การเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เมื่อผู้ประกันตนและนายจ้างออกมาใช้สิทธิจำนวนมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีเงินสะสมอยู่ในระดับหลักล้านล้านบาท และเป็นหลักประกันสำคัญของคนทำงานตั้งแต่วันที่ยังมีรายได้ไปจนถึงวันที่ต้องการความช่วยเหลือจากระบบสวัสดิการ
ข้อมูลจากปลัดกระทรวงแรงงานระบุว่า มีผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิประมาณ 672,807 คน เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ราว 330% ขณะที่นายจ้างมีผู้ใช้สิทธิกว่า 8,965 คน เพิ่มขึ้น 512% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม สู่ประเด็นที่คนทำงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการบริหารกองทุน โดยเฉพาะ ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ ที่สามารถกวาดคะแนนนำเป็นอันดับ 1-7
อีกชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์คือ ‘พนัส ไทยล้วน’ วัย 84 ปี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกันตนหันมาสนใจการเลือกตั้งครั้งนี้ การเคลื่อนไหวรณรงค์ของพนัสในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ช่วยผลักดันให้ประเด็นการบริหารกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนถูกพูดถึงในวงกว้าง จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ปรากฏการณ์พนัส’ ซึ่งสะท้อนพลังของการทำให้ปัญหาที่คนจำนวนมากเผชิญอยู่กลายเป็นวาระสาธารณะ
ดังนั้น สิ่งที่จะต้องคิดต่อยอด อาจไม่ใช่แค่ 'ใคร' เป็นผู้ชนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหตุผลของการออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก และความตื่นตัวครั้งนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบบสวัสดิการของรัฐ ที่สามารถขยายไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะและ 'การเมืองในภาพใหญ่' ได้ด้วย
เมื่อเงินที่ถูกหักทุกเดือนกลายเป็น 'เรื่องการเมือง'
'ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข' อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งสำคัญของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้อาจไม่ใช่การนำผลคะแนนไปทำนายผลการเลือกตั้งใหญ่โดยตรง แต่คือการทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนทำงานจึงให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าที่ผ่านมา
ปุรวิชญ์ชี้ว่า ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมคือกลุ่มคนที่อยู่ในระบบการทำงาน มีรายได้และถูกหักเงินสมทบจากเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะนิยามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นชนชั้นกลางหรือคนทำงานก็ตาม สิ่งที่คนเหล่านี้มีร่วมกันคือการจ่ายเงินเข้าสู่ระบบ และมีความคาดหวังว่าระบบดังกล่าวจะสามารถดูแลพวกเขาได้เมื่อเกิดปัญหา
“เงินที่เราถูกหักไปแต่ละเดือน จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ครั้งนี้ เพราะสำหรับคนทำงาน เงินสมทบไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ปรากฏในสลิปเงินเดือน แต่เป็นเงินที่พวกเขาต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคาดหวังว่าจะได้รับความคุ้มครองกลับมาเมื่อเจ็บป่วย ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยเกษียณ"
ปุรวิชญ์มองว่า เมื่อผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีคำถามต่อการบริหารงานและประสิทธิภาพของสวัสดิการที่ได้รับ ความรู้สึกผิดหวังย่อมเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อคนทำงานเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดระบบที่พวกเขาร่วมจ่ายเงินมาโดยตลอดจึงไม่สามารถทำให้รู้สึกว่าเป็นที่พึ่งได้อย่างเต็มที่
ในมุมนี้ การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงเป็นมากกว่าการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการ เพราะผู้ประกันตนกำลังเลือกคนที่จะเข้าไปบริหารจัดการเงินที่พวกเขามีส่วนร่วมจ่าย และคาดหวังให้เงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างเหมาะสมที่สุด
ปุรวิชญ์มองว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนความรู้สึกเป็น 'เจ้าของ' (ownership) ของผู้ประกันตนได้อย่างชัดเจน คนที่จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเริ่มรู้สึกว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินของพวกเขา และพวกเขามีสิทธิเรียกร้องให้การบริหารจัดการเป็นไปตามความคาดหวัง
ที่สำคัญ ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกผู้สมัครที่ตนเองชื่นชอบ แต่ยังแสดงออกผ่านการออกมาใช้สิทธิ เพื่อกำหนดว่าคนแบบใดควรเข้าไปมีบทบาทในการจัดการเงินของตนเอง
‘พนัส’ กับการทำให้ปัญหาที่มองไม่เห็นกลายเป็นเรื่องสาธารณะ
เมื่อพิจารณาถึงที่มาของความตื่นตัว ปุรวิชญ์เห็นว่า ปัญหาของประกันสังคมไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่เป็นประเด็นที่ดำรงอยู่มานาน เพียงแต่ในอดีต คนทำงานจำนวนมากอาจไม่ได้รับรู้รายละเอียด หรือไม่ได้รู้สึกว่าตนเองมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกองทุนมากนัก
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาการบริหารประกันสังคมเริ่มถูกทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้นในสังคม ขณะเดียวกัน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนก็ทำให้ผู้ประกันตนเริ่มหันกลับมาพิจารณาว่า เงินที่ถูกหักจากรายได้ของพวกเขานั้นได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมหรือไม่
ปุรวิชญ์ยกตัวอย่างว่า เมื่อคนทำงานได้รับรู้ข่าวสารหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริหารกองทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิทินหรือการจัดซื้ออาคารสำนักงาน คำถามที่เกิดขึ้นอาจเรียบง่ายมาก นั่นคือเงินที่นำไปใช้เป็นเงินของใคร และการใช้จ่ายดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด
แม้คนทั่วไปจะไม่ได้ศึกษาระบบประกันสังคมอย่างละเอียด แต่เมื่อรับรู้ว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารเงินที่ตนเองร่วมจ่าย ก็สามารถเกิดความรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงได้
ในบริบทดังกล่าว ปุรวิชญ์มองว่าการเคลื่อนไหวของ 'พนัส' ในช่วงหลายเดือนก่อนการเลือกตั้งมีส่วนช่วยกระทบความรู้สึกของคนทำงาน เพราะเป็นการนำประเด็นที่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคหรือเรื่องภายในองค์กรออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ และทำให้ผู้ประกันตนตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับปัญหาที่ผู้ประกันตนเผชิญร่วมกันมาเป็นเวลานาน การเคลื่อนไหวจึงทำหน้าที่คล้ายตัวเร่งให้ความไม่พอใจที่กระจัดกระจายอยู่ก่อนแล้วสามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน จนกลายเป็นแรงผลักดันให้คนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ
ปุรวิชญ์ยังชี้ว่า การที่ 'พรรคประชาชน' เข้ามาเปิดประเด็นและทำให้เรื่องประกันสังคมเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง มีส่วนทำให้ปัญหาดังกล่าวขยายจากวงสนทนาเฉพาะกลุ่มไปสู่ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้น แต่การอธิบายผลการเลือกตั้งทั้งหมดด้วยความนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจทำให้มองข้ามปัจจัยสำคัญ นั่นคือความเดือดร้อนและความคาดหวังที่ผู้ประกันตนมีต่อระบบโดยตรง
คนทำงานกำลังส่งสัญญาณถึงพรรคการเมือง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความตื่นตัวของผู้ประกันตนจะส่งผลต่อแนวทางการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองอย่างไรในอนาคต
ปุรวิชญ์มองว่า คนทำงานและชนชั้นกลางเป็นกลุ่มที่มีภาระทางเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งภาษี เงินสมทบประกันสังคม และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจหรือมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ คนกลุ่มนี้จึงอาจตั้งคำถามว่าระบบให้ความเป็นธรรมกับพวกเขามากน้อยเพียงใด
เขายกตัวอย่างนโยบายพักชำระหนี้หรือมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ชำระหนี้ตรงเวลารู้สึกว่า เหตุใดคนที่มีวินัยทางการเงินจึงไม่ได้รับประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน ความรู้สึกเช่นนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับคำถามของผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่กลับรู้สึกว่าการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ยังมีข้อจำกัดหรือมีความยุ่งยาก
