การจัดหา ‘เรือฟริเกต’ ลำแรก งบ 17,500 ล้านบาท หลัง ‘รบ.เพื่อไทย’ อนุมัติ 1 ลำ งบประมาณปี 2569 จากที่ ทร. เสนอ ‘ความต้องการ’ ไป 2 ลำ รวมมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้าน เหตุเพราะใช้ ‘งบประมาณ’ สูงเกินไป รวมถึง ‘สภาวะเศรษฐกิจ’ เพราะต้องใช้งบ ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ในขณะนั้น ซึ่งในขณะนั้น ผบ.ทร. คือ ‘บิ๊กแมว’พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ที่เกษียณฯ ก.ย.68 ส่งต่อให้ ‘บิ๊กเฟื่อง’พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.
ในยุค พล.ร.อ.ไพโรจน์ เข้าสู่ยุค ‘รบ.ภูมิใจไทย’ สมัยที่ 2 ที่มี ‘บิ๊กดุลย์’พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็น รมว.กลาโหม ความพยายามของ ทร. ยังคงต้องการผลักดัน ‘เรือฟริเกต’ ลำที่ 2 ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570
แต่สุดท้าย ทร. ยังคงได้ ‘ฟริเกต’ เพียง 1 ลำ ในงบประมาณปี 2569 ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องนำ ‘งบส่วนนี้’ ไปจัดหา ‘อาวุธ-ยุทโธปกรณ์’ ชนิดอื่นแทน ที่ไม่ผูกพันงบไปปีอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็น ‘ภาระหนี้งบ’ ในปีต่อๆไป
เหตุผลที่ ‘รัฐบาล’ ไม่อนุมัติ ‘ฟริเกต’ ลำที่ 2 ‘เพดานงบ’ ของ ทร. จะสูงเกินไป เพราะ ทร. ยังมี ‘งบผูกพัน’ โครงการใหญ่อื่นๆ และ ‘รัฐบาล’ ต้องนำงบไปแก้ปัญหา ‘เศรษฐกิจ’ ผลพวงจากเหตุสู้รบ ‘ตะวันออกกลาง’ ซึ่ง ‘สำนักงบฯ’ ให้ ทร. เลื่อนไปใน ‘งบประมาณปี 2571’ แทน
ทั้งนี้มีรายงานว่า ทร. มีหนี้ผูกพันโครงการขนาดใหญ่ 62,663 ล้านบาท (รวมโครงการเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3) ล่าสุด พล.ร.อ.ไพโรจน์ ชี้แจง กมธ.พิจารณางบปี 2570 ว่า ได้พูดคุยกับ ‘สำนักงบฯ’ เตรียมดึง ‘โครงการเรือดำน้ำ’ ลำที่ 2-3 ออก มูลค่า 22,500 ล้านบาท เท่ากับว่า ทร. จะมี ‘หนี้ผูกพัน’ ลดเหลือ 40,163 ล้านบาท
สำหรับโครงการ ‘เรือฟริเกต’ เปรียบเป็น ‘สัญญาใจ-สิ่งคล้องใจ’ ระหว่าง ‘รัฐบาล-กองทัพเรือ’ ด้วยจำนวน ‘เรือฟริเกต’ ของ ทร. ที่เหลือประจำการเพียง 3 ลำ ได้แก่ รล.นเรศวร ประจำการครบ 40 ปี ในปี 2577 และ รล.ตากสิน ประจำการครบ 40 ปี ในปี 2578 ส่วน รล.ภูมิพลอดุลยเดช เข้าประจำการปี 2562 (อายุการใช้งาน 7 ปี)
‘ข้อจำกัด’ ด้าน ‘งบประมาณ’ และ ‘ยุทธวิธีทางทะเล’ ระดับสากลที่เปลี่ยนไป เหตุผลด้าน ‘เทคโนโลยี’ ของ ‘อาวุธ-ยุทโธปกรณ์’ ทำให้ ทร. ต้องปรับ ‘ยุทธวิธี’ และจัดลำดับการจัดหา ‘ยุทโธปกรณ์’ ขึ้นใหม่

