เรื่องมันมีอยู่ว่า <> การพลาดท่าให้ ลุงฮุนเซน คือการตัดสินใจของ อิ๊งค์-เอิง ทำแบบไม่ต้องหารือใคร <> พิชัย นริพทะพันธุ์เป็นรัฐมนตรีที่ทำลายสถิติตัวเองตลอดเวลา ในแง่นั่งแล้วลุกไว <> เบนซ์ สตาร์แฟลก เลิกขายเองหรือถูกยกเลิก <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘เอิง’ เพื่อน ‘อิ๊งค์’
ต้นคิดโทรฯหา ‘อังเคิล’
ทำใจไว้แล้ว แต่ก็ยังรับไม่ได้ สีหน้าที่ไม่เคยสะกดอารมณ์ได้ของ ‘นายกฯอิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร บ่งบอกถึงความผิดหวัง นัยน์ตาโศกพร้อมน้ำตาแตกได้ตลอดการแถลงข่าว หลังทราบข่าวไม่สู้ดีจาก ศาลรัฐธรรมนูญที่มี ‘มติเป็นเอกฉันท์ ’ 9:0 เสียง รับคำร้องของ 36 สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ‘แพทองธาร’ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับ ‘ฮุนเซน’ ประธานวุฒิสภากัมพูชา และยังมีมติ 7:2 เสียงให้ ‘พักงาน’ หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
ที่ว่าทำใจไว้แล้ว ก็เพราะวันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษา เพิ่งเผยแพร่ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ‘แพทองธาร 1/2’ ที่ปรากฏชื่อ ‘แพทองธาร’ เป็น รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่งหนึ่ง
อันเป็นทางหนีทีไล่หากถูก ศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง ‘แบน’ ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาด
ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งในลักษณะนี้ ยิ่งเป็นการขยี้ ‘ปม’ ในใจ ที่รู้ตัวว่า ‘พลาดมหันต์’ ที่ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ข้ามประเทศหา ‘Uncle’ เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยที่ไม่คาดคิดว่า จะถูก ‘ชกใต้เข็มขัด’ แบบที่คนระดับนี้ไม่น่าทำกัน โดยอย่างยิ่งการที่ 2 ครอบครัวมีความสัมพันธ์ระดับแนบแน่นกันมาก่อน
กลายเป็นไฟต์บังคับให้ ‘แพทองธาร’ ต้องออกมายืนยัน ‘เจตนา’ ที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ รักษาอธิปไตย พร้อม ‘ขอโทษ’ พี่น้องคนไทยที่รู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้ หรือรู้สึกโกรธเคือง ถ้าลองตั้งใจฟังดูจริง ๆ ก็จะเข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย
มองไม่ผิดว่า คงพยายามแสดงให้เห็นหัวจิตหัวใจที่พร้อมเผชิญความจริง แต่ก็เก็บอาการ ‘เฟล’ ไม่อยู่เช่นกัน ว่ากันว่า หลังฉาก ‘ดิ่งสุดๆ’ หนักกว่าที่เห็นหลายเบอร์
น่าสนใจว่า ‘ระหว่างบรรทัด’ ในการแถลง มีการพูดด้วยว่า ‘มั่นใจมากๆ’ แต่ ‘วิธีการ’ อาจ ‘ไม่ถูกใจ’ หลาย ๆ คน
ซึ่งจนถึงวันนี้ ก็ยังมีคำถามว่า ใครกันที่เป็นต้นคิด หรือสนับสนุนให้ ‘หลานอิ๊งค์’ ยกหูหา ‘ลุงฮุนเซน’ และที่สำคัญ ‘พ่อษิณ’ ทักษิณ ชินวัตร รู้เห็นด้วยหรือไม่
ด้วยหลังเกิดเหตุก็ยังไม่มีใดๆออกจาก ‘ทักษิณ’ ในทางสาธารณะเลย มีเพียงคำกล่าวอ้างของ
จักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุเพียงว่า ‘เจ้านาย’ ไมได้พูดอะไรมาก บอกเพียงว่า แปลกใจต่อท่าทีพ่อลูก ‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ และเสียดายในความสัมพันธ์ ที่มีมานานและดีมาก ใกล้ชิดกันมากเหมือนครอบครัว