ดังนั้น โจทย์ของพรรคการเมืองจึงไม่ใช่เพียงการเสนอนโยบายช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกว่าระบบสามารถดูแลพวกเขาได้จริง และไม่ทำให้คนที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างต่อเนื่องรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
สำหรับปุรวิชญ์ นโยบายแรงงานและสวัสดิการในอนาคตจึงควรตอบโจทย์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้จริง และการลดความรู้สึกว่าคนทำงานต้องแบกรับภาระจำนวนมากโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าปรากฏการณ์ประกันสังคมยังไม่เพียงพอที่จะใช้สรุปว่าผลการเลือกตั้งใหญ่จะเป็นไปในทิศทางใด
"การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีความใกล้ชิดกับชีวิตของผู้ประกันตนโดยตรงมากกว่า ผู้มีสิทธิกำลังตัดสินใจว่าใครจะเข้าไปบริหารจัดการเงินที่ตนเองจ่าย ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีประเด็นและปัจจัยในการตัดสินใจที่กว้างกว่านั้น"
แต่สิ่งที่อาจต่อยอดไปสู่การเมืองระดับประเทศได้ คือความรู้สึกว่าประชาชนควรมีสิทธิเรียกร้องให้ทรัพยากรที่ตนเองร่วมจ่ายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเงินสมทบประกันสังคมหรือเงินภาษีที่จัดเก็บจากประชาชน
จากประกันสังคมสู่คำถาม 'ความเชื่อมั่นรัฐบาล'
ปุรวิชญ์มองว่า หากจะต่อยอดบทเรียนจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไปสู่เรื่องอื่น สิ่งที่น่าสนใจคือการทำให้ประชาชนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเงินที่ตนเองจ่ายกับผลประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนมา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ
ในแง่นี้ ประกันสังคมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามที่กว้างขึ้นว่า เงินที่รัฐจัดเก็บและนำไปใช้ถูกจัดสรรอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และประชาชนสามารถตรวจสอบหรือกำหนดทิศทางการใช้เงินเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด
ปุรวิชญ์เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนออกมาใช้สิทธิจำนวนมากคือความเดือดร้อนที่ชัดเจนและประสบการณ์ร่วมของผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การว่างงาน หรือการติดต่อขอรับสิทธิประโยชน์ที่ต้องเผชิญกับขั้นตอนซับซ้อน เมื่อคนจำนวนมากมีประสบการณ์คล้ายกัน ความรู้สึกไม่พอใจจึงสามารถพัฒนาเป็นพลังร่วมทางสังคมได้
v
ปุรวิชญ์ยังชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการฟื้นฟูเยียวยาหลังภัยพิบัติในฐานะอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาล เพราะสิ่งที่ประชาชนจะประเมินไม่ใช่เพียงการรับมือในช่วงเกิดเหตุ แต่รวมถึงความรวดเร็วและประสิทธิภาพของการช่วยเหลือหลังจากนั้นด้วย
เขามองว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความรู้สึกของชนชั้นกลางเป็นปัจจัยที่รัฐบาลไม่อาจมองข้ามได้ แม้รัฐบาลจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนจำนวนมาก แต่หาก 'คนทำงาน' และ 'ชนชั้นกลาง' เริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองที่สำคัญได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะล้มลงทันที แต่หมายถึงความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นที่รุนแรงขึ้น
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงอาจเป็นจุดตั้งต้นให้สังคมหันกลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับทรัพยากรที่พวกเขาร่วมจ่าย ไม่ว่าจะเป็นเงินสมทบหรือเงินภาษี
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 อาจยังไม่ใช่คำตอบว่าการเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่เป็นสัญญาณว่าคนทำงานจำนวนมากต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการให้เงินที่ตนเองจ่ายไปถูกบริหารจัดการโดยปราศจากความรับผิดชอบ
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลใน 'บอร์ดประกันสังคม' แต่คือการทำให้ความคาดหวังของผู้ประกันตนเกิดผลในทางปฏิบัติ และทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าเงินที่พวกเขาร่วมจ่ายนั้นถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของพวกเขาอย่างแท้จริง...




