ลองจินตนาการภาพของเครือข่ายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ระดับ "บ้านใหญ่" หรือระบอบการปกครองที่มีอำนาจยาวนานหลายทศวรรษ สิ่งที่ผู้กุมอำนาจรุ่นพ่อมักกังวลใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ศัตรูทางการเมืองภายนอก หรือ คลื่นใต้น้ำ ที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ตัวเอง
แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเปราะบางที่สุดที่มักย้อนกลับมาทลายอำนาจทางการเมืองของผู้เป็นพ่อ กลับไม่ใช่ศัตรูหน้าไหน แต่คือพฤติกรรมและการริเริ่มโครงการของ "ลูกชายสุดที่รัก" ที่ก้าวขึ้นมาถือครองอำนาจเร็วเกินไป โดยปราศจากการตรวจสอบที่รัดกุม โครงการที่หวังจะใช้เป็นเวทีสร้างผลงานแจ้งเกิดอย่างงดงาม
หลายครั้งกลับกลายเป็น "ตำบลกระสุนตก" และกลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ดึงเอาความชอบธรรมของตระกูลให้พังครืนลงมาอย่างไม่เป็นท่า
บทเรียน "จาการ์ตา" เมื่อ "รถยนต์แห่งชาติ" ของ "ทอมมี่" พังพร้อมอำนาจ "ซูฮาร์โต"
หากจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ต้องย้อนกลับไปดูหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซียยุค "ระเบียบใหม่" ภายใต้การนำ ประธานาธิบดีซูฮาร์โต (Haji Mohammad Suharto) ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จยาวนาน

ซูฮาร์โต สร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ครอบครัวของตนเอง จนแทบจะผูกขาดทรัพยากรทุกอย่างของประเทศ
ความมั่นใจในอำนาจล้นฟ้าทำให้ซูฮาร์โตตัดสินใจเปิดไฟเขียวให้ "ทอมมี่ ซูฮาร์โต" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเข้ามาทำโปรเจกต์ระดับชาติ
เรื่องราวความพังพินาศเริ่มต้นขึ้นในปี 2539 เมื่อรัฐบาลซูฮาร์โตมีการออกนโยบายของประธานาธิบดี ในการ พัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติ และผลของนโยบายดังกล่าวได้ก่อให้เกิดรถยนต์แห่งชาติที่ชื่อว่า "Timor"

เจ้าของโปรเจกต์ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่คือ ทอมมี่ ซูฮาร์โต บุตรชายของประธานาธิบดี ณ ขณะนั้น เป็นผู้ดำเนินโครงการ "รถยนต์แห่งชาติ" ในชื่อแบรนด์ "Timor" ภายใต้บริษัท PT Timor Putra Nasional (TPN) โดย ทอมมี่ ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวถึง 99 เปอร์เซ็นต์
โดยโปรเจกต์ไม่มีการเปิดประมูลหรือแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น ความพิเศษขั้นสุดที่ทอมมี่ได้รับคือการได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ส่งผลให้รถยนต์ Timor สามารถเคาะราคาขายได้ถูกกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันถึงครึ่งหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้สังคมและนานาชาติต้องเบือนหน้าหนีคือ "ความไม่จริงใจเชิงนโยบาย"
เพราะแทนที่บริษัท TPN จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศตามคำมั่นสัญญา ทอมมี่กลับใช้วิธีทางลัดด้วยการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน รุ่น Kia Sephia จากค่าย Kia Motors ประเทศ เกาหลีใต้ แล้วนำมาแปะโลโก้ตัว "T" เพื่อสวมรอยขายเป็นรถยนต์แห่งชาติ
การกระทำนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในทันที โดย ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ร่วมกันยื่นฟ้องอินโดนีเซีย ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในข้อหาการอุดหนุนและยกเว้นภาษีที่ไม่เป็นธรรม จนกระทั่ง WTO ตัดสินชี้ขาดว่าโครงการนี้ละเมิดกฎการค้าเสรีอย่างรุนแรง
ความอื้อฉาวของโครงการ Timor สะสมเป็นความโกรธแค้นในใจประชาชน และระเบิดออกอย่างรุนแรงเมื่อวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 พ่นพิษใส่เศรษฐกิจอินโดนีเซียจนพังพินาศ
ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการว่างงาน รถยนต์ Timor ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนได้กลายเป็น "สัญลักษณ์" แห่งการทุจริตเชิงนโยบายของอภิสิทธิ์ชน
ในช่วงเหตุการณ์จลาจลปี 2541 สิ่งที่น่าตลกร้ายคือ เจ้าของรถยนต์ Timor ต้องรีบแกะโลโก้ตัว "T" ออกจากรถของตัวเองเพราะหวาดกลัวว่าจะตกเป็นเป้าหมายของการเผาทำลาย โดยกลุ่มผู้ประท้วงที่โกรธแค้นตระกูลซูฮาร์โต