พล.ร.อ.ไพโรจน์ ชี้แจง กมธ.งบประมาณปี 2570 ว่า ได้ให้กรมยุทธการทหารเรือ ทำแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือฟริเกตสมรรถนะสูง เรือดำน้ำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง และเรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง เรือตรวจการณ์ปืน โดยเราจะลดแบบและลดจำนวน
สำหรับเรือฟริเกตเราจะมี 8 ลำ ตามยุทธศาสตร์ ปี 2580 และจะมีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการระยะปานกลาง 12 ลำ ตรวจการระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ
สำหรับการพัฒนา ‘เรือตรวจการณ์’ ทุกรูปแบบในอนาคต จะต้องมี ‘ยานผิวน้ำไร้คนขับ’ และ ‘อากาศยานไร้คนขับ’ ประจำเรือ ซึ่งวิธีการจะแตกต่างจากปัจจุบันจากเดิม จะต้องนำเรือไปวิ่งเพื่อตรวจสอบ แต่จะใช้ ‘อากาศยานไร้คนขับ’ และ ‘ยานผิวน้ำไร้คนขับ’ เข้าไปตรวจสอบหรือช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ จึงทำให้กองทัพเรือยังดำรงขีดความสามารถอยู่ได้ และ ไม่จำเป็นว่ากองทัพเรือจะต้องมีเรือประจำการเยอะแบบสมัยก่อน แต่จะเพิ่ม อากาศยานไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ รวมถึงยานใต้น้ำ ที่จะพัฒนาขึ้นมา
สำหรับ รล.จักรีนฤเบศร ได้กำหนดนโยบายจะให้เป็น ‘เรือยานแม่’ ของ ฐานควบคุมไร้คนขับ โดยให้ ‘กองเรือยุทธการ’ วางแผน ซึ่งในลำดับแรกเราจะใช้ ‘อากาศยานไร้คนขับ’ ที่มีอยู่ไป Operate บนเรือ รล.จักรีนฤเบศร ขั้นต่อไปคือ ‘ยานผิวน้ำ-ยานใต้น้ำ’

ล่าสุด ‘นายกฯ อนุทิน’ ได้ไปตรวจเยี่ยมฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ กลางอ่าวไทย อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บน รล.จักรีนฤเบศร ที่ใช้เป็น ‘ฐานควบคุมยานไร้คนขับ’ สำหรับ ภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี (UXV Carrier) ชมการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV)
นอกจากนี้ ทร. ได้นำ รล.ภูมิพลอดุลยเดช ออกทะเล ใช้ระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas Turbine) และทำการยิงปืนประจำเรือ ไปยังเกาะเป้าหมาย แม้ว่า ‘ระบบปืน Phalanx CIWS’ จะอยู่ระหว่างซ่อม หลัง ทร. ยอมรับ Phalanx ชำรุด-บกพร่อง แต่ยืนยันว่าขณะตรวจรับและมาถึงไทย จากเดิมใช้งานได้ แต่ตรวจพบชำรุดช่วงใกล้หมดประกัน จึงทำการเคลม โดยเป็นอุปกรณ์สหรัฐฯ ที่ติดตั้งบนเรือเกาหลี และบริษัท RTX (เดิมชื่อ บริษัท Raytheon) กำลังซ่อม
ก่อนที่ รล.ภูมิพลฯ จะเข้าอู่ฯ เพื่อทำการเปลี่ยน ‘เครื่องยนต์ MTU’ โดยจะใช้เวลาราว 1-2 เดือน หลังไปภารกิจต่างประเทศ พบความผิดปกติอะไหล่ จนทำให้ เครื่องยนต์หยุดทำงาน (Shutdown)

