เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ ปั๊มน้ำมันกว่า 300 แห่งในปทุมธานี ภายใต้การดูแลของ นายกอบจ.ปทุมธานี ‘บิ๊กแจ๊ส’ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ลดราคาน้ำมันเล็กน้อยจาการงดเก็บภาษี แต่ได้ใจไปมากมาย ส่วนรัฐบาลที่ต้องดูแลยังไม่ขยับ <> วันที่ 6 เมษายน เป็นวันครบรอบการก่อตั้งของ 2 พรรค คือประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย แต่อายุห่างกันมากกว่า 70 ปี <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘บิ๊กแจ๊สโมเดล’ที่‘น้อยแต่มาก’
ชงอบจ.ทั่วปท.งดเก็บภาษีน้ำมัน
หลัง ‘บิ๊กแจ๊ส’ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เป็นประธานการประชุม‘หาข้อสรุป’มาตรการลดราคาน้ำมันช่วยประชาชน ซึ่งงานนี้มี ‘ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน’ ในพื้นที่จ.ปทุมธานีที่มีปั๊มน้ำมันรวมกัน 317 แห่งเข้าร่วม
ข่าวว่า ‘ข้อสรุป’ คือ ในข้อกฎหมายไม่มีปัญหา และผู้ประกอบการทุกแห่งยินดีร่วมมือ เท่ากับประชาชนจะเติมน้ำมันทุกประเภทได้ ‘ถูกลง’ 4.54 สตางค์ต่อลิตร ทั้งนี้ตามกระบวนการ วันที่ 8เมษายน จะขอการอนุมัติ คาดว่าวันที่ 10 เมษายน จะมีผลทันที
ทั้งนี้ จะเปิดให้ ‘รถทุกคัน’ เข้าเติมได้ตามปกติโดยไม่ต้องเช็ก ‘ทะเบียนรถ’ หรือ ‘บัตรประชาชน’เพื่อลดความล่าช้าและกระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ส่วนระยะจะยาวถึง6 เดือน
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ บอกว่า ‘เราตัดสินใจให้เป็นการลดแบบเปิดคือใครก็เติมได้ ไม่ต้องเช็กทะเบียนรถหรือบัตรประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายโดยจะลดราคาลง 4.54 สตางค์ต่อลิตร’
‘หากพบปั๊มน้ำมันกักตุนหรือทุจริต ได้สั่งนิติกรเตรียมลงพื้นที่จัดการทันที โดยจะมีการติดป้ายเบอร์โทรศัพท์ร้องเรียนไว้ที่ทุกหัวจ่าย’

งานนี้ ‘บิ๊กแจ๊ส’ บอกด้วยว่า ได้ผลักดันแนวคิดนี้เข้าที่ประชุมสมาคมอบจ. เพื่อ ‘ขยายผล’ ไปยังอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ถ้าจังหวัดไหนมีความพร้อมเรื่องงบประมาณ สามารถนำ ‘ปทุมธานีโมเดล’ไปใช้ได้เลย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตแบบนี้
ปัจจุบัน นายกสมาคมอบจ.แห่งประเทศไทยชื่อ อนุวัธ วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ นั่งหัวโต๊ะอยู่ ข่าวว่า มีหลายนายกอบจ.เริ่มขยับแบบ ‘ปทุมธานีโมเดล’ โดยเฉพาะในอบจ.ที่มีรายได้ เช่น อบจ.สมุทรสาคร ที่มี ‘ปลัดแต’ อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นนายกอบจ.อยู่
การปรับ 4.54 สตางค์ต่อลิตรนั้นเข้าลักษณะ ‘น้อยแต่มาก’ เพราะ ‘จำนวนเงิน’ ที่ปรับลดนั้น ‘นิดเดียว’ แต่ในแง่ของการช่วยเหลือ ที่ใครช่วยได้ก็ช่วยกันนั้นถือว่า ‘มากทีเดียว’
