ดุลอำนาจ 'ไทย-จีน' จากแอนตี้ 'ลูกหลานมังกร' สู่ 'ครอบครัว' เดียวกัน

20 ก.ค. 2569 - 17:32

  • จากแอนตี้ 'ลูกหลานมังกร' สู่ 'ครอบครัวเดียวกัน' ผ่าการทูต 'ไผ่ลู่ลม' ย้อน 'ยุคสงครามเย็น' ที่ไทยอิงสหรัฐฯ สู่ยุคเริ่ม 'สถาปนาสัมพันธ์' โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จนมาถึงยุครัฐบาล 'อนุทิน' ประกาศชัด "ไทย-จีนคือครอบครัวเดียวกัน"

  • จากอดีตมองจีนเป็น 'ภัยคุกคาม' สู่การพึ่งพิง 'ทุนจีน' เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดึงดูดนักลงทุนจีนกลุ่ม EV - ไอที ปัดฝุ่นโครงการ 'แลนด์บริดจ์' ตอบโจทย์การขนส่งสินค้าให้จีนตอนใต้

ดุลอำนาจ 'ไทย-จีน' จากแอนตี้ 'ลูกหลานมังกร' สู่ 'ครอบครัว' เดียวกัน

หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกลับไปในอดีต คงไม่มีใครคาดคิดว่าชาติที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น "จีนคอมมิวนิสต์" อย่าง "สาธารณรัฐประชาชนจีน" ที่เคยถูกมองด้วย สายตาระแวดระวัง จากรัฐบาลไทย ยุคสงครามเย็น จะสวิงกลับขั้วมาเป็นดั่งพี่น้องกับไทย ในปี 2569 

ภาพที่เห็นได้ชัดที่คือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพร่วมกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ พร้อมข้อความภาษาจีนสลักจิตสลักใจซึ่งแปลความได้ว่า "จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน"

นี่คือ พัฒนาการดุลอำนาจ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน แต่เกิดจากบริบททาง ภูมิรัฐศาสตร์ อันลื่นไหลและแปรเปลี่ยนไปตามสัจธรรมแห่งอำนาจ 

จากยุคที่ จีนไร้อำนาจรัฐและไทยอิงแอบพญาอินทรีสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อต้านจีน สู่ยุคสถาปนาสัมพันธ์ประวัติศาสตร์ โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถัดมาถึงยุค "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และปัจจุบันที่ได้เห็นภาพภาวะ "โอนอ่อนผ่อนตาม" ใน ยุคพญามังกรจีนผงาดง้ำค้ำโลก

ยุคแอนตี้ 'ลูกหลานมังกร' ใต้ปีก 'พญาอินทรี'

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 2490 ถึง 2510 โลกตกอยู่ใต้เงาของ สงครามเย็น ในเวลานั้นสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งสถาปนาประเทศใหม่ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่จีนในเวลานั้นยังไม่มีอำนาจรัฐในเวทีสากลและยังไร้ซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ 

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของทหารอย่าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม และต่อมาคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเลือกข้างอย่างสุดตัวโดยเข้าร่วมเป็น พันธมิตรแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา เพื่อรับความช่วยเหลือทางการทหารและเศรษฐกิจในการ สกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์

ในมิติภายในประเทศ ความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างแนวคิดชาตินิยมและควบคุมกลุ่มทุนจีนอพยพที่มีบทบาทสูงยิ่งในระบบเศรษฐกิจไทย 

รัฐบาลในยุคนั้นดำเนินนโยบายแอนตี้ "ลูกหลานมังกร" อย่างเข้มข้น โดยมองว่าคนจีนอพยพ คือ ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ที่เข้ามาผูกขาดการค้า และเสี่ยงที่จะกลายเป็นแนวร่วมทางอุดมการณ์ให้กับรัฐบาลปักกิ่งเพื่อโค่นล้มรัฐบาลไทย

มาตรการทางกฎหมาย ควบคุมโรงเรียนจีน การสั่งปิดหนังสือพิมพ์จีน ตลอดจนการจำกัดสิทธิและอาชีพของคนต่างด้าวถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของคนจีน เรียกได้ว่า ตราบใดที่จีนคอมมิวนิสต์ยังไม่มีอำนาจและเงินในกระเป๋า รัฐไทยก็เลือกที่จะปิดประตูใส่กลอนและชี้หน้าว่าจีน คือ ผู้รุกราน ที่ต้องต่อต้านในทุกวิถีทาง

'คึกฤทธิ์ ปราโมช' สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน

แต่กฎเกณฑ์ของอำนาจไม่มีคำว่ามิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เมื่อ สหรัฐฯ เริ่มถอนทหารออกจาก สมรภูมิอินโดจีน หลังความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม และการล่มสลายของรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนามใต้ ในปี 2518 ภัยคุกคามจากทฤษฎีโดมิโนลอยมาเคาะประตูทำเนียบรัฐบาลไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในจังหวะที่ลมหายใจคอมมิวนิสต์รดต้นคอ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ร่วมกับ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตัดสินใจ เล่นเกมเสี่ยงแต่คุ้มค่า ด้วยการบินตรงสู่กรุงปักกิ่งในวันที่ 30 มิถุนายน 2518 เพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนคอมมิวนิสต์อย่างเป็นทางการ 1 กรกฎาคม 2518

