ภาวะมุมกลับ? จาก ‘ไทยกลืนจีน’ สู่ ‘จีนกลืนไทย’ จีนสยาม VS ทุนจีนข้ามชาติ

14 ก.ค. 2569 - 10:32

  • รศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ มองอดีต "จีนสยาม" รุ่นเก่าอพยพมาตั้งรกราก-ปรับตัวเข้ากับไทย แต่ "ทุนจีนใหม่" เข้ามาเพื่อหากำไรทางธุรกิจ มีประเทศแม่ที่มั่งคั่งรองรับ จึงไม่เน้นตั้งถิ่นฐานถาวร

  • จีนยุคใหม่ใช้ทั้ง Hard และ Soft Power รุกคืบเวทีโลก ทุนจีนใหม่จึงเน้นเข้ามาเพื่อผลประโยชน์-ยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจ มากกว่ากลืนชาติ-ยึดครองดินแดน

  • พร้อมเสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ชาตินิยมสุดขั้ว แต่ต้องใช้กลไกกฎหมายและระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อคัดกรองทุนต่างชาติ และมีบทลงโทษเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ภาวะมุมกลับ? จาก ‘ไทยกลืนจีน’ สู่ ‘จีนกลืนไทย’ จีนสยาม VS ทุนจีนข้ามชาติ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยกำลังวลเรื่องคนจีนถือครองที่ดิน จากข่าวล่าสุดที่มีการสวมสิทธิทารกจีนที่ถือกำเนิดในประเทศไทย โดยมีการว่าจ้างให้คนไทยรับรองบุตร เพื่อจะได้สัญชาติไทยและสามารถถือครองที่ดินได้

การทำความเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องย้อนมองผ่าน ประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่สังคมไทยเปลี่ยนผ่านจาก "รัฐสมัยใหม่" สู่ "รัฐชาติ" อันเป็นกระบวนการที่การสร้างสำนึกความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถูกขับเคลื่อนผ่านนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย

รศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพัฒนาการของการ สร้างรัฐชาติ และ ลัทธิชาตินิยม ตั้งแต่สมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับตัวของคนจีนในประเทศไทย พร้อมทั้งถอดบทเรียนเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ "ทุนจีนใหม่" ในยุคปัจจุบัน

การเปลี่ยนผ่านยุค 2475 และการต่อต้านจีนยุค "จอมพล ป."

ในบริบทโลกยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เหตุใดประเทศไทยจึงต้องดำเนินนโยบายชาตินิยมที่มีลักษณะ ต่อต้านคนจีน และปัจจัยใดที่ทำให้ลูกหลานชาวจีนในยุคนั้นสามารถผสมผสานกลายเป็น "คนไทยเชื้อสายจีน" ได้อย่างสมบูรณ์

รศ.ดร.โดม อธิบายว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 โครงสร้างส่วนบนของประเทศถูกปรับเปลี่ยน คณะราษฎรได้ปรับเปลี่ยนอุดมการณ์โดยเน้นให้ ประชาชน เป็น ศูนย์กลางของชาติ ทว่าการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น สังคมเผชิญกับความขัดแย้งและการต่อสู้ทางความคิดระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร กับกลุ่มที่ยังนิยม ระบอบเดิม

เมื่อ จอมพล ป. ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สิ่งที่มุ่งเน้น คือ การสร้าง ลัทธิชาตินิยมเข้มข้น และยังคงเลือกใช้วิธีการเดิมแบบ คือ การสร้างศัตรูร่วม ซึ่ง "คนจีน" ก็ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เนื่องจากหากพิจารณาภูมิหลังทางเศรษฐกิจ ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ระดับ ทุนเจ้าสัว ไปจนถึง ผู้ประกอบการรายย่อย 

เม็ดเงินส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในมือคนจีน ประกอบกับคนจีนในยุคนั้นมี สำนึกผูกพันกับมาตุภูมิ เมื่อมีรายได้จึงมักส่งเงินกลับประเทศ รัฐบาลจึงใช้ประเด็นนี้กระตุ้นให้คนไทยเกิดความตื่นตัวทางเศรษฐกิจและความรักชาติ