ย้อนกลับมาดูรัฐบาล ทั้ง ‘ค่าการกลั่น’ หรือ ‘ค่าการตลาด’ เรื่อยไปจนถึง ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ ซึ่งหลายคนบอกว่า หากจะลดลง ‘1 บาท’ นั้น ‘หน่อมแน้ม’ ไปหน่อย
การเมืองมันคือเรื่องของการ ‘ได้ใจ’ เมื่อได้แล้ว ‘ความน่าเชื่อถือ’ และ ‘ความร่วมมือ’ ก็จะตามมา ขนาดอบจ.ยังเฉือนเนื้อเดือนละ ‘4ล้านบาท’ งานนี้ รัฐบาล ‘อนุทิน 2’ จะเอา ‘หูไปนา ตาไปไร่’ได้อยู่อีกหรือ
<<<<<>>>>>
6 เม.ย.วันตั้งพรรค‘สีฟ้า-สีน้ำเงิน’
‘เหมือน-ต่าง’บน‘ถนนการเมือง’
ปีนี้ 2569 ในวันที่ 6 เมษายน พรรคสีฟ้า นามว่า ‘ประชาธิปัตย์’ ผู้มีคำขวัญประจำพรรคว่า ‘สัจจัง เว อมตะวาจา’ หรือ ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ จะมีอายุ 80 ปี ปีนี้ก็น่าจะมี ‘บรรยากาศ’ เฉกเช่นทุกปีในเงาของความ‘ฮือฮา’
แต่ปีนี้น่าจะ ‘คึกคัก’ กว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะการกลับมาของประชาธิปัตย์ หลังการเลือกตั้ง 8กุมภาพันธ์ แม้ในแง่ของ ‘ปริมาณ’ นั้นดูจะ ‘ผิดหวัง’ แต่หากในแง่ของ ‘โอกาสทางการเมือง’ ก็ต้องบอกว่า ปชป.ภายใต้การนำของ ‘อภิสิทธิ์ 2’ นั้น ‘ชัดเจน’ ในแง่ทิศทางและการทำหน้าที่ในบทบาท ‘ฝ่ายค้าน’ ซึ่งนั่นจะเป็น ‘สัญญาณ’ ที่จะบอกว่า ปชป.นั้น ‘เดินเลย’ เส้น ‘ความสูญพันธุ์’มาแล้ว
หันไปดูอีกพรรคที่แม้จะ ‘ตั้งพรรค’ มาได้ไม่นาน แต่ก็ต้องถือว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ทางการเมืองไปแล้ว สำหรับพรรคภูมิใจไทย เดิมก่อนหน้า ‘สารตั้งต้น’มันมาจาก ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ จนกลายมาเป็นพรรคภูมิใจไทย ที่จะ ‘ฉลอง’ ความสำเร็จในฐานะที่เป็น ‘แกนนำ’ จัดตั้งรัฐบาล
เดิมทีพรรคภูมิใจไทย วันก่อตั้งไม่ใช่ ‘6 เมษายน’ แต่พรรคที่มี ‘สีน้ำเงิน’ เลือกที่จะใช้เป็น ‘ก่อเกิด’พรรคเพราะฤกษ์ นั้น ‘มหามงคล’ อย่างยิ่ง
คำถามสำคัญคือ ในวันที่พรรคสีฟ้าที่ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ต้องเดินลง พรรคประชาธิปัตย์นั้นมี ‘ทายาท’ สืบต่อหัวหน้าพรรคแล้วหรือยัง ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทย ก็มีคำถามในทำนองเดียวกันว่า หลังจาก หัวหน้าหนูแล้วพรรคสีน้ำเงินจะมีใคร แต่ทั้งหมด ‘คำตอบ’ น่าจะอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ‘เลยเส้น’ พรรคเฉพาะกิจ ไปนานมากแล้ว แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยนั้นยังต้องให้ ‘เวลา’ พิสูจน์ว่า เมื่อ ‘2 คู่หู’ อย่าง ‘อนุทิน-เนวิน’ หมดไป ‘สีน้ำเงิน’ จะยังคงความเข้มข้นอยู่อีกหรือไม่
เพราะ ‘ประชาธิปัตย์’ นั้น ‘ขายพรรค ก่อนขายคน’ ขณะที่ภูมิใจไทยนั้น ‘ขายคน ก่อนขายพรรค’
พรรคการเมืองคือ ‘ยานพาหนะ’ ที่จะพา ‘นักการเมือง’ เพื่อเข้าสู่อำนาจ ซึ่งถือว่าเป็น ‘กลไก’สำคัญของระบอบประชาธิปไตย




