’ ให้เป็น ‘เรือยานแม่’ ของ ‘อากาศยานไร้คนขับ’ เตรียมใช้อากาศยานไร้คนขับที่มีอยู่ไป Operate บนเรือ รล.จักรีนฤเบศร ซึ่งขั้นต่อไป คือ ยานผิวน้ำ และ ยานใต้น้ำ

ปรับโครงสร้าง ‘กำลังทางเรือ’

พล.ร.อ.นเรศ ตอบคำถามสื่อ ถึงแนวทางการปรับโครงสร้างกำลังรบทางเรือ สงครามยุคใหม่ จะมีการยุบกองเรือหรือไม่ ว่า การปรับโครงสร้างอัตราเป็นเรื่องปกติที่ปรับขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเพื่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และสิ่งต่างๆ ที่เลือกใช้หรือบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้ใหม่ ซึ่งเราต้องปรับในสิ่งที่ไม่ได้ใช้ออกไปหรือยุบหน่วยไป แต่นำสิ่งที่ต้องใช้ในอนาคตมาตั้งหน่วยขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราต้องทำ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


แผนฟื้นทร. 2 ปี ศรัทธา-พร้อมรบ ปฏิวัติ ‘สงครามใต้น้ำ’ สู่ ‘ยานใต้น้ำไร้คนขับ’ โจทย์ ‘ยุบหน่วย’ ? ฟรีซ ‘เรือดำน้ำ’ ลำ 2-3