เจาะลึก ‘เมียนมา’จับตาไฟชายแดน โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องเผชิญ

4 พ.ย. 2569 - 18:12

  • ทบทวนยุทธศาสตร์ 'ไทย' ต่อ 'เมียนมา'

  • 'รัฐบาลกลาง' คุมชายแดนไม่ได้เบ็ดเสร็จ

  • ไม่ใช่แค่ปัญหา 'อาชญากรรม' แต่คือเครือข่ายผลประโยชน์ข้ามพรมแดน

เจาะลึก ‘เมียนมา’จับตาไฟชายแดน โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องเผชิญ

เสียงปืนและระเบิดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมากลับมาปะทุอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 หลังทหารเมียนมาใช้โจมตีฐานที่มั่น KNU ก่อนเกิดการยิงตอบโต้ด้วยอาวุธหนัก บริเวณตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

การสู้รบลุกลามข้ามแดน มีรายงานว่า กระสุนปืนกลและลูกระเบิดปืน ค. ถูกยิงข้ามตกในฝั่งไทย ส่งผลให้ทรัพย์สินเสียหายและมีคนไทยได้รับบาดเจ็บ ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา ถึงขั้นขุดบังเกอร์หลบภัยภายในบ้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลัง ‘พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์’ ผู้นำสูงสุดแห่งเมียนมา เดินทางมาเยือนไทยราว 3 เดือน ท่ามกลางความคาดหวังว่าการกระชับสัมพันธ์ระดับรัฐบาลจะช่วยลดความรุนแรงและฟื้นฟูความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ แต่สถานการณ์ชายแดนกลับยังไร้สัญญาณคลี่คลาย

ทบทวนยุทธศาสตร์ 'ไทย' ต่อ 'เมียนมา'

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือปัญหา 'เมียนมา' ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงมาตรการทางทหาร หรือการประท้วงทางการทูต แต่ต้องมองให้ลึกถึงโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ ตลอดจนข้อจำกัดของรัฐบาลส่วนกลางที่ไม่สามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุน กองกำลังติดอาวุธ และเครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดน

'รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช' อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ประเมินข้อจำกัดของนโยบายรัฐบาลไทย และมองหาแนวทางรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นตามแนวชายแดน

สิ่งแรกที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินการคือการปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ และความมั่นคงแห่งชาติอย่างเต็มที่ตามมาตรฐานสากล โดยมาตรการทางทหารที่ดำเนินการอยู่ ทั้งการตรึงกำลังภาคพื้นดินของกองทัพภาคที่ 3 การส่งเครื่องบินรบ F-16 ขึ้นบินตรวจตราน่านฟ้า รวมถึงการยิงกระสุนควันแจ้งเตือนและการประท้วงผ่านช่องทางการทูต เป็นแนวทางที่ไทยเคยนำมาใช้แล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงควรเดินหน้ามาตรการเหล่านี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำมากกว่าการรับมือเฉพาะหน้าคือการทบทวนยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับเมียนมา โดยเฉพาะนโยบายที่เรียกว่า Recalibrated Engagementหรือการปรับระดับความสัมพันธ์อย่างรอบคอบระมัดระวัง ซึ่งไทยวางเงื่อนไขให้รัฐบาลเมียนมามีความก้าวหน้าทางการเมือง และไม่ปล่อยให้สถานการณ์สู้รบส่งผลกระทบต่อชายแดนไทย

ที่ผ่านมา 'รัฐบาลไทย' คาดหวังว่าการกระชับความสัมพันธ์กับ 'มิน อ่อง ไลง์' โดยตรง หลังการเยือนไทยเมื่อเดือนสิงหาคม จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของนักธุรกิจไทย และทำให้รัฐบาลเมียนมายับยั้งชั่งใจในการใช้ความรุนแรงบริเวณชายแดน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าเมียนมาได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันไว้มากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่งยังมีความย้อนแย้งในท่าทีของรัฐบาลเมียนมา เมื่อผู้นำรัฐบาลเชิญชวนนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุน แต่กลับมีข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือจากหน่วยงานระดับพื้นที่ชายแดนที่ KNU เผยแพร่ ซึ่งมีเนื้อหาเตือนหรือห้ามนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในลักษณะที่อาจเสริมความเข้มแข็งให้กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร

ความไม่ชัดเจนดังกล่าวทำให้นักลงทุนไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความสับสน เพราะแม้รัฐบาลส่วนกลางจะเปิดรับการลงทุน แต่ในพื้นที่กลับมีเงื่อนไขทางการเมืองและการทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง

'ดุลยภาค' อธิบายว่า ท่าทีของกองทัพเมียนมาส่วนหนึ่งมีรากฐานจากยุทธวิธีทางทหารที่ใช้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะยุทธวิธีที่เรียกว่า 'ตัดสี่' ซึ่งมุ่งตัดความเชื่อมโยงระหว่างกองกำลังต่อต้านกับประชาชน รวมถึงสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงเสบียง เงินทุน และทรัพยากรสนับสนุนต่าง ๆ

