หากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ปรากฏการณ์ซ้ำในแต่ละยุคคือ "พระอาทิตย์สองดวง" หรือ การครองอำนาจคู่ขนาน
ที่ฝ่ายหนึ่งสวมหมวกผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายกลับเป็นผู้กุมบังเหียนและขับเคลื่อนอำนาจที่แท้จริงอยู่หลังม่าน
โมเดลการบริหารแบบ "ตัวแทน" หรือ นอมินี เช่นนี้ มักถูกนำมาใช้เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและสร้างความชอบธรรม แต่หน้าประวัติศาสตร์กว่า 5 ทศวรรษได้พิสูจน์แล้วว่า ท้องฟ้าที่มีพระอาทิตย์สองดวง มักนำมาซึ่งความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง และ ต้องสิ้นสุดอำนาจนั้น
รัฐบาลถนอม 1 "นายกฯ ขัดตาทัพ" ใต้เงา "จอมพลผ้าขาวม้าแดง"
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้นี้ต้องย้อนไปในปี 2501 หลังจากการรัฐประหารโค่นล้ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
แต่ จอมพลสฤษดิ์ กลับมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างรุนแรง จนไม่สามารถรับตำแหน่งได้ในทันที จึงเลือกพักรักษาตัวและเสนอชื่อ พล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้น) ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ แทน
ในยุครัฐบาลถนอม 1 ฉากหน้าคือการบริหารงานโดย พล.ท.ถนอม แต่ฉากหลังอำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่ในกำมือของจอมพลสฤษดิ์ ถึงขนาดที่เหล่าข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองในพรรคชาติสังคม ต้องยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเข้าพบและรับฟังคำสั่งตรงจากสฤษดิ์ที่กำลังรักษาตัวอยู่ในต่างประเทศ
โครงสร้างอำนาจที่ลักลั่นเช่นนี้ทำให้รัฐบาลของถนอมขาดเสถียรภาพและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายภายในสภาผู้แทนราษฎรได้
เมื่อตัวแทนไม่สามารถคุมเกมได้ จอมพลสฤษดิ์ จึงบินกลับประเทศไทยและจับมือกับ พล.ท.ถนอม ทำ รัฐประหารล้มรัฐบาลตัวเอง ในเดือนตุลาคม 2501 เพื่อสถาปนาระบอบ "พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" คุมอำนาจเองโดยตรง
"นายกฯ ธานินทร์" ฉายา "รัฐบาลหอย"
ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คณะทหารในนามคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องเผด็จการทหาร จึงได้แต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตผู้พิพากษาขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี โดยในยุคนั้น ธานินทร์ได้เปรียบเทียบรัฐบาลของตนเองอย่างเห็นภาพว่าเป็น "เนื้อหอย" ที่อ่อนแอ โดยมีกองทัพเป็น "เปลือกหอย" คอยปกป้องคุ้มภัย จนกลายมาเป็นฉายา "รัฐบาลหอย"
แต่จุดจบของรัฐบาลหอ ยกลับเกิดขึ้นเพราะ "เนื้อหอย" ดำเนินนโยบายตึงเครียดและขวาจัดจนเกินไป มีการสั่งปิดสื่อ ควบคุมสิทธิเสรีภาพอย่างเข้มงวด และตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ธานินทร์ ยังเสนอแผนพัฒนาประชาธิปไตยแบบขั้นบันไดที่ทอดยาวถึง 12 ปี ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น
เมื่อกองทัพเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลพลเรือนชุดนี้ "คุมยาก" และกำลังพาประเทศไปสู่ทางตัน พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ จึงนำคณะทหารทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2520
รัฐบาล "พลังประชาชน-เพื่อไทย" บารมี "คนแดนไกล"
นี่คือยุคสมัยที่สะท้อนคำว่า "พระอาทิตย์สองดวง" ได้ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แม้ ทักษิณ ชินวัตร จะถูกรัฐประหารปี 2549 แต่บารมีและอิทธิพลยังคงแผ่ซ่าน สั่งการจากต่างประเทศผ่านพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย
ภายใต้วาทกรรม "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" โดยส่งตัวแทนในเครือข่ายสลับสับเปลี่ยนขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ทว่าโครงสร้างที่ทักษิณเป็นผู้คุมเกมอยู่ ต้องเผชิญกับ "นิติสงคราม" ส่งผลให้ ผู้นำฉากหน้า ต้องร่วงจากเก้าอี้ เริ่มตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช ที่พ้นตำแหน่งจากการจัดรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป"