นอกจากนี้ยุค จอมพล ป. ยังเป็นช่วงเวลาที่บริบทโลกกำลังก้าวเข้าสู่ สงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการเมืองระดับสากล ประกอบกับความแตกแยกภายในประเทศ รัฐบาลจึงดึง นโยบายชาตินิยมต่อต้านจีน มีการออกกฎหมายและประกาศรัฐนิยม เพื่อกีดกันชาวจีนในทางเศรษฐกิจโดยตรง เช่น การสงวนอาชีพเฉพาะสำหรับคนไทย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวจีนซึ่งเป็นประชากรที่มีสัดส่วนมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ขณะเดียวกัน บริบทการเมืองโลกในเวลานั้น ประเทศจีนเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ ระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนจีนโพ้นทะเล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเผชิญแรงกดดันสองทาง คือ กฎหมายควบคุมที่เข้มงวดภายในประเทศไทย และ สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศจีน ชาวจีนจำนวนมาก จึงตัดสินใจเลือกที่จะตั้งรกรากถาวรและสร้างครอบครัวในประเทศไทยต่อไป

การเมืองจีนปั่นป่วน กับ การเมืองไทยชิงอำนาจ

ในมิตินี้ สามารถวิเคราะห์ได้หรือไม่ว่า ระบบวัฒนธรรมการเมืองของจีนในเวลานั้นมีความอ่อนแอกว่าประเทศไทย จึงทำให้รัฐไทยสามารถกลืนกลายชาวจีนได้ง่ายกว่า

รศ.ดร.โดม ชวนพิจารณาบริบทการเมืองของจีน นับตั้งแต่หลังการปฏิวัติซินไฮ่ในปี 2454 ที่ล้มล้าง ระบอบจักรพรรดิ จีนได้ก้าวเข้าสู่ ระบอบสาธารณรัฐ แต่การเปลี่ยนผ่านเต็มไปด้วยความระส่ำระสาย 

ดร.ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำได้เพียงระยะสั้นๆ ก็ต้องส่งต่ออำนาจให้แก่ หยวน ซื่อไข่ ซึ่งเป็นกลุ่มขุนศึกที่ไม่นิยมระบอบสาธารณรัฐ การเมืองจีนในยุคนั้นจึงแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า รัฐบาลกลางขาดเสถียรภาพ 

จนกระทั่งในยุคของ เจียง ไคเชก ที่พยายามรวบรวมอำนาจและปราบปรามขุนศึก ก็ต้องเผชิญกับการก้าวขึ้นมาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความวุ่นวายภายในประเทศจีน จึงเป็นเรื่องของโครงสร้างการเมืองที่ไม่มีระบบส่วนกลางที่มั่นคง

หากย้อนกลับมามองประเทศไทย ในช่วงเวลาเดียวกันเราก็เผชิญกับการแย่งชิงอำนาจระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่เช่นกัน เพียงแต่ประเทศไทยไม่ได้เกิดสงครามกลางเมืองขนาดใหญ่เท่าจีน การปะทะกันทางทหารครั้งสำคัญมีเพียงเหตุการณ์ กบฏบวรเดช ในปี 2476 เมื่อฝ่ายกบฏพ่ายแพ้ คณะราษฎรก็สามารถรักษาและกระชับอำนาจต่อมาได้อีกนับทศวรรษ

ดังนั้น ความผันผวนของจีนจึงมีความซับซ้อนและรุนแรงในระดับที่แตกต่างจากไทย ไม่ใช่เรื่องของความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะบริบทและเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของแต่ละประเทศมีความเฉพาะตัว 

"กลืนชาติ" ด้วยการ "ผสมผสาน"