สำหรับการฝึกครั้งนี้นอกจาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ ผบ.ทร. ยังมี ‘ผบ.โอ๋’พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผบ.กองเรือยุทธการ เป็น ‘ผู้รับผิดชอบหลัก’ และรับผิดชอบการปรับ รล.จักรีนฤเบศร เป็น ‘เรือยานแม่’ ของ ‘ฐานควบคุมไร้คนขับ’ จึงถูกมองว่าเป็นวันของ ‘ผบ.โอ๋’เพราะในระดับ ‘5 เสือ ทร.’ ไม่ได้มาร่วมตรวจฝึก อาจด้วย 2 เหตุผล คือ ไม่ได้รับเชิญ หรือ ติดภารกิจอื่น
ทั้งนี้การฝึกเกิดขึ้นก่อน 1 วัน ที่จะมีการประชุม ‘บอร์ด 6 เสือกลาโหม’ หรือ คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน และมี ปลัดกลาโหม , ผบ.ทหารสูงสุด , ผบ.เหล่าทัพ ร่วมพิจารณา เท่ากับว่าเป็น ‘พื้นที่ปลอดการเมือง’
ที่สำคัญ ผบ.เหล่าทัพ จะไม่มีการ ‘ล้วงโผข้ามเหล่า’ กันเอง ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ยุค ตท.26 คุม ‘หน่วยความมั่นคง’ ทั้งหมด โดยใน ‘บอร์ด 6 เสือกลาโหม’ มี ตท.26 ได้แก่ รมว.กลาโหม , ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ.

สำหรับ พล.ร.อ.กรวิทย์ เป็น ตท.26 เกษียณฯ ก.ย.70 ที่สำคัญเป็น ปธ.คณะกรรมการบริหารโครงการเรือฟริเกต ซึ่งช่วงเดือน ก.ย.นี้ จะทราบผลอย่างเป็นทางการว่า ‘บริษัทเอกชน’ รายใด จะได้ต่อเรือ ‘ฟริเกต’ ลำแรก
ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนส่งไปยัง ‘ปลัดกลาโหม’ ลงนาม และนำเข้า ครม. เพื่อเห็นชอบ เพราะเป็นโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท และให้อำนาจ ทร. ไปลงนามกับ ‘บริษัทต่อเรือ’
โครงการ ‘เรือฟริเกต’ ลำที่ 1-2 แม้จะพิจารณาแยกกัน แต่ต้องปฏิบัติการร่วมกันได้ เพื่อเป็น ‘ชุดเรือปฏิบัติการ’ จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็น ‘บริษัท’ เดียวกับที่ต่อเรือฟริเกต ลำที่ 1
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูใน ‘5 เสือ ทร.’ แคนดิเดต ผบ.ทร. อีกรายที่ถูกโฟกัส คือ ‘ผู้ช่วยเอก’พล.ร.อ.นเรศ วงษ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. เพื่อน ตท.26 แต่เกษียณฯ ก.ย.71
ภายใน ทร. จึงลุ้นว่าจะจบที่ชื่อ ‘อ.โอ๋’ หรือ ‘อ.เอก’ จะเป็นสูตรคนละ 1 ปี หรือไม่ ?
หรือจะเป็น ‘สูตรนั่ง 2 ปี’ ตามแผนของ ‘กองทัพ’ ที่ต้องการให้ ผบ.เหล่าทัพ อยู่ในตำแหน่งมากกว่า 1 ปี เพื่อความต่อเนื่องของงาน ซึ่ง พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด วาระ 2 ปี เกษียณฯ ก.ย.70 , พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. วาระ 3 ปี เกษียณฯ ก.ย.70 และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. วาระ 3 ปี เกษียณฯ ก.ย.71
แต่สำหรับ ผบ.ทร. ในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีวาระ 1 ปีเท่านั้น อยู่ที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ จะตัดสินใจอย่างไร ? ซึ่งชื่อ ผบ.ทร.คนใหม่ ได้ถูกเสนอชื่อไปแล้ว




