ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงกรณีตนเองพร้อมคณะ สส.ของพรรคเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS หลังมีคำถามถึงเหตุผลที่ต้องเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยยืนยันว่า ข้อเสนอไม่ได้มีเป้าหมายยุบกองทุน ยกเลิกองค์กร หรือปฏิเสธความสำคัญของภารกิจ แต่ต้องการเปลี่ยนแปลง “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” ให้เข้าสู่ระบบงบประมาณของรัฐ
ย้ำแก้ “ระบบเงิน” ไม่ได้ยุบองค์กร
ศุภชัยระบุว่า กฎหมายเดิมกำหนดให้เงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องการแก้ไข
สำหรับกรณี Thai PBS ซึ่งถูกพูดถึงมากที่สุด กฎหมายปัจจุบันกำหนดเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 และมีเพดานตามกฎหมาย ขณะที่ร่างแก้ไขที่เสนอจะยกเลิกกลไกดังกล่าว และเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
อ้างกฎหมายปี 2561 ตั้งคำถามถึงข้อยกเว้นเดิม
ศุภชัยอธิบายว่า เหตุผลที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในปัจจุบัน เนื่องจากปี 2561 ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยมาตรา 26 วางหลักว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยหลักแล้วไม่สามารถกระทำได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังฯ ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ทำให้กลไกเดิมยังสามารถใช้ได้ตามกฎหมาย
สิ่งที่ต้องการให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว ควรปล่อยข้อยกเว้นจากกฎหมายเดิมไว้ต่อไปหรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
เสนอพร้อมกัน 4 ฉบับ ย้ำไม่ได้มุ่งเป้า Thai PBS
ศุภชัยระบุว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายพร้อมกันทั้ง 4 ฉบับ มีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะหากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน
ทั้ง 4 ฉบับครอบคลุม สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะดังกล่าว
ดังนั้น ศุภชัยระบุว่า การกล่าวว่าข้อเสนอนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ จึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด
เปลี่ยนเงินอัตโนมัติ สู่การพิจารณาผ่านงบประมาณ
สำหรับสิ่งที่ประเทศจะได้รับจากหลักการดังกล่าว ศุภชัยระบุว่า จะทำให้ระบบการคลังมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และหากรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้
ความแตกต่างคือ จากเดิมที่เงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องชี้แจงว่าจะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะที่รัฐสภาจะมีบทบาทในการพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
รับฟังปมความเป็นอิสระของ Thai PBS
ศุภชัยยังระบุว่า รับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร โดยเฉพาะ Thai PBS ที่มีข้อกังวลว่า หากเปลี่ยนจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงมาเป็นงบประมาณประจำปี อาจทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
เขาเห็นว่า ข้อกังวลดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการพิจารณากฎหมาย เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างและความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิม
อย่างไรก็ตาม ศุภชัยเสนอให้แยก “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กร” ออกจาก “ระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐ” โดยหากสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันดังกล่าวเพิ่มเติมในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้
ย้ำเปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ยกเลิกภารกิจ
ศุภชัยระบุว่า การถกเถียงควรกลับมาอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว พร้อมย้ำว่า ข้อเสนอไม่ได้มุ่งยุบ สสส. ไม่ได้ยุติการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้ปิด Thai PBS แต่เป็นการ “เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ”
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและผู้ที่มีข้อกังวล เพื่อนำไปปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมต่อไป
“องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน”