ตามมาด้วย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย ทักษิณ ที่ต้องพ้นไปเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกสั่งยุบพรรค ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นนายกฯ จากกรณีสั่งย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ถูกรัฐประหาร ปี 2557
ต่อมาในยุคของ เศรษฐา ทวีสิน หลุดจากตำแหน่งนายกฯ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
และ แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว ทักษิณ ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 จากกรณี "คลิปเสียงฮุนเซน" การกระทำดังกล่าวถูกชี้ว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากกระทบต่อความมั่นคงและการต่างประเทศ
ยุค 3ป.บูรพาพยัคฆ์
หลังการรัฐประหาร 2557 ยุค คสช. เป็นยุคของ "3 ป.บูรพาพยัคฆ์" โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรี ขณะที่ "พี่ใหญ่" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คุมกระทรวงกลาโหม-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ "พี่รอง"บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คุมกระทรวงมหาดไทย
ในช่วงที่ คสช. ปลดล็อคการเมือง พล.อ.ประวิตร รับบท "มือประสานสิบทิศ" พูดคุยกลุ่มการเมือง-บ้านใหญ่ ปูทางจัดตั้ง "พรรคพลังประชารัฐ" ในแง่หนึ่งก็ทำให้ พล.อ.ประวิตร มีบารมีอย่างมากในยุค คสช. ที่เทียบเท่า พล.อ.ประยุทธ์ แต่ยังคงเป็นอำนาจที่เกื้อหนุนกัน
ทว่าในอีกด้านจุดนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้ ป.ประยุทธ์-ประวิตร มีระยะห่างมากขึ้น แต่ละฝ่ายต่างมีขุนพลของตัวเอง เรื่อยมาถึง รัฐบาล พปชร. มีหลายเหตุการณ์ที่กระทบสัมพันธ์พี่น้อง 2ป. สุดท้ายทั้ง 2ป. ก็แยกทัพ พล.อ.ประยุทธ์ มาตั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่สุดท้าย 2ป. ต้องมาแข่งกันเอง ในศึกเลือกตั้งปี 2566
พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจวางมือทางการเมือง หลังการเลือกตั้งปี 2566 ภายหลัง รทสช. ได้ สส. มาเพียง 36 คน มาเป็นลดำดับที่ 5
ส่วน พปชร. ได้ สส. 40 คน ผ่านมา 3 ปี ช่วง ม.ค.2569 พล.อ.ประวิตร ถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ พปชร. และ ลาออกจากหัวหน้า พปชร.
"รัฐบาลอนุทิน" ใต้เงา "ครูใหญ่บุรีรัมย์" ระบอบสีน้ำเงิน
วิกฤตการณ์ทางการเมืองจาก คดีคลิปเสียงของแพทองธาร ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ หลังลงนาม MOA กับพรรคประชาชน แต่สุดท้าย MOA ถูกฉีก นำมาสู่เลือกตั้งใหญ่ ก.พ.69 ที่ฝั่ง "อนุทิน" ชิงไหวชิงพริบจังหวะ "ยุบสภาฯ" เร่งทำผลงานช่วง 3 เดือนที่เป็น นายกฯ สมัยแรก ผนึกกับ กระแสชายนิยม-ชายแดน
นำมาสู่การที่ "ภูมิใจไทย" ได้ สส. มากถึง 192 คน เปิดศักราช "ระบอบสีน้ำเงิน" โดยสมบูรณ์
ในรัฐบาลชุดนี้ ฉากหน้า นายกรัฐมนตรี คือ อนุทิน ผู้เป็นมิตรกับทุกขั้ว แต่ฉากหลังคือ เนวิน ชิดชอบ หรือ "ครูใหญ่ ภท." เปรียบเป็น "ผู้นำจิตวิญญาณ" ในบทบาท "ผู้จัดการรัฐบาล"
การก้าวขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ได้รับการรับรองอย่างไม่เป็นทางกา รตั้งแต่ในพิธีปะกำช้างวันเกิดครบ 67 ปีของ เนวิน ที่อวยพรให้ อนุทิน นั่งเก้าอี้ นายกฯ ยาว 4 ปี รัฐบาลอนุทิน ใช้วิธีรวบรวม "ตระกูลการเมือง-ทายาทการเมือง" ร่วมโควตา ครม.สมานฉันท์ และเกิด "แก๊งลูกเทพ" ขึ้นมา
ซึ่งในขณะนี้ภายใน "ขั้วสีน้ำเงิน" กำลังเผชิญกับ "สนิมเนื้อใน" ผ่าน "สงครามตัวแทน" ต่างๆ โดยเฉพาะศึกใน "มหาดไทย"
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โครงสร้างอำนาจแบบ "พระอาทิตย์สองดวง" ไม่เคยสร้างเสถียรภาพแก่ "ระบบการเมือง"

อ้างอิง
prachatai / archive / thepeople / komchadluek / prachatai / thaipublica / prachatai / sbs / isranews / thaipbs / thaigov / mfa / spacebar / thestandard / thaipbs / readthecloud /





