เรื่องมันมีอยู่ว่า กรณีบริษัท สเปกเตอร์ ซี ทำให้พรรคประชาชนต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะอาจจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกยุบครบ 7 ปีในเดือนกุมภาพันธ์นี้<>จัดรัฐบาลอย่างเข้มข้น ภูมิใจไทยส่งสายแท้บุรีรัมย์ โสภณ ซารัมย์ จองเก้าอี้ประธานสภา ฯ<> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
21ก.พ.ครบ7 ปียุบ‘อนาคตใหม่’
หวั่น‘สเปกเตอร์ซี’ทำ‘ซ้ำรอย’
อีก3วันจะครบ 7 ปีคดียุบ ‘พรรคอนาคตใหม่’ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563จากกรณี ‘เงินกู้ 191 ล้านบาท’
ย้อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกันดูซักนิด ระบุตอนหนึ่งว่า
‘การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรค ซึ่งตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดแหล่งที่มาไว้ในมาตรา 62 ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งไม่มีแหล่งที่มาจากกฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็น ‘เงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 62’ แม้ พ.ร.ป. นี้ไม่ได้บัญญัติห้ามการกู้เงินไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทำได้’
คำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดการ ‘ยุบพรรคอนาคตใหม่’ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีกับ กก.บห.ซึ่งมี11คนเป็นสส.อยู่ขณะนั้น อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรณิการ์ วานิช ฯลฯ
‘ปิดฉาก’พรรคอนาคตใหม่ที่มีอายุ 1 ปี 4 เดือน 18 วัน
ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญเดียวกันนี่แหละมีมติกรณี ‘อิลูมินาติ’ว่าไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
การยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิดจากการทำผิด พ.ร.ป.พรรคการเมือง และวันนี้พรรคประชาชน จากกรณี ‘สเปกเตอร์ ซี’ ก็กำลังถูกพูดถึงอย่างมากว่า ‘ส่อ’ ที่จะทำผิด พ.ร.ก.พรรคการเมืองและ ‘ส่อ’ที่จะผิดจนถึงขั้น ‘ยุบพรรค’
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ผู้มีประสบการณ์ตรงจาการถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ ‘ไอโอ’ ให้ทัศนะทางกฎหมายไว้ว่า
‘ในแง่พ.ร.ป.พรรคการเมือง อาจเข้าข่ายความผิดใน 2 มาตราคือ มาตรา 20 พรรคการเมืองจดทะเบียนแล้วต้องทำกิจกรรมการเมือง ห้ามทำธุรกิจแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน และมาตรา 92 หากพรรคใด ฝ่าฝืนทำกิจการต้องห้ามตามมาตรา 20 มีโทษสถานหนักคือ ยุบพรรคการเมือง โดยไม่ได้ดูกันแค่ว่าใครถือหุ้น หรือมีชื่อใครไม่มีชื่อใคร’
‘แต่มองอำนาจครอบงำกิจการ สมมุติว่าอำนาจครอบงำกิจการมาจากพรรคการเมือง จะเข้าข่าย มาตรา 92’
เชื่อขนมกินได้เลยว่า กรณีนี้จะมี ‘นักร้อง’ ไปยื่นให้กกต.ตรวจสอบแน่นอน และหากเข้าข่ายความผิด ‘ยุบพรรค’ เรื่องจะถูกส่งไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย

ดูร่องรอยที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่า ‘เสียวไส้’
ไม่รู้เหมือนกันนะว่าประวัติศาสตร์จะ ‘ซ้ำรอย’ หรือไม่
<<<<<>>>>>
‘โสภณ’เต็งหามคุมนิติบัญญัติ
ประธานสภา‘เมด อิน บุรีรัมย์’
แม้เจ้าตัวจะ ‘แบ่งสู้แบ่งรับ’ เรื่องการเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่หากดู ‘ภูมิหลัง’ทางการเมือง ทั้ง ‘คุณวุฒิ-วัยวุฒิ’ แล้วต้องบอกว่า ถ้าไม่ใช่ โสภณ ซารัมย์ ก็ไม่รู้แล้วหล่ะว่าจะเป็นใคร
โสภณ ปัจจุบันอายุ 67 ปี มีพรรษาทางการเมือง ‘ต่อเนื่อง’ มาตั้งแต่ปี 2544 ครั้งสังกัดพรรคชาติไทย จนมาพรรคไทยรักไทยในปี 2548 เรื่อยมาจนพรรคพลังประชาชน และ‘สุดท้าย’ การเป็น 1 ในผู้ริเริ่มทำการเมืองในนามพรรคภูมิใจไทย
ว่ากันว่า ‘โสภณ’ นั้นคือ คนวงในของการเมืองบุรีรัมย์ ครั้งที่อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามานั่งนายกฯจากกรณี ‘MOA’ กับพรรคประชาชน โสภณ ก็นั่งรองนายกรัฐมนตรี และฝากชื่อไว้กับการไฟเขียว ให้การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องไม่จำกัดการขายช่วง 11.00 น.- 14.00 น.อีกต่อไปด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่สอดคล้อง’ กับสังคมปัจจุบัน
‘ส่วนสำคัญ’อันหนึ่งของโสภณเพราะเป็นผู้แทนจากจ.บุรีรัมย์ และจัดอยู่ในประเภท ‘เมดอินบุรีรัมย์’ สายตรงเสียงของ ‘ครูใหญ่’ ระนาบเดียวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี คนใกล้ตัวอีกคนของ ‘ครูใหญ่’ ยังไงยังงั้น

ส่วนที่มีชื่อ ‘ลูกแบต’ ภราดร ปริศนานันทกุล นั้นอาจะเป็นเพราะครั้งทำหน้าที่ ‘รองปธ.สภา’ ผลงานเข้าหูเข้าตา แต่เชื่อว่า ‘ภราดร’ นั้นปรารถนาจะเป็น ‘เสนาบดี’ ซะมากกว่า
อย่างที่รู้กันประธานสภาฯ จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ซึ่งจะมีบทบาท ‘สำคัญ’ ในการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับใหม่’ ยิ่งมี ‘ประธานหมง’ หรือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งจะทำหน้าที่รองประธานฯรัฐสภาอีกด้วยนั้น จึงยิ่งกว่า ‘ล็อก 3 ชั้น’ การันตีได้แน่นอนว่า งานสภาจะไม่ ‘กระเพื่อม’ เหมือนอย่างที่ผ่านมา
ในอดีตบุรีรัมย์มีประธานสภาชื่อ ชัย ชิดชอบ มาแล้วก่อนหน้านี้ หากมี โสภณ ซารัมย์ ขึ้นมาทำหน้าที่ได้อีกครั้งแล้วหล่ะก้อ คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ชั่วโมงนี้ทางการเมืองต้องยก ‘นิ้วโป้ง’ให้และพูดว่า ‘นายแน่มาก’




