เมื่อ‘กรมควมคุมมลพิษ’ติดที่ 1
งานเข้า‘เดอะเฮ้ง’อย่างจังเบอร์
การเปิดเผยการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน
ซึ่งทำการสำรวจจากผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 ราย ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 10 เมษายนที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง
89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
51.2% มองว่าแนวโน้มคอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา
51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการ ‘เพิ่มขึ้น’
ประเด็นสำคัญของผลการสำรวจระบุว่า ‘กรมควบคุมมลพิษ’ เป็นหน่วยงานที่มีมูลค่า ‘สินบน’ สูงสุดที่ให้เป็นจำนวนเงินต่อครั้งที่ 102,160 บาท
ล่าสุดสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เตรียมเปิดแถลงข่าวชี้แจงด่วน ในวันที่ 15 พฤษภาคม โต้ข่าวเรียกรับสินบน กรมควบคุมมลพิษหรือที่มีชื่อย่อว่า คพ.ที่มีสโลแกนประจำกรมว่า ‘น้ำต้องสะอาด อากาศต้องบริสุทธิ์’

พูดถึงคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน กกร. และเพื่อนไม่ทน นั้นก่อนหน้านี้ก็สร้างความฮือฮาพอๆกับผลสำรวจครั้งล่าสุด เพราะพบการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่จ่ายกันถึงหัวละ 7,500 บาท แต่ที่สุด กกต.ก็ ‘ปล่อยผี’ กับจนครบ 500 คน ซึ่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใคร ‘รู้ว่า’ สำนวนที่มีการร้องเรียนก่อนหน้านี้กกต.นำมาพิจารณาหรือไม่
ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ ปัจจุบันสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ในอดีตเมื่อราวๆ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เคยเป็นกรมที่ ‘ดังโด่ง’ มาก จากโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่มีมูลค่าโครงการประมาณ 23,000 ล้านบาท
ทุกวันนี้เป็น ‘อนุสรณ์’ เตือนใจให้สังคมไทยได้ตระหนักถึง ‘พิษภัย’ ของการคอร์รัปชัน ที่ทำลายประเทศชาติและคนไทย
ถ้า‘จำได้’ ครั้งนั้นมี ‘ค่าโง่’ ที่กรมควบคุมมลพิษต้อง ‘ควักจ่าย’ ให้เอกชนอีก 9,000 ล้านบาท ที่แม้ภายหลังจะไม่ต้องชดใช้ แต่ในที่สุดโครงการ‘บ่อบำบัดน้ำเสีย’ ก็กลายเป็นเครื่อง‘ประจาน’ความฉ้อฉลที่นักการเมืองบางคน ข้าราชการบางฝ่ายและเอกชนบางพวก ‘ร่วมกัน’ ผลาญงบประมาณแผ่นดิน
ถือว่างานเข้า ‘เดอะเฮ้ง’ สุชาติ ชมกลิ่น แบบ ‘เต็ม ๆ’
<<<<<>>>>>
ไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียด
‘บิ๊กดุลย์’สั่งพร้อม‘แนวชายแดน’
ถูกต้องแล้วที่โฆษกรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก จะต้องรีบออกมา ‘ชี้แจง’ หลังปรากฎข่าวปลอมว่า รัฐบาลกำลังจะต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน ที่อยู่นอกระบบ
งานนี้โฆษกหญิงเก่ง ยอมรับว่า เป็นเพียงข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่สะท้อนความต้องการแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต แต่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยสั่งการให้กระทรวงแรงงาน ไปพิจารณาให้ ‘รอบด้านอย่างรอบคอบ’ และ‘ขณะนี้’ ยังไม่มีการอนุญาตหรือมีมติในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
ข่าวนี้ออกมาพร้อมๆกับความรุนแรง ‘ระลอกใหม่’ ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา แถวปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ‘มรดกโลก’ ที่กัมพูชา คุยนักคุยหนา และมักจะเอาไปอวดสายตาชาวโลก หลัง‘ศาลโลก’ พิพากษาให้ ‘ปราสาท’ เป็นของกัมพูชา
แม้จะเป็นของกัมพูชาตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่หลังการทำข้อตกลง ‘หยุดยิง’ เมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พื้นที่ส่วนใหญ่ ‘รอบปราสาท’ อยู่ในการควบคุมของกองทัพไทย
ตกค่ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมได้เกิดการ ‘ยิง M79’ ตกใส่ฐานปฏิบัติการของไทย ที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ และมีความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา ที่ลำเลียงกำลังทหารเข้าใกล้พื้นที่ ‘เขาพระวิหาร’ ที่ขณะนี้ถูกควบคุมจากฝ่ายไทย
‘บิ๊กดุลย์’ หรือ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้สั่งให้กองทัพบก เตรียมความพร้อม และตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมดอีกครั้ง

หากติดตามสถานการณ์ไทยกัมพูชาจะพบว่า เกิด ‘ความถี่’ ของการตอบโต้กันไปมา ‘บ่อยครั้ง’ ขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวในรัฐบาลกัมพูชาที่ ‘ล่าสุด’ได้ผ่านกฎหมายการเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงการ ‘ประจำการ’ จากเดิมที่กำหนดไว้ 18 เดือน เป็น 24 เดือนขณะเดียวกันก็เพิ่มโทษการไม่เป็นทหาร ให้เข้มข้นมากขึ้นจากเดิมจำคุก 2 ปี เป็นจำคุก 5 ปี
ที่สำคัญ ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ระบุว่า กำลังจะพิจารณาเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงของชาติ และระบุด้วยว่า การมีกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ในครั้งนี้เพื่อ ‘เตรียมการปกป้องอธิปไตย’ของกัมพูชา
สถานการณ์ไทย-กัมพูชา กำลังเดินทางมาในจุดที่ต้อง ‘พร้อม’ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ‘รอบ 3’ได้ทุกเวลา และ‘คาดว่า’ ครั้งนี้จะ‘ทวีความรุนแรง’ ยิ่งกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา




