ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีทุกรูปแบบ ตั้งแต่การสู้รบและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญมีความร่วมมือหลังบ้าน ควบคู่ กระแสชาตินิยม ที่พร้อมปะทุทุกเมื่อ โดยมี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ยอดนักการเมือง ผู้กุมบังเหียนกัมพูชา เป็นตัวยืนโรง กับ นายกรัฐมนตรีของไทย 14 คน
ขณะที่บุตรชายของเขา พล.อ.ฮุน มาเนต อยู่มาแล้ว 3 นายกรัฐมนตรีไทย (ทั้ง ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต ร่วมสมัยกับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย)
ยุค 'สงครามเย็น' - การเผชิญหน้าชายแดนยุค 'ป๋าเปรม'
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางฝุ่นตลบของสงครามเย็นในปี 2528 เมื่อ ฮุน เซน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพเวียดนามที่เข้ายึดครองพนมเปญ
ในเวลานั้น ประเทศไทยซึ่งนำโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำเนินนโยบายความมั่นคงอย่างเคร่งครัด โดยปฏิเสธการรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลฮุน เซน อย่างสิ้นเชิง
เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของเวียดนาม รัฐบาลไทยจึงเลือกหนุนหลัง "กลุ่มต่อต้านเขมร 3 ฝ่าย" เพื่อทำสงครามกองโจรบริเวณแนวชายแดน ยุคนี้จึงเป็นยุคที่ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางทหารและการปิดกั้นทางการทูตอย่างสมบูรณ์แบบ
เปลี่ยน 'สนามรบ' เป็น 'สนามการค้า' ยุค พล.อ.ชาติชาย
เมื่อลมเปลี่ยนทิศและการเมืองโลกเริ่มคลายความตึงเครียด พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ซึ่งเป็นการพลิกโฉมหน้า ภูมิรัฐศาสตร์อินโดจีน
นโยบายเชิงรุกนี้ทำลายกำแพงความขัดแย้งเดิม นำไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร ในปี 2532 เมื่อ ฮุน เซน เดินทางมาเยือนกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกเพื่อเจรจาสันติภาพและการค้า
การเยือนครั้งนั้นสร้างความฮือฮาเมื่อ ฮุน เซน ได้แวะชมปราสาทนครวัดจำลอง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งสะท้อนถึงการใช้มิติทางวัฒนธรรมและการค้าในการเปิดประตูการทูตยุคใหม่
ยุคแสวงหาสันติภาพ - การวางโครงสร้างเขตแดน
หลังจากข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 กัมพูชาเข้าสู่ยุคสันติภาพและการเลือกตั้งภายใต้ร่มเงาสหประชาชาติ ความสัมพันธ์ของสองประเทศในช่วงนี้หมุนเวียนผ่านรัฐบาลไทยหลายชุด
ตั้งแต่รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน, ชวน หลีกภัย, บรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งทุกรัฐบาลพยายามเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ไปสู่ระบบสากลที่มีสัญญารองรับ
ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย ได้มีการลงนามใน "บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดจัดทำ หลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543" (MOU 2543) เพื่อสร้างกรอบการทำงานร่วมกันในการสำรวจและรื้อฟื้นหลักเขตแดนทางบกที่เคยคลุมเครือมานานให้เป็นระบบ
ขณะเดียวกัน มิติด้านความมั่นคงหลังบ้าน ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อ "ฮุน มาเนต" บุตรชายคนโตของ ฮุน เซน ได้รับทุนการศึกษาพิเศษ เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสต์พอยต์ (West Point) ของสหรัฐอเมริกา
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงข้ามประเทศในเวลาต่อมา โดยนักวิชาการไทยอย่าง ผศ.ดร.วิชิต บุญโปรง ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น) เป็นผู้อนุมัติเห็นชอบและให้การรับรอง ฮุน มาเนต ผ่านระบบโควตาที่กองทัพไทยแบ่งสรรให้ตามข้อตกลงเพื่อสานสัมพันธ์และตอบสนองต่อนโยบายสันติภาพภูมิภาค
แม้ว่าทางกัมพูชาจะออกมาปฏิเสธและอ้างว่าเป็นโควตาตรงของกัมพูชากับสหรัฐฯ ก็ตาม
ความสัมพันธ์แนบแน่น - ไฟแห่งชาตินิยม ยุคทักษิณ
ยุค ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นยุคทองของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ มีการค้าการลงทุนชายแดนพุ่งสูงอย่างเป็นประวัติการณ์ และมีการลงนามใน "บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล พ.ศ. 2544" (MOU 2544) เพื่อเริ่มต้นปูทางเจรจาขุดเจาะพลังงานร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
ทว่าในเดือนมกราคม 2546 เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในกรุงพนมเปญ มีการเผาสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญ และ ทำลายธุรกิจคนไทย จากกระแสข่าวลือเรื่อง "ปราสาทนครวัด"
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จบลงด้วย "ปฏิบัติการโปเชนตง" ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหาร ที่รัฐบาลทักษิณส่งเครื่องบินลำเลียง C-130 และกองกำลังพิเศษเข้าไปรับคนไทยกลับประเทศ นับเป็นบทเรียนสำคัญว่า กระแสชาตินิยม พร้อมจะแผดเผาความสัมพันธ์ 2 ประเทศได้เสมอ
ศึกชิงปราสาทพระวิหาร - การเมืองภายในไทย
