เปิดคำร้อง ‘พรรคประชาชน’ ยื่น ‘ศาล รธน.’ วินิจฉัย ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

12 พ.ค. 2569 - 17:46

  • ขณะ ‘ธีระ’ ยัน ทำด้วยความรอบคอบ เน้น ‘ประเด็นของคดี’ ไม่ได้เปิดช่องขยายขอบเขตอำนาจ ใช้กลไกการตรวจสอบสมบูรณ์ ทั้ง 'ทางการเมือง-ทางศาล’ 

เปิดคำร้อง ‘พรรคประชาชน’ ยื่น ‘ศาล รธน.’ วินิจฉัย ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาทนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น  

โดยเนื้อหาคำร้องมีสาระสำคัญดังนี้ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” 

ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน 

เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด 

เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม 

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่  

พรรคประชาชนจึงเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ที่ข้ามหัวสภา ดังนั้น การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่งหรือไม่ 

ขณะที่ ธีระ สุธีวรางกูล สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า มีหลายท่านกังวลใจ ที่พรรคประชาชนตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ 

ต้องกล่าวว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาชน พรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันเส้นแบ่งเกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือเข้ามาก้าวก่ายในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร 

กระนั้นก็ตาม การที่พรรคประชาชนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในบางกรณี ก็น่าจะมีความจำเป็นอยู่ รวมถึงการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ” ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ด้วยเหตุผลที่ว่า 

(1) ในฐานะที่พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่มีอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เมื่อพรรคพบเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พรรคก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบ 

(2) ในการตรวจสอบรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนดดังกล่าว แม้พรรคสามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการหนึ่ง คือ “การตรวจสอบทางการเมือง” โดยพรรคสามารถมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคลงมติไม่อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวได้ก็ตาม แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เป็นฝ่ายข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็ย่อมอนุมัติพระราชกำหนดข้างต้น ทำให้การตรวจสอบรัฐบาลในทางการเมืองของพรรคไม่บรรลุผล  

โดยความข้อนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดกลไก “การตรวจสอบทางตุลาการ” ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเข้าชื่อเสนอเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดดังกล่าวได้ การที่พรรคตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ จึงเป็นความพยายามในการใช้กลไกการตรวจสอบให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง “การตรวจสอบทางการเมือง” และ “การตรวจสอบทางศาล” 

(3) อำนาจในการตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดก่อนที่สภาจะอนุมัติโดย “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” หรือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตามแต่กรณี เป็นอำนาจปกติทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔, พ.ศ. ๒๕๔๐, พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้น อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นอำนาจที่จะช่วยปกป้องอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ  

ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดดังกล่าว กล่าวได้ว่าเป็นการใช้กลไกการตรวจสอบปกติทั่วไปที่จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และต่อพรรคในฐานะที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝ่ายนิติบัญญัติ 

(4) สำหรับข้อกังวลว่า การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ อาจเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยคำวินิจฉัยของตนเอง ขยายขอบเขตอำนาจของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด นั้น 

ต่อเรื่องนี้ ต้องกล่าวว่าทางพรรคได้เสนอ “ประเด็นของคดี” ในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลวินิจฉัยตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ เฉพาะประเด็นว่า “พระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้หรือไม่” เท่านั้น ดังนั้น โดยความชัดเจนของประเด็นแห่งคดีที่พรรคเสนอไป ก็น่าจะช่วยให้คลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง  

(5) แม้พรรคไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดีที่ผ่านมา กระนั้นก็ตามในทางปฏิบัติ ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เคยมีบทบาทในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีพระราชกำหนดขยายเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ หรือกรณีการกระทำของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายงบประมาณ 

ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตราขึ้นโดยชอบด้วยเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พรรคเคยทำมาแล้ว ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ตั้งประเด็นของคดีเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนผ่านคำวินิจฉัย 

ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคเข้าใจและยอมรับความกังวลใจของหลายท่าน แต่ขอยืนยันว่า การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยชอบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่” นั้น พรรคได้ทำไปด้วยความรอบคอบอย่างระมัดระวัง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์