เรื่องมันมีอยู่ว่า การฟ้องปิดปากที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ประธานศาลฎีกาจึงมีคำแนะนำเป็นแนวทางออกมา เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการตามครรลองกฎหมายที่เที่ยงธรรม<> จิตใจและร่างกาย ของรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจทำด้วยอะไร ดึกหามเข้าโรงพยาบาล เช้าออกงาน ไม่ยกเลิกสักงานเดียว ถึงเป็นรัฐมนตรีได้ทุกรัฐบาล <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
หวังสกัด‘คดีฟ้องปิดปาก’
ให้อำนาจศาล‘ยกฟ้อง’
มุมหนึ่งของเหตุการณ์ ‘มึงรู้จักกรูน้อยไป’ ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมๆกับข่าวผลสำรวจ ‘หน่วยงานรัฐกับการเรียกรับสินบน’ คือ ‘ข้อวิจารณ์’ ที่ระบุว่า หาก็จะ‘แก้ไข’ปัญหาการทุุจริตคอรัปชั่น 1ในนั้น คือการต้องมีกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา ‘การฟ้องปิดปาก’
ในมุมนี้ ดูเหมือนรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะ‘มอบหมาย’ให้รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ปกรณ์ นิลประพันธ์ ไปรวบรวม ‘ปัญหา’ และ ‘อุปสรรค’ ต่อการจัดการ ‘คอร์รัปชัน’ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีกฎหมายสำหรับบางเรื่องเพิ่มเข้ามา
ล่าสุดได้เห็นประธานศาลฎีกา อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ที่ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นแนวทาง‘ปฏิบัติ’สำหรับศาลในการตรวจสอบและกลั่นกรอง‘การใช้สิทธิ’ฟ้องร้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต

มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปใช้ในทาง ‘บิดเบือน’ หรือใช้เป็นเครื่องมือในการ ‘กลั่นแกล้ง’ และจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
เนื้อหาสาระใน ‘คำแนะนำ’ ได้วางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะ‘กลั่นแกล้ง เอาเปรียบ’ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร พร้อมยืนยันหลักการสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้‘คุกคาม’สิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ทั้งนี้ได้มีการ ‘กำหนด’ ลักษณะของการฟ้องคดีที่เข้าข่ายการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ไว้ดังนี้
1.การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร
2.การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการ หรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ
3. การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล
นอกจากนี้ ยังได้กำหนด ‘พฤติการณ์’ ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดย‘ไม่สุจริต’ เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ อาทิ การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ ‘ห่างไกล’จากภูมิลำเนา หรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น, การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี, รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ
ต้องถือว่า ‘การออกคำแนะนำ’ของประธานศาลฎีกาครั้งนี้ สะท้อนถึง ‘การคุ้มครอง’ การมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันต่อไป
ถือเป็น ‘ข่าวดี’ ในกระบวนการยุติธรรม ที่มา‘ถูกเวลา’ และ ‘สถานการณ์’ อย่างยิ่ง
<<<<<>>>>>>
ถึง‘บางอ้อ’กับ‘รมต.สุริยะ’
ลุยงานต่อ-ประชาชนรออยู่
‘เมื่อคืนอาการค่อนข้างหนัก แพทย์ต้อง CPR ช่วย ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว แพทย์แจ้งว่า สาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร แม้แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อน แต่ยังต้องการลงพื้นที่ตามกำหนด เนื่องจากได้มีการนัดหมายกับประชาชนไว้ล่วงหน้า
โดยเฉพาะการติดตามปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว(อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี) ซึ่งประชาชนต้องการทราบแนวทางแก้ไขปัญหาจากภาครัฐโดยตรง และได้นัดชาวบ้านไว้แล้ว เรื่องน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว ชาวบ้านก็อยากรู้ว่าเรามีมาตรการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหา’
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เป็นการให้สัมภาษณ์หลัง ‘ช่วงเช้า’ ปรากฏ ‘ข่าวด่วน’ ว่าถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนหลังหมดสติ แพทย์ต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต ทั้งนี้ข่าวดังกล่าวนั้นเป็นการรายงานออกมาประเภท ‘แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิด’ ซึ่งถ้าได้อ่านจากข่าวจะสรุปตรงกันว่า‘อาการหนัก’
แต่ปรากฎว่า สาย ๆ รมต.สุริยะ กลับลงพื้นที่หลายจุดในจ.อุดรธานีโดยเฉพาะการไปตรวจความพร้อมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจ.อุดรธานี 2569 ซึ่งถือเป็นงานสำคัญของประเทศหรือแม้กระทั่งไป‘ร่วมงานบวช’ นายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่เคยเป็น ‘ข่าวใหญ่’ เพราะถูกโยกย้ายนอกฤดูกาล แต่สุดท้ายก็จบลงแบบที่ละครไทยใช้คำว่า ‘จูบปาก’กันไปแบบ ‘งง’ กันทั้งวงการ

ตามประสา ‘คนช่างสงสัย’ อดถามไถ่ด้วยความห่วงใยในอาการไม่สบายถึงขั้น ‘เข้าโรงพยาบาลกลางดึก’ ไม่ได้ว่า ทำไม รมต.สุริยะถึงยังไปทำหน้าที่ต่อ เพราะขนาดรัฐมนตรี ‘บางคน’ เกิดอาการท้องเสียยังต้องหยุดภารกิจ หรือ‘งดงาน’ เพราะเรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และง่ายต่อความเข้าใจ
อีกทั้งการลงพื้นที่จ.อุดรธานี ยังมี รมช.เกษตร นายวัชระพล ขาวขำ พร้อมกับบิดาที่ชื่อ วิเชียร ขาวขำ เจ้าของพื้นที่แถมเป็น ‘คนคุ้นเคย’ กับ รมต.สุริยะ ตั้งแต่ครั้งสมัยสังกัดพรรคกิจสังคม
แต่เมื่อ รมต.สุริยะ จริงจังกับการทำงานเพื่อช่วยประชาชนเช่นนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องที่น่ายกย่องกันเพราะเอาเรื่องส่วนตัว ‘มาทีหลัง’ แต่เอาเรื่องประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ‘มาก่อน’
ที่ใครต่อใคร‘บอกว่า’ ทำไมตั้งไม่รู้กี่รัฐบาล นายกรัฐมนตรี ‘เปลี่ยนไป’ ตั้งหลายคน แต่รัฐมนตรีก็ยังชื่อ ‘สุริยะ’ คราวนี้ถึง ‘บางอ้อ’ แล้วหรือยังว่า ทำไมทุกครม.ที่ผ่านมาจนถึงต้องมีชื่อ ‘สุริยะ’ อยู่ในนั้น ปัจจุบัน สุริยะ อายุ 72 ปีเข้าไปแล้ว
เมื่อทำงานจริงจังไม่คิดชีวิตแบบนีัก็ต้อง ‘ชื่นชม’และปรบมือให้ สงสัยงานนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สมัยนั่งเก้าอี้รมว.คมนาคม ที่เคยถูกเรียกว่า ‘บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ต้อง‘ชิดซ้าย’ หลีกทางให้ รัฐมนตรี ‘หัวใจแกร่งเกินร้อย’ ที่ชื่อ ‘สุริยะ’