การเดินทางครั้งนั้นได้รับการบันทึกว่าเป็นดั่งบทละครการทูตที่เฉียบคม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้เข้าพบกับสามผู้นำผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของจีนคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็น

เหมา เจ๋อตุง ผู้นำสูงสุดผู้วางรากฐานคอมมิวนิสต์จีนในวัย 82 ปี ได้ถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ว่า "ท่านนายกฯ มาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า ไม่รู้สึกกลัวหรือ?" ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในวัย 64 ปี ตอบกลับด้วยวาทศิลป์อันเหนือชั้นว่า "ข้าพเจ้ามิได้มาหาคอมมิวนิสต์ แต่มาหาเพื่อน" 

ขณะที่ ประธานเหมา ยังใจดีแนะนำวิธีปราบคอมมิวนิสต์ในไทยให้เสร็จสรรพว่า ง่ายนิดเดียว แค่ทำให้ชาวบ้านมีกินมีใช้ และหยอกเย้าว่าไม่ต้องกลัวคอมมิวนิสต์ไทยหรอก เพราะพวกนั้นไม่เคยส่งคนมาเคารพ ประธานเหมา เลยสักครั้ง

หรือแม้กระทั่ง นายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ที่แม้ในยามนั้นโจวเอินไหลจะเจ็บป่วยหนักใกล้ถึงแก่อสัญกรรม แต่ด้วยจิตวิญญาณทางการทูตอันยิ่งใหญ่ โจว เอินไหล ยืนยันที่จะลงนามในแถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์ด้วยตนเอง ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ฝ่ายไทย

รวมไปถึง รองนายกรัฐมนตรี เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในยุคถัดมาและเป็นผู้วางรากฐานเศรษฐกิจจีนยุคปฏิรูป ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และคณะได้รับรองและสังสรรค์กันอย่างสนิทสนมและให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด

การทูตครั้งประวัติศาสตร์นี้ปลดล็อกความมั่นคงของไทย ทำให้จีนยอมยุติการสนับสนุนทางอาวุธและอุดมการณ์แก่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในทางปฏิบัติ เปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความตกลงร่วมกันเพื่อความอยู่รอด

'ชาติชาย ชุณหะวัณ' จาก 'สนามรบสู่สนามการค้า'

เมื่อสงครามเย็นเริ่มคลี่คลายและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้พลิกโฉมหน้าความสัมพันธ์ต่างประเทศด้วยการประกาศนโยบายอันลือลั่นอย่าง "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"

นโยบายนี้เป็นการท้าทายแนวคิดความมั่นคงแบบเดิมของระบบราชการและสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างยิ่ง พล.อ.ชาติชาย มองว่าเสถียรภาพและอิทธิพลที่แท้จริงของประเทศในยุคใหม่วัดกันที่ "ความมั่งคั่ง" ไม่ใช่ "อาวุธยุทโธปกรณ์"

นโยบายนี้ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดจีน และเปิดประตูรับการค้าการลงทุนจากจีนตอนใต้อย่างเต็มรูปแบบ สัมพันธภาพไทย-จีน ในยุคนี้จึงเลื่อนระดับจากการประสานงานเพื่อความมั่นคงไปสู่การร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ 

โดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของไทยเริ่มหลั่งไหลเข้าไปตั้งหลักปักฐานในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่พญามังกรก็เริ่มเตรียมสยายปีกเศรษฐกิจลงใต้เพื่อเชื่อมต่อกับระบบทุนนิยมโลก

ยุคพญามังกรผงาดค้ำโลก ภายใต้ 'สี จิ้นผิง'

ขณะที่ในปี 2569 ยามนี้ดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกที่ครอบคลุมทั้งมิติเทคโนโลยี คมนาคม และการทหาร 

ขณะที่รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินนโยบายต่อจีนในลักษณะ "โอนอ่อนผ่อนตาม"

หลักฐานเชิงประจักษ์เกิดขึ้นเมื่อ นายกฯ อนุทิน นำคณะรัฐมนตรีและเอกชนไทยชุดใหญ่เยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 นอกเหนือจากการโพสต์ภาพและข้อความภาษาจีนย้ำความเป็น "ครอบครัวเดียวกัน" บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงถึงความใกล้ชิด

ผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง, นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง และ จ้าว เล่อจี้ ต่างก็ให้เกียรติต้อนรับและประกาศสนับสนุนรัฐบาลใหม่ของไทยอย่างเต็มที่

ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ได้เปิดทางสะดวกเพื่อดึงดูดกลุ่มทุนเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