หลังการรัฐประหารในไทย 2549 ความสัมพันธ์ทวิภาคีตกลงสู่จุดต่ำสุดอย่างยาวนาน ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองภายในไทยที่ร้อนแรงและเปราะบาง นโยบายต่างประเทศของไทยได้รับการสลับสับเปลี่ยนผ่านรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกในปี 2551 ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่กลุ่มการเมืองในไทยนำมาขับเคี่ยวเชิงอำนาจ จนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารและการปะทะด้วยอาวุธหนักตามแนวชายแดนหลายครั้ง
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังคงเลือกที่จะคงการบังคับใช้ MOU 2543 เอาไว้ เพื่อใช้เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายไม่ให้กัมพูชาเข้ามาละเมิดหรือปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางบกแต่เพียงฝ่ายเดียว
มิตรภาพส่วนตัว - นโยบายอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมาชนะการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความตึงเครียดตามชายแดนคลี่คลายลง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาศัย เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่าง ทักษิณ และ ฮุน เซน เป็นสะพานเชื่อมเพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหาร และหันมาแก้ไขข้อพิพาทผ่านกระบวนการทางกฎหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในการตีความคำพิพากษาเดิมกรณีปราสาทพระวิหาร
หลังการรัฐประหาร 2557 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะมีที่มาจากระบอบทหาร ที่เคยขัดแย้งกับกัมพูชามาก่อน แต่ความสัมพันธ์ 2 ฝ่าย เน้นการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และยึดหลักการสำคัญคือ "การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน" ทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ
วิกฤตคลิปเสียง ‘อังเคิล’ สะบั้นสัมพันธ์ 'ตระกูลฮุน-ชินวัตร'
ในสมัยของ เศรษฐา ทวีสิน มีการประกาศยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นสู่ความเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" เพื่อกระตุ้นการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม แต่ความผันผวนครั้งใหญ่กลับเกิดขึ้นเมื่อ แพทองธาร ชินวัตร ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้ว่า แพทองธาร จะมีฐานความสัมพันธ์ระดับครอบครัวที่สนิทสนมกับผู้นำกัมพูชา ทว่าการเมืองเชิงปฏิบัติกลับไม่ได้ง่ายเช่นนั้น รัฐบาลต้องเผชิญกับข้อพิพาทและการปะทะบริเวณแนวชายแดน จนกระทั่งเกิด เหตุคลิปเสียงสนทนา ระหว่าง แพทองธาร และ "อังเคิล" (สมเด็จฮุน เซน) หลุดรอดออกสู่สาธารณะ
เนื้อหาในคลิปเสียงเปิดเผยการพูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงปิดด่านชายแดน การปรับกำลังทหารเพื่อเลี่ยงกระแสมวลชน และการเสนอให้พูดคุยตกลงกันเป็นการส่วนตัวแบบ "ยกหูบอกอิ๊งค์ได้เลย" โดยไม่ต้องผ่านสื่อ
อีกทั้งยังมีการกล่าวอ้างถึงความสามารถในการสั่งการกองทัพเพื่อเคลียร์ปัญหาชายแดน สุดท้ายจบที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้ แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำผิดจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียงดังกล่าว
ยุครัฐบาลสีน้ำเงิน นายกฯ อนุทิน
ภายหลังสุญญากาศทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เกิดเหตุปะทะระลอกที่ 2 ตลอดแนวชายแดน ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ไปถึง จ.ตราด ปฏิบัติการร่วม 3 เหล่าทัพ โดยเฉพาะการทำลายอาคารกาสิโน-แหล่งสแกมเมอร์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังตรวจพบถูกปรับใช้ "ปฏิบัติการทางทหาร"
ที่สำคัญรัฐบาลยังคงยืนกราน "ปิดด่านชายแดน" พร้อมย้ำถึงการใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหาผ่านเวทีต่างๆ เท่านั้น มาตรการต่างๆ เหล่านี้เป็นการ "ทุบหม้อข้าว-ตัดท่อน้ำเลี้ยง" ฝ่ายกัมพูชาทางอ้อม
ล่าสุด ครม.อนุทิน ได้มีมติ "ยกเลิก MOU 2544" ฝ่ายเดียว โดยให้เหตุผลว่ากรอบความเข้าใจดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี และตัดสินใจย้ายกระบวนการเจรจาไปอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นสากลอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน
ซึ่ง อนุทิน ยังได้ชี้แจงแนวทางนี้ต่อ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสในฐานะพันธมิตรยุโรป เพื่อยืนยันความจริงใจและการยึดมั่นในหลักการอธิปไตยของไทย
บทเรียนจาก 4 ทศวรรษ ชี้ชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชามีพลวัตรขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำ-ปัจจัยการเมืองภายใน-กระแสนิยม-ชาตินิยม ที่เป็นพื้นฐานกำหนด 'นโยบายต่างประเทศ' ระหว่างไทย-กัมพูชา
อ้างอิง
silpa-mag / thaipost / mgronline / mgronline / isranews / thaipbs / prachatai / pptvhd36 / archive / thaipost / thaipbs / thaipbs / spacebar / spacebar /





