เรื่องมันมีอยู่ว่า การเมืองหลังรัฐบาลพังทั้งคณะ ก็คือการเจรจาต่อรอง และเป้าหมายคือพรรคประชาชน สุดท้ายภูมิใจไทยได้ไป ด้วยความเร็วกว่า เก๋าเกมกว่า ตัดหน้าเพื่อไทยที่ยังมึนงง <>ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ นายกรัฐมนตรีจากตระกูลชินวัตร 4 คนหลัง นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่เกิน 1 ปีสักคน <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘ส้ม’เลือกผสมพันธุ์‘น้ำเงิน’
เพื่อชนะเด็ดขาดเลือกตั้ง 69
ถึงขณะนี้ ‘พรรคประชาชน’ หรือที่เรียกกันว่า ‘พรรคส้ม’ ยังคง ‘สงวนท่าที’ ว่าจะ ‘ผสมพันธุ์ทางการเมือง’ กับ ‘พรรคแดง’ เพื่อไทย หรือ ‘พรรคน้ำเงิน’ ภูมิใจไทย
ซึ่งบัดนี้ได้ใช้สรรพกำลังขั้นสุด รวบรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคกล้าธรรม ครึ่งหนึ่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ และ‘งูเห่า’ จากประชาธิปัตย์ งูเห่าจากเพื่อไทย ภายใต้ การนำของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี มารวมกันเพื่อปฏิบัติการ ‘พลิกขั้ว’

พรรคส้ม ตั้งเงื่อนไขไว้ 3 ข้อหากเพื่อไทยกับภูมิใจไทยจะชวน ‘ขึ้นเตียง’ ดังนี้
1.ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
2.ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ‘ไม่เกิน’วันลงคะแนนเลือกตั้ง
3.จะไม่ร่วมรัฐบาล และมีสมาชิกพรรคไปเป็นรัฐมนตรี และพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
ทั้งเพื่อไทย ทั้งภูมิใจไทย ล้วนขานรับ แต่ปัญหาอยู่ในพรรคประชาชนเองต่างหากที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะเสียความบริสุทธิ์ในการเป็นรัฐบาลให้พรรคใด
ในดีมีเสีย และในเสียมีดี พอๆกัน สงสัยหรือไม่ว่าทำไมต้องเป็นรัฐบาล ‘4 เดือน’
ว่ากันว่า มีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องมีรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจ ‘ยุบสภา’ ตามรัฐธรรมนูญมาจัดการ
ใน 4 เดือนนี้ จะรัฐบาลเพื่อไทยหรือรัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องที่พรรคประชาชน กังวลแต่กำลังมอง ‘ข้ามช็อต’ ไปว่า สนามการเลือกตั้งในปี 2569 ‘คู่แข่ง’ แย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นพรรคไหนซะมากกว่า

แน่นอนว่า ‘เพื่อไทย’ น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าภูมิใจไทย เพราะมี ‘มวลชน’ พื้นฐานทับซ้อน เหลื่อมกันอยู่ ที่พรรคส้มจะต้องช่วงชิงเอามาให้ได้ เพื่อ ‘ชนะขาด’ ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ฉะนั้นยามนี้ ‘วงใน’ พรรคสีส้มจึงมองไปว่า สถานการณ์ขณะนี้เพื่อไทย ‘เพลี่ยงพล้ำ’ หนัก ศรัทธาจากประชาชน ‘หดหาย’ หากปล่อยให้เป็นรัฐบาล ต่อไป แม้จะเป็น ‘เฉพาะกาล’ แค่ 4 เดือน แต่ก็เพียงพอที่ เพื่อไทยจะฟื้นคืนพลัง ย่อมไม่เป็นผลดี
ถ้าการเมืองไทยยามนี้เป็นแบบ 3 ก๊ก อย่างที่ชอบเอามา อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบกัน
การเมืองจากนี้ ‘เล่าปี่สีน้ำเงิน’ จะจับมือ ‘ซุนกวนสีส้ม’ รบกับ ‘โจโฉสีแดง’
ไม่เชื่อตามดูกัน ห้ามกระพริบตาเด็ดขาด
<<<<<<
ส่อง‘นายกฯไม่ครบ 1 ปี’
สัญญาณอันตรายโดยแท้
มีคนชอบพูดว่า ถ้าบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ใครๆก็เป็นได้ คงไม่น่าเป็นการดูถูกฝีมือ ‘มังกรเมืองสุพรรณ’ อย่าง ‘เติ้งเสี่ยวหาร’ แต่น่าจะใช้อธิบายปรากฎการณ์การเมืองว่า อะไรที่แน่นอนล้วนมีความไม่แน่นอนซ่อนเร้นอยู่
บรรหารตั้งไข่ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 พล.อ.ชวลิต ยงในยุทธ เข้ามา ‘ผสมพันธุ์การเมือง’กันจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ‘ชวน2’ เข้ามาขัดตาทัพ แต่สุดท้ายก็ต้อง ‘ยุบสภา’ เพื่อให้การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับที่บางฝ่ายยังท่องเป็นคาถาประชาธิปไตยว่า ‘ดีที่สุด’
จะมี ‘นิ่ง’ แบบครบวาระ 4 ปีก็สมัย ‘ทักษิณ1’ จากนั้นก็รัฐประหารปี 2549 ตามด้วยรัฐบาล ‘ขิงแก่’ มารัฐบาล ‘ลุงหมัก’ ที่ว่ากันคือนอมินีทางการเมือง จนมารัฐบาล ‘สมชาย’ นอมินีตระกูลชินวัตร ไล่มาจนเปลี่ยนขั้วเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่ารับมือกับการชุมนุมทางการเมือง จำใจยุบสภา จนประเทศไทยได้ ‘นารีขี่ม้าขาว’ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรผู้เดินบนถนนการเมือง 49 วันเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง
แต่ที่สุดก็รัฐประหารปี 2549ได้‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากนั้นก็เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 จนได้รัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร และอีกไม่นานจะได้ รัฐบาลชัยเกษมหรือรัฐบาลอนุทิน ยังต้องลุ้นกัน
มีความสนใจอยู่ว่า ช่วงรัฐบาลลุงตู่ ประเทศไทยห่างหายจาก ‘กีฬาสี’ ไปนานหลายปีแต่การมาของ ‘ทักษิณ’ ที่หายไปจากเมืองไทย 17 ปี จนมี ‘รัฐบาลนิด-รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’ การเมืองก็เริ่มแกว่งแรงขึ้นอีกครั้ง

น่าสนใจตรงที่ว่าทั้งสมัคร ทั้งสมชาย ทั้งเศรษฐาและทั้งแพทองธาร ล้วนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ถึง 1 ปีทั้งสิ้น
นายกฯ เศรษฐา นายกฯคนที่ 30 นั่งเก้าอี้ 358 วัน
นายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ นายกฯคนที่ 31 นั่งเก้าอี้ 319 วัน
นายกฯ สมัคร นายกฯคนที่ 25 นั่งเก้าอี้ 224 วัน
นายกฯ สมชาย นายกฯคนที่ 25 นั่งเก้าอี้ 75วัน
สำหรับนายกฯคนที่ 32 ของประเทศไทย จะหมู่หรือจ่า จะ‘ชัยเกษม’ หรือ ‘อนุทิน’
ยังต้องรอโหวตในสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่แน่ๆ 120-150 วันไม่เกินกว่านี้ชัวร์




