แฉ ‘ฮั้ว สว.’ ตีเกณฑ์สกัดโยงถึง ‘ฝ่ายการเมือง’ ขณะรัฐบาลโยนเป็นเรื่อง ‘กกต.’

4 ก.ย. 2569 - 14:21

  • ‘สมชัย’ แฉกรอบวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ตีเกณฑ์สกัดโยงถึงฝ่ายการเมือง จี้ถาม ‘ชุด 36’ ใครเขียนบท

  • ด้าน ‘ภัณฑิล’ ซัด ‘ภูมิใจไทย’ พยายามอุ้ม ‘กกต.’ เลื่อนรับทราบรายงานประจำปี หนีการตรวจสอบของสภา ชวนจับตา 10 ก.ย.ใช้เทคนิคยื้ออีกหรือไม่

  • ขณะที่ ‘ทรงศักดิ์’ ยัน รัฐบาลพร้อมรับศึกซักฟอก ปัดตอบฝ่ายค้านจ่อยกปมฮั้ว สว. ชี้เป็นหน้าที่ กกต.

แฉ ‘ฮั้ว สว.’ ตีเกณฑ์สกัดโยงถึง ‘ฝ่ายการเมือง’ ขณะรัฐบาลโยนเป็นเรื่อง ‘กกต.’

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เปิดเผยข้อมูลต่อเนื่องเป็นตอนที่ 4 หัวข้อ “สร้างกรอบการประชุม เพื่อฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึงนักการเมือง” โดยตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 36 ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า มีการกำหนดกรอบการพิจารณาที่อาจทำให้การเอาผิดเชื่อมโยงไปถึงฝ่ายการเมืองเป็นไปได้ยาก

สมชัย ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 อนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งสมชัยอ้างว่ามีบทบาทนำการประชุม ได้กล่าวถึงกรอบการพิจารณากรณีกรรมการบริหารพรรค ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือผู้สมัคร สว. โดยวางหลักพิจารณาตามมาตรา 76 วรรคสองไว้ 4 ข้อ ได้แก่ ผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัคร มีการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง ผู้สมัครยินยอมรับการช่วยเหลือ และมีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.

สมชัย ตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขสองข้อแรกไม่มีปัญหา แต่ประเด็นเรื่อง “การยินยอมรับการช่วยเหลือ” หากตีความว่าผู้สมัครไม่รู้เท่ากับไม่ได้ยินยอมและไม่มีความผิด อาจทำให้การพิสูจน์ความผิดทำได้ยาก เนื่องจากผู้สมัครสามารถปฏิเสธว่าไม่รับรู้ถึงการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมืองได้

ส่วนเงื่อนไขที่กำหนดว่าต้องมีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. สมชัย มองว่า หากนำไปประกอบกับการตีความว่าผู้กระทำผิดต้องเป็น ‘ผู้สมัคร’ อาจทำให้กรณีบุคคลที่สมัครแต่ไม่มีความประสงค์จะได้รับเลือก หรือกลุ่มที่เขาเรียกว่า ‘โหวตเตอร์พลีชีพ 0 คะแนน’ ไม่เข้าข่ายความผิดตามกรอบดังกล่าว

สมชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองที่ให้ความช่วยเหลือผู้สมัคร กับวรรคสองที่เกี่ยวกับผู้สมัครซึ่งยินยอมรับความช่วยเหลือ โดยมองว่า หากกรอบการพิจารณาทำให้ไม่พบผู้สมัครที่เข้าข่ายรับความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง ก็อาจส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงความผิดกลับไปยังฝ่ายการเมืองได้เช่นกัน

“เพราะเมื่อไม่มีผู้สมัครที่ถูกช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง (วรรคสอง) ก็ย่อมไม่มีฝ่ายการเมืองช่วยผู้สมัคร (วรรคหนึ่ง)” สมชัยระบุ พร้อมตั้งคำถามเชิงเสียดสีว่า กรอบดังกล่าวเป็นแนวคิดของอนุชาเองหรือมี “คนเขียนบท” อยู่เบื้องหลัง

ทั้งนี้ สมชัยระบุว่า จะเปิดเผยข้อมูลต่อในตอนที่ 5 ในประเด็นการทำงานของคณะกรรมการชุดที่ 26 พร้อมประกาศว่า เวลา 13.00 น. วันที่ 4 กันยายน จะเดินทางไป สน.ทองหล่อ เพื่อเปิด ‘หลักฐานสำคัญที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน’

ด้าน ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แถลงถึงการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายจนทำให้วาระรับทราบรายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกเลื่อนออกไปว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พยายามอุ้ม กกต. ยื้อเวลาพิจารณาหนีการตรวจสอบของสภา ซึ่งการรายงานประจำปีเป็นช่องทางเดียวที่สภาจะตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระเหล่านั้นได้

ภัณฑิล กล่าวต่อว่า กกต.สอบตกในด้านความเชื่อมั่นขององค์กร ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่สภาจะต้องตรวจสอบ และการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็ปิดการประชุม ดังนั้น สัปดาห์หน้าต้องประชุมต่อ

“นี่ทำเสมือนเราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ กกต. รัฐบาลฝ่ายบริหารถึงขั้นไปอุ้มองค์กรอิสระ โอ้โห มันขนาดนั้นเลยหรือ ผมจึงต้องมาแถลงข่าววันนี้ เพราะมีหลากหลายประเด็นที่สมาชิกต้องการอภิปราย หวังว่าการประชุมสัปดาห์หน้าจะไม่โดนบิดเบี้ยวอีก ใช้ข้ออ้างการอภิปรายงบ 2-3 วันที่ 7-9 กันยายน แล้ววันที่ 10 กันยายนจะขอให้สมาชิกพักผ่อน”