ทิ้งท้ายด้วยว่า ‘จากนี้ไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว’
นอกจากนี้ ‘จักรภพ’ ยังไล่เรียงหลายข้อสงสัยของสังคม ยืนยันว่า ‘ทักษิณ’ มองปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเรื่อง ‘รัฐต่อรัฐ’ จึงไม่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วยังรู้สึก ‘เซอร์ไพรส์’ กับเรื่องที่เกิดกับ ‘นายกฯลูกสาว’ ที่เป็นความผิดพลาด และเป็นบทเรียน
คำบอกเล่าของ ‘จักรภพ’ ถือว่าถ่ายทอดท่าทีของ ‘พ่อนายกฯ’ ได้ตรงกับความเป็นจริงพอสมควร ขาดก็แต่ ‘อารมณ์’ ที่ไม่ได้เรียบเฉยอย่างที่พยายามให้เข้าใจ เพราะหลังเกิดดรามา
ว่ากันว่า ‘ทักษิณ’ ถึงกับควันออกหู โกรธจัดที่ ‘ลูกอิ๊งค์’ ตัดสินใจทำอะไรโดยไม่ปรึกษา
โดยต้องย้อนก่อนนั้นไม่นาน กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เกิดเหตุการณ์หนึ่งบริเวณชายแดน ‘ช่องบก’ จ.อุบลราชธานี ‘พ่อษิณ’ ที่ยังคอยเป็นที่ปรึกษาแนะนำให้ปฏิบัติทางหนึ่ง ที่โดยปกติ ‘ลูกอิ๊งค์’ ก็ทำตามแบบไม่มีคำถาม
ปรากฏการณ์ครั้งนั้น ‘ลูกอิ๊งค์’ โดยการสนับสนุนจากเพื่อนสนิทอย่าง ‘เอิง’คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ที่ทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัว รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อมือกันมาตั้งแต่สมัยศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับ ‘แทงสวน’ ไม่ทำตาม แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น ‘บวก’ กับรัฐบาล
เป็นเหตุหนึ่งที่ ‘ทักษิณ’ เฟดตัวออกจากปัญหากัมพูชา โดยเชื่อลึกๆว่า จะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนเช่นทุกวันนี้
กระทั่งสถานการณ์เริ่มเข้าภาวะ ‘วิกฤต’ ทำให้เพื่อนรัก ‘อิ๊งค์-เอิง’ เห็นตรงกันว่า ต้องมี ‘มูฟ’ บางอย่างเพื่อยับยั้งวิกฤต โดยมีความมั่นใจจากการตัดสินใจครั้งก่อนที่ ‘บังเอิญ’ เลือก ‘ถูก’
จึง ‘เสี่ยง’ เลือกการต่อสายส่วนตัวถึง ‘ลุงฮุนเซน’ ซึ่งเป็น ‘ทางเลือกหนึ่ง’ ที่เขียนไว้บนกระดาน
หวังใช้ความเอ็นดู ‘ลุง-หลาน’ คลี่คลายสถานการณ์
หรือบ้างก็ว่า ‘เพื่อนเอิง’ ที่พกดีกรี ‘ดอกเตอร์’ นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (กฎหมายระหว่างประเทศ) เป็นคน ‘ชง’ ทางเลือกนี้ให้ ‘เพื่อนอิ๊งค์’ เชื่อว่าจะ ‘หวานเจี๊ยบ’ ผู้อาวุโสปลายสายจะรับฟังด้วยความเมตตา ได้โกยคะแนนนิยมอีกเป็นกระตัก
ปรากฏ ‘ขมปี๋’ ผลลัพธ์เป็นอย่างที่ทราบโดยทั่ว ‘นายกฯอิ๊งค์’ ถูก ‘แขวน’ อาจไม่มีโอกาสกลับมาประจำการเป็นเบอร์ 1 ตึกไทยคู่ฟ้า อีกเลยก็เป็นได้
แน่นอนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ส่วนตัว ‘แพรทองธาร’ ย่อมปฏิเสธไม่ได้
ขณะเดียวกัน ‘เอิง-คณาพจน์’ ที่ถูก ‘คนเพื่อไทย’ ตั้งแง่เป็นทุนอยู่แล้ว ก็ไม่พ้นต้องเป็น ‘จำเลย’ หรือหนักเข้าจเป็น ‘แพะ’ ฐานร่วมเห็นดี ไม่ทัดทาน ราวกับ ‘ขุนพลอยพยัก’ จนเกิดเรื่อง เป็นบทเรียนราคาแพง ตำหนิทางการเมืองติดตัว ‘เพื่อนอิ๊งค์’ ไปตลอด
ว่ากันว่าหาก ‘นายกฯอิ๊งค์’ รอดวิบากกรรมหนนี้ อาจไม่มีภาพคู่หู ‘อิ๊งค์-เอิง’ ให้เห็นอีกต่อไป.