ในทางประวัติศาสตร์มักมีทฤษฎีว่ารัฐที่เข้มแข็งกว่าจะกลืนกลายวัฒนธรรมของกลุ่มที่อ่อนแอกว่า เมื่อตัดภาพมาที่ปัจจุบันจีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ จนเกิดความกังวลว่าในอดีตเราเคยเปลี่ยนคนจีนให้กลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีนได้ แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์อาจสลับกัน โดยทุนจีนกำลังจะเข้ามากลืนกลายประเทศไทยแทน

รศ.ดร.โดม มองว่าในประเด็นนี้ ต้องปรับมุมมองที่มีต่อคำว่า "การกลืนชาติ" เสียก่อน ในระยะหลัง นักประวัติศาสตร์เริ่มตั้งคำถามว่า นโยบายชาตินิยมของรัฐไทยสามารถกลืนกลายคนจีนได้จริงหรือ ? เพราะหากมองลึกลงไปในรายละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การบังคับให้สูญสิ้นอัตลักษณ์ แต่เป็นผลมาจาก "กระบวนการปรับตัวอันยาวนาน" ของ คนจีนโพ้นทะเล

นับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้เข้าไปมีบทบาทในระบบราชการและการค้าร่วมกับชนชั้นนำไทย เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมแบบสองทาง สังคมไทยไม่ได้มีศักยภาพในการลบภาพจำความเป็นจีนได้ทั้งหมด 

แต่ลักษณะเด่นของสังคมไทยคือ "การผสมผสานกลมกลืน" เนื่องจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานและทักษะทางการค้าของคนจีน เราจึงเปิดรับวัฒนธรรมจีนเข้ามา ขณะเดียวกันคนจีนก็ปรับวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอด ทั้งสองฝ่ายจึงเลือกแนวทางประนีประนอม

ยกตัวอย่างจากครอบครัวของ รศ.ดร.โดม อากงอพยพมาจากประเทศจีนในช่วงปี 2490 ซึ่งเป็นยุคที่ จอมพล ป. ดำเนินนโยบายชาตินิยมรอบสอง 

แต่อากงก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมจีนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พูดภาษาไทยได้ แต่เขียนไม่ได้ คำถามคือคนรุ่นนั้นถูกกลืนชาติหรือไม่? คำตอบคือไม่ แต่พวกเขารู้จักเงื่อนไขและช่องทางในการทำมาหากินภายใต้โครงสร้างรัฐไทย

ชาวจีนรุ่นแรก มักเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับคนท้องถิ่น เมื่อส่งต่อมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน (รุ่นที่ 2 และ 3) ซึ่งเติบโตและผ่านระบบการศึกษาไทย สำนึกความเป็นไทยจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ผ่านการหล่อหลอมทางสังคม จึงไม่ใช่การกลืนกลายอย่างฉับพลันด้วยอำนาจรัฐ แต่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการอยู่อาศัยร่วมกันจนเกิดการซึมซับทางวัฒนธรรมในระยะยาว

"จีนสยาม" รุ่นเก่า VS "ทุนจีนใหม่" ยุคปัจจุบัน

เหตุใดในกรณีของคนจีนรุ่นใหม่หรือ "ทุนจีนใหม่" จึงมีภาพสะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้พยายามปรับตัวเข้ากับสังคมไทยเหมือนคนรุ่นก่อน แต่กลับแสดงออกถึงอัตลักษณ์และสัญชาติจีนอย่างเข้มข้น

รศ.ดร.โดม ชวนมองว่าต้องแยกแยะโครงสร้างและวัตถุประสงค์ของคนสองรุ่นออกจากกันอย่างชัดเจน ชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นอากงอาม่าอพยพหนีความยากจนและภัยการเมืองเข้ามาเพื่อ "แสวงหาโอกาสในการชีวิต" 

พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จนกลายเป็นกลุ่มคนที่นักวิชาการอย่าง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า "จีนสยาม" คือ เป็นผู้มีเชื้อสายจีน แต่มีสำนึกทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับผืนแผ่นดินไทยมากกว่าประเทศจีน

