'โสภณ-พริษฐ์' ประชันวิสัยทัศน์ ตำแหน่ง ‘ปธ.สภา’

15 มี.ค. 2569 - 10:58

  • ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27  ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) โดยมีวาระเพื่อโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน

  • ประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยขอเสนอชื่อ โสภณ ซารัมย์ เพื่อให้สภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และที่ประชุมมีมติรับรอง 

  • ขณะที่ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

'โสภณ-พริษฐ์' ประชันวิสัยทัศน์ ตำแหน่ง ‘ปธ.สภา’

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27  ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) โดยมีวาระเพื่อโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน ซึ่งมี ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมสภาฯ ชั่วคราว ในฐานะที่อาวุโสมากที่สุด 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยขอเสนอชื่อ โสภณ ซารัมย์สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้สภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และที่ประชุมมีมติรับรอง 

ต่อมา โสภณ ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนเองอยู่ในสภานิติบัญญัติได้เห็นการทำงานตั้งแต่สภาในยุคก่อน ตั้งแต่ยกชาร์ตในการทำงาน เพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงในยุคสภาปัจจุบันใช้เอไอในการทำงาน จากประสบการณ์ที่ตนเองได้เห็น มีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย หวังว่าในสภาชุดนี้ จะได้หลอมรวมเอาประสบการณ์ดี ๆ ในอดีต ความรู้ทันสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน 

โสภณ กล่าวว่า เราได้อาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ไขปัญหาประเทศนี้ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภา และอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติ คือสภาผู้แทนราษฎร มี 3 ประการ ได้แก่ 1.นำเรื่องที่ได้รับจากประชาชนที่เดือดร้อน มาบอกกล่าว ทั้งการปรึกษาหารือ ตั้งกระทู้ อยากเห็นสภาใช้กลไกนี้ นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมาปฏิบัติอย่างเป็นรูป 

2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร ตนเองอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และมีความสมดุลย์ เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่าย เพื่อประโยชน์ของประชาชน 

3.การบัญญัติกฎหมายการออกกฏหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้ สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต  ทั้งเรื่องการค้า เศรษฐกิจ สังคม การเปลี่ยนแปลงกายภาพของโลก และวิกฤตความขัดแย้ง จะนำไปสู่สงคราม อยากเห็นสถาบันสภาแห่งนี้ เป็นหลักในการฝ่าฟันวิกฤตแห่งนี้ไปควบคู่กับรัฐบาล 

โสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีต การเสนอกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายที่มาจากรัฐบาล ครั้งนี้ตนเองอยากเห็นกฎหมายที่ออกจากสภา โดยให้เสนอกฎหมายต่าง ๆ ที่จะใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เรามีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน จึงหวังว่าในสภาชุดนี้ เรื่องนี้นิติบัญญัติจะต้องสังคายนากฎหมายเหล่านั้น ที่เป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชน ให้ได้มาสังคายนา ปรับปรุง หรือยกเลิกโดยเร็วที่สุด 

ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะนำมาเสนอ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ทำงาน เป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัย ที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลก และการพัฒนาการของประเทศ ทั้งเรื่องการค้า การต่างประเทศ สังคม จะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลาสมัยประชุม หรือแต่สมัยสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถออกกฏหมายได้ ในความเห็นของตนเองนั้น ประชาชนไม่พึงปรารถนาที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรมเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ประชาชนปรารถนาที่จะเห็นการบัญญัติกฎหมาย ออกกฏหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลเป็นรูปธรรม ดังนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกในสภาแห่งนี้ จะร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานเสนอกฎหมาย  

สภาแห่งนี้ เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชน ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้ เพื่อสร้างความศรัทธา เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรี ให้เป็นสภาที่สง่างาม เราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้น เป็นประชาธิปไตยที่เราต้องการ ในการนำพาไปพัฒนาประเทศ กระผม ในฐานะที่ได้รับเลือกให้ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จะลงไว้ซึ่ง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 โสภณ กล่าว 

ขณะที่ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อให้สภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ประชุมมีมติรับรอง 

โดย พริษฐ์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา 

แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต  

พริษฐ์ มีความเห็นว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน  

หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่า ประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน  ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน 

หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นการจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส. ทั้งในห้องประชุมใหญ่ และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ  

2. ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  

3. ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน   

ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้  

4. จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน คือเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง 

ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจาก สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรมและโปร่งใส

พริษฐ์ กล่าว 

นอกจากนั้น ประธานสภาคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิดเพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ 

พริษฐ์ ทิ้งท้ายว่า คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร 

จากนั้น ก่อนการลงคะแนน ในที่ประชุม ยังถกเถียงกันว่า จะใช้วิธีการลงคะแนนโดยลับแบบใด

ด้านพรรคประชาชน อาทิ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ, รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ เสนอให้ใช้วิธีการเขียนหมายเลข แทนการเขียนชื่อเพื่อป้องกันความผิดพลาด โดยเสนอที่ประชุมลงมติ เพื่อเลือกว่าจะลงคะแนนแบบเขียนชื่อ หรือเขียนเลข

ขณะที่ สส. พรรคร่วมรัฐบาล สนับสนุนให้ใช้วิธีการเขียนชื่อแบบที่เคยปฏิบัติมา ถือว่าเหมาะสมแล้ว

อย่างไรก็ดี กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอให้ดำเนินการตามที่สมาชิกเสนอว่าให้เขียนเป็นหมายเลข แทนการเขียนชื่อ

ท้ายที่สุด ประธานในที่ประชุม จึงวินิจฉัยว่า ให้ใช้หมายเลขในการลงคะแนน โดยหมายเลข 1 คือผู้ที่เลือก โสภณ ซารัมย์ และหมายเลข 2 คือ พริษฐ์ วชิรสินธุ และผู้ใดที่ต้องการงดออกเสียงให้เขียนคำว่า “งดออกเสียง” ลงไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์