<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>
‘เสี่ยแดง-พิชัย’ รมต.ปุ๊บปั๊บ
3 หนนั่งเก้าอี้ก้นไม่ทันอุ่น
บทสรุป ‘ครม.แพทองธาร 1/2' มีชื่อรัฐมนตรีเข้าใหม่ 9 ราย สวนกับขาออกที่มีแค่ 2 ราย หากไม่คิดอะไรมาก มองแค่ ‘จำนวน’ เก้าอี้รัฐมนตรี ก็ต้องบอกว่า ทุกพรรคร่วมรัฐบาล ‘กำไร’ ได้โควตาเพิ่มกันถ้วนหน้า เก้าอี้ใหญ่เล็ก ว่ากันไปตามสภาพ
มีก็แต่ ‘เจ้ามือ’ อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ดูจะได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งที่ออกแรงหนักชักธงรบกับ ‘ค่ายเขากระโดง’ พรรคภูมิใจไทย จนเคลียร์ 8 เก้าอี้โล่งๆ แทนที่จะได้ฮุบไว้เฉยชมคนเดียว บริหารจัดการภายในพรรค จำต้องกลั้นใจแจกจนเก็บหมดมือ ใครมีแล้วก็ได้เพิ่ม ใครยังไม่มีก็จัดให้
ขนาด ‘ค่ายโคราช’ พรรคชาติพัฒนา มีแค่ 3 เสียง ไม่มีทีท่า ‘งอแง’ ยังได้เก้าอี้แบบงงๆ ก็อย่างว่า เวลานี้ แค่เสียงเดียว-ครึ่งเสียง มูลค่ามหาศาล จังหวะดีๆ เกิดโหวตสวน-โนโหวต ก็อาจถึงขั้นพลิกกระดานอำนาจได้เลย
สุดท้าย 8 เก้าอี้ ที่เปรียบเหมือนสั่งเค้กก้อนโต-พิซซาถาดใหญ่ กะจะฟาดให้เต็มคราบ เหลือถึง ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ แค่ 2 ชิ้น
‘ส่วนแบ่ง’ น้อยซะจน ‘คลื่นใต้น้ำ’ ที่กำลังฮึ่มๆ ใน พรรคเพื่อไทย ยังไม่ออกตัวให้กระเพื่อม ก็ปิดกล่องได้คนคว้าชิ้นปลามันไปรับประทานเรียบร้อย หนึ่งคือ ‘เสี่ยโฟม’ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ประเดิมเป็นรัฐมนตรีบนเก้าอี้ รมว.แรงงาน
ไม่ต้องอ้อมค้อมมากความ ดิ้นอย่างไรไม่หลุดข้อหา ‘ได้ดีเพราะเจ็กให้’ ด้วย ‘กำลังภายใน’ ของ ‘อาเจ็กยะ’ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่ 2-3 วันนี้ ‘ยิ้มแฉ่ง’ เป็นพิเศษ ทั้งดันหลานรักเข้าป้ายแบบชิลล์ๆ ส่วนตัวเองก็ยังได้ถืออำนาจเป็นรักษาการนายกฯ อยู่เกือบ 3 วันเต็ม
อีกหนึ่งเป็น ‘ดร.หญิง’ ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ กับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ก็มีชื่ออยู่ ‘Waiting List’ คิวแรกๆ คั่วเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ขาออก 2 คน ที่หลุดไป พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ โควตาพรรคเพื่อไทย และ อิทธิ ศิริลัทธยากร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรายหลังรู้กันว่า แค่หมดรอบขัดตาทัพแทนลูก ในโควตา ‘ซุ้มผู้กอง’ พรรคกล้าธรรม