ในทางกลับกัน "ทุนจีนใหม่" ในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความขัดสนทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนในปัจจุบันมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลุ่มคนที่เข้ามาในยุคนี้จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อตั้งรกรากถาวร แต่เข้ามาในฐานะ "ผู้ประกอบการข้ามชาติ" ที่มุ่งแสวงหาผลกำไรทางการค้า 

สำนึกความผูกพันต่อท้องถิ่นจึงแตกต่างจากคนรุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง เมื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจพวกเขาก็พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายทุนกลับประเทศ เนื่องจากมาตุภูมิของพวกเขามีความมั่งคั่งและมั่นคงรองรับอยู่แล้ว

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ ดุลอำนาจ (Power) ในเวทีโลก ในยุคเสื่อมถอยของราชวงศ์ชิงจนถึงยุคสงครามเย็น ประเทศจีนเผชิญกับความอ่อนแอภายใน ไม่มีศักยภาพทางทหารหรืออำนาจต่อรองในระดับสากล 

นโยบายในยุค เหมา เจ๋อตง ยังคงปิดประเทศ จีนในยุคนั้นจึงไม่มี "Hard Power" (อำนาจแข็ง) ที่จะหนุนหลังคนจีนโพ้นทะเลได้

แต่จีนในปัจจุบัน นับตั้งแต่การเปิดประเทศในยุค เติ้ง เสี่ยวผิง มาจนถึงยุคของ สี จิ้นผิง ได้ผสมผสานระบบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์เข้ากับกลไกตลาดเสรีอย่างทรงประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนมีทุนสะสมมหาศาล มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การยกระดับแสนยานุภาพทางทหารจนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจชั้นนำ

ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ระเบียบโลกใหม่ จีนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Hard Power เพียงอย่างเดียว แต่ยังรุกคืบด้วย "Soft Power" (อำนาจอ่อน) หรืออำนาจในการโน้มน้าวใจควบคู่กันไปด้วย 

ในขณะที่มิติความมั่นคงเผชิญความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดน มิติทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจีนกลับแทรกซึมผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ซีรีส์ ภาพยนตร์ และ อุตสาหกรรมเกมระดับโลก เช่น Black Myth Wukong หรือการเข้าซื้อกิจการเกมยอดนิยมอย่าง RoV 

สินค้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวกและภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้แก่ประเทศจีน จีนในยุคนี้จึงขับเคลื่อนด้วยพลังอำนาจที่ครบวงจร

ทางออกของไทย ชาตินิยมสุดขั้ว หรือ กลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ?

เมื่อจีนก้าวขึ้นมาพร้อมอำนาจทั้ง Hard Power และ Soft Power ในขณะที่ดุลอำนาจของไทยดูจะสวนทางกัน จนนำไปสู่กระแสความกลัวการ "กลืนชาติ" ในสังคมไทย โดยเฉพาะข่าวสารเรื่องการสวมสัญชาติเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ประเทศไทยควรมีแนวทางรับมือและหาทางออกต่อปรากฏการณ์นี้อย่างไร

รศ.ดร.โดม มองว่าความวิตกกังวลของสังคมไทยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเข้าไปมีอิทธิพลในหลายประเทศทั่วโลก ผ่านการปล่อยกู้โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 

ซึ่งในบางกรณีเมื่อประเทศลูกหนี้ประสบปัญหาการชำระหนี้ จีนก็เข้าไปบริหารจัดการหรือถือครองสิทธิ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เมืองท่าสำคัญในประเทศกรีซ 

แต่หากพิจารณาในรายละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การยึดครองอธิปไตยของประเทศเหล่านั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการ "เข้ายึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจ" เป้าหมายของจีนยุคนี้ คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การยึดครองดินแดนทางทหารแบบจักรวรรดินิยมในยุคสงครามโลก

สำหรับข้อกังวลเรื่องการสวมสัญชาติหรือการให้กำเนิดบุตรในประเทศไทยเพื่อสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินกรรมสิทธิ์ถาวร ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ต่อคือ เด็กเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นภายใต้ "เบ้าหลอมทางวัฒนธรรมใด"

หากพวกเขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ตัดขาดจากสังคมไทย สำนึกของเขาก็จะเป็นประชากรจีน แต่หากระบบสังคมและวัฒนธรรมไทยสามารถดึงดูดและหล่อหลอมพวกเขาได้ เด็กกลุ่มนี้ก็อาจจะกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ ความท้าทายจึงอยู่ที่ศักยภาพของเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม ของประเทศไทย

บางกลุ่มเสนอว่า ทางออกคือการปลุกกระแสชาตินิยมสุดโต่งเพื่อต่อต้านและขับไล่คนจีน ทว่าในประวัติศาสตร์ เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการกีดกันอย่างเด็ดขาด และในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) สังคมและเศรษฐกิจจะเติบโตได้ต้องอาศัยการพึ่งพาเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามชาติ

ในความเป็นจริง เทคโนโลยีรอบตัวเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือนวัตกรรมต่างๆ ล้วนมีฐานการผลิตและองค์ความรู้มาจากจีน 

การตั้งแง่รังเกียจอย่างสุดขั้วอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศ หากเราเลือกแนวทางชาตินิยมสุดโต่ง ปิดกั้นทุกสิ่งที่ไม่ใช่ของไทย โอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากประเทศผู้นำเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ก็จะหมดไป ซึ่งเราต้องตั้งคำถามกลับว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้เพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองในทุกมิติแล้วจริงหรือ?

ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืนไม่ใช่การต่อต้านด้วยอารมณ์ แต่คือ "การสร้างกลไกการผสมผสานและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ" สิทธิพลเมืองของเด็กที่เกิดในไทยต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เข้มงวด และหากเรากังวลเรื่องการครอบงำของทุนต่างชาติ รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนากฎหมายและข้อตกลงทางการค้าให้มีมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ

ต้องมีระบบตรวจสอบที่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่า การเข้ามาลงทุนของทุนต่างชาตินั้น ประเทศไทยได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้หรือไม่? มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องไหม? มีการกระจายรายได้สู่ตลาดท้องถิ่นเพียงใด?

ที่สำคัญที่สุด กฎหมายต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงและฉับไวหากการลงทุนนั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การลักลอบปล่อยสารพิษจากโรงงาน รัฐต้องมีอำนาจเด็ดขาดในการเพิกถอนสิทธิการเช่าหรือขับไล่ออกนอกประเทศ

การมีกลไกตรวจสอบที่ทรงพลังเช่นนี้จะช่วยคัดกรอง "ทุนที่มีคุณภาพ" ให้คงอยู่ และผลักดัน "ทุนที่เป็นภัย" ออกไป ซึ่งจะช่วยสร้างดุลยภาพในการอยู่ร่วมกันทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน

การเลือกเดินบนเส้นทาง ชาตินิยมสุดขั้ว และปิดประเทศไม่ปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะเงื่อนไขด้านทรัพยากรของเราไม่ได้เอื้ออำนวย ประเทศไทยไม่มีแหล่งแร่สำหรับผลิตชิปคอมพิวเตอร์ชั้นสูง ในขณะที่จีนมีทรัพยากรเหล่านั้น ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการตัดขาดจากผู้อื่น

มุมมองจาก รศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ทางออกของประเทศไทยต่อระลอกคลื่น "ทุนจีนใหม่" ไม่ใช่การหวนกลับไปใช้ลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว หรือการใช้นโยบายกีดกันทางชาติพันธุ์อย่างในอดีต เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่พึ่งพาเทคโนโลยีและทรัพยากรร่วมกัน การปิดกั้นตนเองรังแต่จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนา

สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐไทยต้องเร่งดำเนินการ คือ การยกระดับตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ "กลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ" เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปกป้องทรัพยากรภายในประเทศ และแปรเปลี่ยนกระแสทุนต่างชาติให้กลายเป็นการผสมผสานที่สร้างสรรค์ เท่าทัน และยั่งยืนร่วมกันในท้ายที่สุด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์