"เมื่อ KNU มีกองกำลังและฐานที่มั่นหลายแห่งอยู่ใกล้ชายแดนไทย กองทัพเมียนมาจึงอาจมองพื้นที่ดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนหรือแหล่งสนับสนุนจากฝั่งไทยด้วย"

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การลงทุนของไทยในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวพันกับความมั่นคงและความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้าน

'รัฐบาลกลาง' คุมชายแดนไม่ได้เบ็ดเสร็จ

อีกประเด็นที่ 'ดุลยภาค' มองว่าไทยต้องทำความเข้าใจ คือข้อจำกัดด้านอำนาจของรัฐบาลเมียนมาเอง เพราะปัจจุบันรัฐบาลส่วนกลางไม่ได้มีอำนาจควบคุมพื้นที่ชายแดนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลายพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้การเจรจากับรัฐบาลส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกรณีที่นักลงทุนต่างชาติต้องเข้าไปดำเนินธุรกิจในพื้นที่ซึ่งรัฐบาลเมียนมาไม่ได้มีอำนาจควบคุมจริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เหมืองทองคำ เหมืองยิปซัม หรือพื้นที่เศรษฐกิจตามแนวชายแดน การดำเนินธุรกิจจึงอาจต้องคำนึงถึงอำนาจของกลุ่มติดอาวุธที่มีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ด้วย

“รัฐบาลไม่สามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเมียนมาจำเป็นต้องยอมรับ และเป็นโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องนำมาประกอบการกำหนดนโยบายด้วยเช่นกัน"

ในมุมของไทย 'ดุลยภาค' เห็นว่าจำเป็นต้องสื่อสารกับเนปิดอว์อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ยุติการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อไทย แต่ควรใช้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ผลักดันให้รัฐบาลเมียนมาเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพื้นที่ติดกับประเทศไทย

ไทยอาจทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้เมียนมากลับเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียนมากขึ้น หากรัฐบาลเมียนมามีพัฒนาการทางการเมืองและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่หากยังเกิดการสู้รบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย หรือมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนจากไทยและอาเซียนก็ย่อมเดินหน้าต่อไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การใช้แรงกดดันจากอาเซียนก็มีข้อจำกัด เพราะเมียนมายังมีทางเลือกในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอื่น ทั้งจีน รัสเซีย อินเดีย และแม้กระทั่งการเริ่มปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐบาลเมียนมายังมีไพ่ทางการเมืองระหว่างประเทศหลายใบ หากอาเซียนกดดันมากเกินไป เมียนมาอาจหันไปพึ่งพาประเทศอื่นมากขึ้น และทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียนลดลง

โจทย์ของ 'ไทย' จึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ การผลักดันสันติภาพในเมียนมา และการใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตให้เกิดประโยชน์ โดยไม่หลงคิดว่าการพูดคุยกับรัฐบาลส่วนกลางจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในพื้นที่ชายแดนได้

ไม่ใช่แค่ปัญหา 'อาชญากรรม' แต่คือเครือข่ายผลประโยชน์ข้ามพรมแดน

นอกเหนือจากปัญหาการสู้รบ อีกหนึ่งความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญคือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา ซึ่ง 'ดุลยภาค' มองว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มอำนาจในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลักษณะสำคัญของปัญหาคือการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมข้ามพรมแดนและระบบอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถอาศัยมาตรการปราบปรามเฉพาะจุดเพียงอย่างเดียวได้

ในระยะสั้น อาจจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาจัดการปัญหา แต่ในระยะยาวไทยควรใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะบันทึกความเข้าใจหรือ MOU หลายฉบับที่เกิดขึ้นในช่วงการเยือนไทยของ 'มิน อ่อง ไลง์' เมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาหมอกควันข้ามแดน และประเด็นอื่นๆ

นอกจากนี้ ไทยและเมียนมายังมีช่องทางสื่อสารระหว่างกันอยู่หลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนระดับท้องถิ่น ระดับแม่ทัพภาค ไปจนถึงระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกลไกประสานงานและแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น

'ดุลยภาค' เน้นว่า การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างผู้มีอำนาจตัดสินใจของทั้งสองประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพราะปัญหาชายแดนมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จึงต้องอาศัยการประสานงานที่ต่อเนื่องและจริงจัง

ขณะเดียวกัน มาตรการปกป้องอธิปไตยของไทยก็ต้องดำเนินควบคู่กันไป หากมีกระสุนล้ำเข้ามาในเขตไทย ก็ต้องแจ้งเตือนตามกฎการปะทะและหลักปฏิบัติสากล แต่หากมีกำลังทหารเมียนมาพยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ก็จำเป็นต้องใช้กำลังผลักดันออกไปเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกด้านคือผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลไทยควรจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูหมู่บ้านชายแดนในจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน หรือผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

เพราะท้ายที่สุดแล้ว 'ความมั่นคงชายแดน' ไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาแนวเขตแดนหรือการป้องกันการรุกล้ำทางทหารเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีขวัญกำลังใจ และมีความมั่นคงทางจิตใจด้วย


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


เจาะลึก ‘เมียนมา’จับตาไฟชายแดน โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องเผชิญ