แถม ‘ลูกเบนซ์’ อรรถกร ศิริลัทธยากร ได้กลับมาฟาดเก้าอี้ใหญ่บึ้ม รมว.เกษตรและสหกรณ์ กำไรเหนาะๆ แบบที่ ‘ป๋าอิทธิ’ ยินดีลุกให้ลูกแทบไม่ทัน
ผิดกับ ‘พิชัย พาณิชย์’ ที่หลุดแล้วหลุดเลย แต่อาจมีตำแหน่งเยียวยา หรือการที่ ‘ลูกปาล์ม’ พชร นริพทะพันธุ์ ลูกชายเสี่ยแดง ขยับมากินหลายตำแหน่งสำคัญด้วยตั๋วการเมือง แต่ก็เทียบไม่ได้กับการเป็นรัฐมนตรีอยู่ดี
ตามทรงนี้ ก็คงต้องนับ ‘เสี่ยแดง’ ที่ ‘อกหัก’ เหงาๆ อยู่คนเดียว
ทว่าน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะตลอดเวลาที่มีข่าวว่า ‘เสี่ยแดง-พิชัย’ ที่พกตั๋ว ‘เฮียส่วน’ บรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชาย ‘แม่นายกฯ’ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ทะลุกลางปล้องมาเป็น รมว.พาณิชย์ จะถูก ‘ปรับออก’ กลับไร้วี่แวว ‘สงครามข่าวสาร’ แก้เกมให้ ‘เสี่ยแดง’ เลย
ทั้งที่ได้ชื่อว่า เป็นนักการเมืองมากคอนเนกชัน ‘สื่อ’ คนหนึ่ง
เช่นเดียวกับช่วงที่โดน ‘คนในพรรค’ ถล่มบทบาทการทำหน้าที่ ‘พ่อค้า’ ที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางไปต่างประเทศ เจรจาความระดับอินเตอร์ ไม่แวะดูราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำแทบทุกตัว
กระทั่งตั้งวงด่ากราดในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เจ้าตัวก็ไม่สะทกสะท้าน ยังคงตีตั๋วสะสมไมล์เดินทางต่อไป
ก็ไม่รู้ว่าเพราะ ‘ปลง’ ทำอะไรไม่ได้ หรือ ‘ฟิน’ แล้วกับ ‘9 เดือน 27 วัน’ บนเก้าอี้ รมว.พาณิชย์งวดนี้
เวลาเกือบ 10 เดือนเต็ม อาจดู ‘ปุ๊บปั๊บ’ สำหรับคนอื่น แต่กลับเป็นการทุบ ‘สถิติ’ ระยะเวลาเป็นรัฐมนตรีของเจ้าตัวลงอย่างราบคาบ
ด้วย 2 ครั้งก่อนหน้าทั้ง รมช.คลัง ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็จบที่ ‘1 เดือน 7 วัน’ ยังรู้จักอธิบดีไม่ครบด้วยซ้ำ ส่วนตอนเป็น รมว.พลังงาน สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ปิ๋วตั้งแต่การปรับ ครม.รอบแรก บันทึกไว้ที่ ‘5 เดือน 9 วัน’
รอบนี้โดนถล่มไม่มีชิ้นดีตั้งแต่ต้น ยังได้อานิสงค์การเมืองว้าวุ่น ยักแย่ยักยันลากมาจนทุบสถิติเก่าเกือบเท่าตัว มองแง่ดีก็จบแบบสวยหรูไม่น้อย
อารมณ์ ‘สมบัติผลัดกันชม เก้าอี้ผลัดกันนั่ง’ จับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐมนตรีอีก คราวหน้า ‘เสี่ยแดง’ ขอแค่นั่งครบปี ทุบสถิติตัวเองก็พอ.