“นี่ทำเสมือนเราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ กกต. รัฐบาลฝ่ายบริหารถึงขั้นไปอุ้มองค์กรอิสระ โอ้โห มันขนาดนั้นเลยหรือ ผมจึงต้องมาแถลงข่าววันนี้ เพราะมีหลากหลายประเด็นที่สมาชิกต้องการอภิปราย หวังว่าการประชุมสัปดาห์หน้าจะไม่โดนบิดเบี้ยวอีก ใช้ข้ออ้างการอภิปรายงบ 2-3 วันที่ 7-9 กันยายน แล้ววันที่ 10 กันยายนจะขอให้สมาชิกพักผ่อน”

ภัณฑิล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อร้องเรียนการทำหน้าที่ของ กกต.จำนวนมาก โดยเฉพาะภัณฑิล ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จาก กกต.ว่าใครอยากหลุดจากคดีตามข่าวที่ว่ามี สส.โอนเงินไปให้ และมองว่าใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมีการนัดกันเป็นอย่างดี ที่มีการโอนเงินไปยังเจ้าหน้าที่ กกต.ถึง 13 ครั้ง 8.6 แสนบาท ไม่น่าเชื่อถือ สส.มีการจ่ายเงินและผลประโยชน์ และยังมีข้อร้องเรียนจากประชาชน จ.สระแก้ว ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะยื่นร้องว่าตำรวจไปคุกคามพยานที่เป็นผู้สมัคร สว.ที่เป็นโหวตเตอร์ให้กับผู้สมัคร สว.คนอื่น ซึ่งได้มีการไปแจ้งความเอาผิดกับผู้สมัคร สว.ว่า สมัครด้วยคุณสมบัติอันเป็นเท็จ แต่พยานได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนแล้ว ซึ่งมองว่า กกต.กำลังพยายามไล่ฟ้องพยาน ซึ่งต้องคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในคดีโกง ส.ว.

ภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนกระแสข่าวว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จะมาเป็นอธิบดีดีเอสไอคนใหม่นั้น ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. โดยในการอภิปรายรายงาน กกต.สัปดาห์หน้า ก็จะพูดถึงประเด็นนี้ ขอให้ติดตาม

“ตอนนี้ได้ข่าวว่าจะเป็นอธิบดีดีเอสไอแล้ว ไม่รู้ว่ารับหน้าที่ไปเริ่มงาน ปล่อยสำนวนออกมาหรือไม่ ทั้งในส่วนของ กกต.และดีเอสไอ ท่านทำเรื่องของท่านให้เรียบร้อยดีกว่าเอาเวลาไล่ฟ้อง ไล่จับผิดคนที่ต้องการเปิดโปง กกต.”

ภัณฑิล กล่าว

ขณะที่ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องมีการเตรียมความพร้อมหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เมื่อมีสภาฝ่ายค้านก็ต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ส่วนรัฐบาลต้องมีความพร้อมในการตอบข้อชี้แจง ข้อคำถามที่ฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำงานมา รัฐมนตรีแต่ละคนก็สามารถตอบได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่ฝ่ายค้านพยายามจี้รัฐบาลเกี่ยวกับการฮั้ว สว.นั้น ทรงศักดิ์ มองว่าการจะอภิปรายต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ส่วนเรื่องวุฒิสภาไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา รัฐบาลมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเมื่อ กกต.ของบประมาณในการจัดการการเลือกตั้งต่างๆ เท่านั้น ส่วนหน้าที่การจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กกต.

เมื่อถามว่า หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายโดยไม่ใช้เรื่อง ส.ว.มาพูดโดยตรง แต่สอดแทรกผ่านประเด็นอื่น จะต้องเตรียมรับมืออย่างไรหรือไม่ ทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ที่ต้องคอยกำกับดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

เมื่อถามย้ำว่าไม่มีความกังวลหรือห่วงว่าฝ่ายค้านจะบอกว่ารัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงในการพูดเรื่องนี้ใช่หรือไม่ ทรงศักดิ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นสิ่งที่คนถามต้องรู้หน้าที่ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ควรถามหรือไม่ ต้องถามในเรื่องการทำงานของฝ่ายที่ตอบคำถามด้วย

ส่วนรัฐบาลมั่นใจเสียงที่จะสนับสนุนในสภาใช่หรือไม่นั้น ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีก็บอกว่ามีความพร้อม แม้จะยังไม่รู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนจะถูกอภิปรายบ้าง แต่ละกระทรวงก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อชี้แจงในสภา โดยต้องรอดูการยื่นอภิปรายก่อน แต่ในส่วนของรัฐมนตรีก็ต้องเตรียมดูเนื้อหางานที่ทำว่าจะมีประเด็นใดบ้างที่อาจถูกซักฟอก ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ทั้งนี้ มีความจำเป็นจะต้องดึงเสียงพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคกล้าธรรม มายกมือสนับสนุนด้วยหรือไม่นั้น ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเสียงรัฐบาลที่มีอยู่มีความเหนียวแน่น และในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางครั้งเมื่อพรรคฝ่ายค้านได้รับฟังคำตอบจากรัฐบาลแล้ว หลายครั้งก็ให้เกียรติรัฐบาลโดยการโหวตให้ก็มีเยอะเหมือนกัน ตรงนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งเวลานี้ก็ไม่เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์