ในท้ายที่สุด เมกะโปรเจกต์ของลูกชายคนโปรดนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีในการพรากความชอบธรรมไปจากซูฮาร์โต นำไปสู่การประกาศลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2541
หลังจากการล่มสลายของพ่อ ทอมมี่ถูกยกเลิกอภิสิทธิ์ทั้งหมด โครงการ Timor ปิดฉากลง และตัวทอมมี่เองก็ต้องเผชิญกับคดีความจนถูกพิพากษาจำคุกในเวลาต่อมา
"ไชยชนก ชิดชอบ" ฝ่ามรสุม TH-AI Passport 1,600 ล้าน
เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ "โครงการกระสุนตก" กำลังส่งกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ
คราวนี้สปอตกำลังส่องไปที่ "นก - ไชยชนก ชิดชอบ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทายาทรุ่นที่ 3 ตระกูลชิดชอบ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ "ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ" ผู้นำจิตวิญญาณ พรรคภูมิใจไทย
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงกีฬาและอีสปอร์ตมานาน ไชยชนก ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติและได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงดีอี
เพื่อพิสูจน์ฝีมือว่าตนเองคือ "คนรุ่นใหม่ผู้รอบรู้เทคโนโลยี" ไชยชนก จึงผลักดันโครงการ "TH-AI Passport" หรือโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย มูลค่า 1,600 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี)
โครงสร้างของโครงการ TH-AI Passport ระบุเป้าหมายไว้ว่าจะแจกสิทธิ์การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ระดับพรีเมียม (Pro) จำนวน 12 โมเดล ให้แก่ประชาชน 5 ล้านคนฟรี เป็นเวลา 1 ปี

ภายใต้แคมเปญ "Learn to Earn" โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะทางเทคโนโลยีของคนไทยที่ยังมีอัตราการเข้าถึง AI ต่ำเพียงร้อยละ 10.7 ให้ขึ้นมาทัดเทียมกับสิงคโปร์และเวียดนาม
แต่แทนที่จะได้รับเสียงปรบมือชื่นชม โครงการนี้กลับกลายเป็น "ตำบลกระสุนตก" ที่ถูกรุมถล่มอย่างหนัก
กระสุนปืนนัดสำคัญที่เจาะเข้ากลางหัวใจของโครงการนี้ ถูกยิงมาจากนักการเมืองระดับเก๋า และ สว. ฝีปากกล้า
ไม่ว่าจะเป็น กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็น
กรณ์ ระบุว่า การทุ่มเงินงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทเพื่อไป "เช่าสิทธิใช้งาน AI ต่างชาติเป็นเวลา 1 ปี" แล้วก็ทิ้งไป เป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่ได้สร้างสินทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย
รัฐบาลควรนำงบประมาณก้อนนี้ไปลงทุนปักเสาเข็มสร้าง AI สัญชาติไทย หรือช่วยอุดหนุนกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยในด้านเทคโนโลยี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่าการเอาเงินไปประเคนให้แก่บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ

ขณะที่ นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เปิดฉากไล่บี้ในที่ประชุมวุฒิสภา ด้วยการตั้งข้อสังเกต 9 ประเด็น
จุดสำคัญ คือ นันทนา ชี้ความผิดปกติในการอนุมัติโครงการที่เร่งรัด "เขียนทีโออาร์-ประมูลสร็จสิ้น" ภายใน 34 วัน พร้อมตั้งข้อสงสัยการจัดซื้อจัดจ้าง "ผ่านตัวกลาง" มี "เงินทอน" หรือไม่ ?

ขณะที่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้แจ้งและยืนยันว่า การใช้งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงความคุ้มค่าสูงสุด
โครงการเปิดกว้างและไม่ได้จำกัดผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 8 ราย รวม 14 แพลตฟอร์มและยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
หากฝ่ายค้านหรือบุคคลใดสงสัยว่ามีเรื่อง "เงินทอน" หรือการทุจริต สามารถยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้
ขณะเดียวกันต้องจับตา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำหนดเปิดเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport 11 มิ.ย.นี้ จะออกมาเป็นอย่างไร

กรณี "ทอมมี่ ซูฮาร์โต" แสดงให้เห็นว่า การใช้อภิสิทธิ์นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิด ผ่านโครงการรถยนต์แห่งชาติ สุดท้ายได้ย้อนกลับมาทำลายบารมี 32 ปีของพ่อ แทบไม่เหลือชิ้นดี
มองย้อนกลับมาที่ "ไทย" โครงการ TH-AI Passport ของ "ไชยชนก ชิดชอบ" กำลังเป็น "เป้านิ่ง-ตำบลกระสุนตก" ทางการเมือง ที่อีกแง่หนึ่งถูกมองว่า หวังผลให้สะเทือนถึง "เนวิน" หรือไม่ ? เพราะขณะนี้ลามไปถึง "ภูมิหลัง" ของ "ไชยชนก" เรื่อง "มารดา-วุฒิการศึกษา"
สุดท้ายประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ?
อ้างอิง
amlnetwork / tempo / factsanddetails / themomentum / dailynews / thaipost / thaipost / nationtv / pptvhd36 / thairath / posttoday / bangkokbiznews / ch3plus / themomentum / the101.world /