<<<<<<<<>>>>>>>>>
เบนซ์สตาร์แฟลก เลิกกิจการ
เลิกเองหรือถูกยกเลิก
เบนซ์ สตาร์แฟลก เป็น‘ดีลเลอร์’ รถเบนซ์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเคยมียอดขายปีหนึ่งๆ ทะลุ 1 หมื่นคัน เพิ่งจะปีที่ผ่านมานี่เอง ที่ขายตกลงไปเล็กน้อย เหลือ 9.000 กว่าคัน
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเบนซ์ สตาร์แฟลก คือ ‘สุขุม ธรรมมณีวงศ์’ เจ้าของและกรรมการผู้จัดการบริษัทไทยเร้นท์อะคาร์ (1978) จำกัด ผู้ให้บริการเช่ารถรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศ มีลูกค้าทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ
รถเบนซ์หรู รุ่น S class ที่เป็นรถประจำตำแหน่ งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ผู้บริหารองค์กรอิสระ หลายๆแห่ง ก็เป็นรถที่เช่ามาจากไทยเร้นท์อะคาร์ ทั้งนั้นแหละ
ปี 2556 สุขุมเป็นหุ้นใหญ่ ลงทุนร่วมกับ ‘ทายาท’ คุณหญิงชดช้อย โสภณพณิช ตั้ง เบนซ์ สตาร์แฟลก เป็นดีลเลอร์ขายรถเบนซ์ เปิดโชว์รูม พร้อมศูนย์บริการขนาดใหญ่ บนพื้นที่ 2 ไร่ บนถนนวิภาวดีรังสิต
วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา สตาร์แฟลก ประกาศปิดกิจการเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายรถเบนซ์ในประเทศไทย
ดีลเลอร์เบอร์หนึ่งที่ขายรถแบนซ์มา10 กว่าปี จู่ๆเลิกกิจการกระทันหัน เป็นธรรมดาที่ต้องมีข้อสงสัยว่า ‘เรื่องนี้ไม่ธรรมดา’
ข่าวกระแสหนึ่งบอกว่า ยอดขายรถเบนซ์ตกเพราะนโยบายของ บริษัทเมอร์เซเดส - เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประกาศนโยบาย ‘One Price’ รถราคาเดียวกันไม่ว่า จะซื้อจากดีลเลอร์ไหน ต่างจากที่ผ่านมา ที่ดีลเลอร์กำหนดราคาขายเองได้ คนที่อยากจะซื้อรถเบนซ์ ต้องติดต่อสอบถามราคาจากดีลเลอร์ ไม่ต่ำกว่า 4-5 เจ้า เพื่อซื้อจากดีลเลอร์ที่ให้ราคาดีที่สุด
ดังนั้น เบนซ์ สตาร์แฟลก จึงเลิกขายรถเบนซ์ เพื่อไปขายรถ AUDI แทน แต่ความจริง AUDI แค่ขอ ‘เช่าพื้นที่’ โชว์รูมของสตาร์แฟลก เท่านั้น ไม่ใช่ตั้งสตาร์แฟลก เป็นดีลเลอร์ AUDI
แต่มีข่าวอีกทางหนึ่งว่า บริษัทเมอร์เซเดส- เบนซ์ ( ประเทศไทย) จำกัด ขอยกเลิกการเป็นดีลเลอร์ของสตาร์แฟลก เอง เพราะทำ ‘ผิดกฎ’ ระเบียบการซื้อขายรถ อย่างร้ายแรง ถึงขั้นที่ เมอร์เซเดส- เบนซ์ ( ประเทศไทย) ต้องลงแรงแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ซื้อรถไปเอง
เมอร์เซเดส- เบนซ์ (ประเทศไทย) แจ้งยกเลิกการเป็นดีลเลอร์ ให้สตาร์แฟลกทราบตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยให้ขายรถเป็นวันสุดท้าย ในวันที่ 30 เมษายน และให้เวลาเคลียร์เงิน ภาระบริการหลังการขาย จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน
<<<<<<<<>>>>>>>>>