การเจรจาโรดโชว์ ณ เมืองเฉิงตู ประสบความสำเร็จในการกวาดเงินลงทุนจาก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมไอทีและยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว รัฐบาลอนุทินยังได้หวนกลับมาปัดฝุ่นและเดินหน้าโครงการ "แลนด์บริดจ์" อย่างแข็งขัน 

โดยอ้างเหตุผลสำคัญว่า "นักลงทุนจีนยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และเครือข่ายโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ"

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการปรับปรุงรายละเอียดโครงการเพื่อตอบรับความต้องการของนักลงทุนจีน ด้วยการเร่งรัดเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกและระบบรางส่วนที่ยังขาดหาย

พร้อมพัฒนาท่าเรือฝั่ง จ.ระนอง ก่อนฝั่ง จ.ชุมพร เพื่อให้การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทางบกกับทางทะเลสามารถตอบโจทย์การขนส่งสินค้าของจีนตอนใต้ลงสู่อันดามันและมหาสมุทรอินเดีย

การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า นโยบายของไทยในยุคนี้แทบจะเอาความคาดหวังและความมั่นใจของทุนจีนเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานของชาติ

จะเห็นได้ว่า พัฒนาการจาก "แอนตี้คนจีน" สู่ "ครอบครัวเดียวกัน" ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนผ่านจากความเกลียดชังเป็นความรัก แต่เป็นภาพสะท้อนของการจำนนต่อ "ความจริงเชิงอำนาจ"

ในอดีต รัฐบาลไทยยอมรับอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง วันนี้เมื่ออิทธิพลของพญาอินทรีในภูมิภาคเสื่อมถอยลง และพญามังกรขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร้เทียมทาน 

รัฐบาลไทยเลือกที่จะพึ่งพิงทุนจีนเพื่อพยุงปากท้องของประเทศ วาทกรรม "ไทยจีนพี่น้องกัน" จึงเป็นทั้งเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ให้แก่การเปิดประตูกว้างรับทุนจีน และเป็นเกราะกำบังทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลไทยเอง

ดาบสองคม 'ภาวะโอนอ่อน-ไผ่ลู่ลม'

อย่างไรก็ตาม "ภาวะโอนอ่อน" ที่มากเกินไปย่อมสร้างความสุ่มเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ความสมดุลที่สูญหาย เพราะการเปิดทางให้ทุนจีนเข้ามาควบคุม "ห่วงโซ่อุปทาน" อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และ "โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ" อาจทำให้ไทยสูญเสียเสรีภาพในการดำเนิน "นโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลาง" และเสี่ยงต่อการถูกครอบงำทางเศรษฐกิจแบบหลายๆ ประเทศในแอฟริกา

หรือจะเป็นเรื่อง กับดักโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการผลักดัน "โครงการแลนด์บริดจ์" โดยหวังพึ่งพาเม็ดเงินและการขนส่งสินค้าจากจีนเป็นหลัก อาจกลายเป็นดาบสองคม หากโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียง "ทางผ่านสินค้าจีน" โดยที่ไทยไม่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มที่และแท้จริง แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงเชิงต้นทุน และการเมืองระหว่างประเทศ

ประวัติศาสตร์กว่าครึ่งศตวรรษจากยุคแอนตี้ "ลูกหลานมังกร" สู่ยุค "ครอบครัวเดียวกัน" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นโยบายต่างประเทศของไทยมีความยืดหยุ่นสูง 

ยามจีนไร้อำนาจ รัฐไทยเลือกที่จะปิดประตูใส่และจับมือกับตะวันตก ยามภัยคอมมิวนิสต์มาเยือน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็สามารถหักมุมไปเคาะประตูบ้านประธานเหมา เพื่อขอเป็นมิตร 

ยามนี้เมื่อจีนเป็น "เจ้าแห่งเทคโนโลยี" รัฐบาลอนุทิน ก็พร้อมที่จะกางแขนและปูพรมแดงต้อนรับ

แต่ความท้าทายที่แท้จริงของการทูต "ไผ่ลู่ลม" ในปี 2569 ไม่ใช่แค่การลู่ไปตามทิศทางลมตะวันออก ที่พัดแรงอย่างยิ่งยวด แต่คือการรักษา "ราก" ของต้นไผ่ให้หยั่งลึกและมั่นคงพอ ที่จะไม่ล้มครืนไปกับการ ครอบงำทางเศรษฐกิจ ของจีน

"รัฐบาลไทย" ต้องใช้ความรอบคอบในการเจรจาผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้คำว่า "ครอบครัวเดียวกัน" กลายเป็น "สัญญา" ที่ไทยเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง แต่ "จีน" เป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์พียงผู้เดียว

อ้างอิง

mfa / legacy / chula / ethesisarchive / silpa /investerest / silpa / thaipost / tdri / thestandard / matichon / thematter / thaipublica / naewna /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์