เรื่องมันมีอยู่ว่า กระทรวงเกษตรในมือ‘แดง-เขียว’ สุริยะ-ผู้กอง‘ปี่กับขลุ่ย’แก้น้ำท่วม เงินเยียวยา‘จุดสลบ’รัฐบาล‘หนู’ ขุด‘พูดแล้วทำพลัส’ถล่มสีน้ำเงิน

30 ก.ย. 2569 - 10:21

  • กระทรวงเกษตรยุคเพื่อไทยรับงบปรับปรุงระบบชลประทาน

  • แก้ปัญหาน้ำท่วมงบประมาณกว่า 3แสนล้านบาทจาก 2 โครงการ

  • การจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมกำลังกลายเป็นจุดตายของพรรคสีน้ำเงิน

เรื่องมันมีอยู่ว่า กระทรวงเกษตรในมือ‘แดง-เขียว’ สุริยะ-ผู้กอง‘ปี่กับขลุ่ย’แก้น้ำท่วม เงินเยียวยา‘จุดสลบ’รัฐบาล‘หนู’ ขุด‘พูดแล้วทำพลัส’ถล่มสีน้ำเงิน

เรื่องมันมีอยู่ว่า   กระทรวงเกษตรฯ ยุคเพื่อไทยรีเทิร์น มีโครงการแก้ปัญหาน้ำ 2 โครงการงบประมาณ 3 แสนล้านบาท  ต่อไปจะได้ความร่วมมือของ ‘แดงกับเขียว’ <> การจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมกำลังกลายเป็นจุดตายของพรรคสีน้ำเงิน <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

กระทรวงเกษตรในมือ‘แดง-เขียว’

สุริยะ-ผู้กอง‘ปี่กับขลุ่ย’แก้น้ำท่วม

ราว 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ได้ยิน ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกรัฐบาล แถลงว่า ที่ประชุมครม.‘อนุมัติ’ ให้กระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานภายใต้การกำกับดูแลของ ‘เดอะซัน’ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ทำ‘โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง’ กรอบวงเงิน 95,000 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี (ปีงบประมาณ2570 – 2575) เพื่อ ‘เพิ่มประสิทธิภาพ’ การบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัย ‘ซ้ำซาก’ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือส่วนหนึ่งเป็น ‘เงินกู้’ 76,507.29 ล้านบาท (ร้อยละ 80.53) และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินงบประมาณ 18,492.71 ล้านบาท (ร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

ระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลง‘อ่าวไทย’โดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี ‘ความพร้อม’และไม่มีปัญหาการ ‘รุกล้ำ’

ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ โครงการนี้มี‘กรมชลประทาน’เป็นเจ้าภาพ ครอบคลุมคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวราวๆ460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัดสระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกทม.ทั้งหมดจะช่วย‘เพิ่มความสามารถ’ในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ระยะเวลาโครงการ 6 ปีที่ว่ามานั้นหาก‘แล้วเสร็จ’คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้ถึง 10,000 ล้านบาท ป้องกันทั้งน้ำท่วมชุมชน และเขตเศรษฐกิจสำคัญกว่า 258,000 ไร่ อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17  ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

เห็นโครงการแล้ว ‘ได้กลิ่นความเจริญ’ ขึ้นมาทันที ล่าสุดหลังการประชุมครม.นัด ‘วันหยุดพิเศษ’ นายกฯ และรมว.มหาดไทย ‘นายกฯหนู’ ระบุว่า ได้‘อนุมัติ’ โครงการ ‘ชัยนาท -ป่าสัก- อ่าวไทย’ซึ่งเป็น ‘อภิมหาโปรเจ็กต์ด้านน้ำ’ วงเงิน1.65 แสนล้านบาท ระยะเวลา 8 ปี ตามข้อมูลโครงการนี้จะใช้ ‘เงินกู้’ ส่วนจะ‘กู้’จากในประเทศ-ต่างประเทศรอฟังรายละเอียดกันต่อไป

เฉพาะ 2โครงการในมือกระทรวงเกษตรฯยุค ‘สีแดง’ ก็ปาเข้าไปกว่า 300,000 ล้านบาท ท่ามกลางข่าวการ ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’กันทั้งบ้านทั้งเมือง

ยิ่งได้ยิน ‘ผู้กองยอดรัก’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรฯ ที่เพิ่งถูกเพื่อน ‘ขับ’ ออกจาก ‘ฝ่ายค้าน’ มายืนเป็น ‘ฝ่ายคอย’ ลงพื้นที่หัวหน้าพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรฯ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ช่วย‘น้ำท่วม’ ช่วงหนึ่งระบุว่า

‘ฝากไปยังกรมชลประทานว่า หลายคนมีประสบการณ์และเคยทำงานร่วมกับผมมาก่อน จึงอยากให้สานต่อแนวทางและแผนงานที่เคยมีการวางไว้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือไม่ได้ทำงานร่วมกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยให้แผนงานที่เคยจัดทำไว้ต้องสูญหายหรือหยุดชะงักเพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล’

เห็นท่าทีทั้งแกนนำ‘สีแดง’ และแกนหลัก‘สีเขียว’มีท่วงทำนอง‘เข้ากัน’ยิ่งกว่า ‘ ปี่กับขลุ่ย’ แล้ว ‘ใจคอไม่ค่อยดี’ ยังไงชอบกล

<<<<<>>>>> 

เงินเยียวยา‘จุดสลบ’รัฐบาล‘หนู’

ขุด‘พูดแล้วทำพลัส’ถล่มสีน้ำเงิน

ระหว่างการรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นอกจากวลี ‘รวยไม่ไหวแล้ว รวยจนต้องร้องขอชีวิต’ ที่หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ไป ‘สัญญาปากเปล่า’ไว้กับประชาชนแล้ว หลายต่อหลายนโยบายที่ภูมิใจไทยได้ ‘ภูมิใจ’ เสนอ กำลังตาม ‘หลอกหลอน’ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา ‘ภัยธรรมชาติ’1ใน ‘4 ภัย’  ที่ ‘นายกฯหนู’ ตั้งเป้าหมายในการแก้ไขไว้

1 ใน‘พูดแล้วทำพลัส’ ที่ ‘หาเสียง’ ไว้คือ  ‘กองทุนภัยพิบัติ’ และการใช้ AI ตรวจจับ สภาพอากาศเพื่อ ‘แจ้งเตือน’ ได้ทันท่วงที

กรณี AI ตรวจจับสภาพอากาศ นั้น‘ล่าสุด’ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยืนว่านายโครงการ Tomorrow.io นั้น ยังไม่ได้เข้าครม.และข่าวที่มีการเผยแพร่ออกมานั้นเป็น‘ข่าวปลอม’พร้อมอธิบายว่า และขอให้ใช้วิจารณญาณแต่ยืนยันว่า โครงการนี้เป็นเพียงการทำ POC (การวิเคราะห์ความเป็นไปได้) ที่ได้มีการแถลงและศึกษาประโยชน์จากดาวเทียมต่ำและวงโคจรต่ำที่มีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยวิเคราะห์และเชื่อมข้อมูลซึ่งทำตั้งแต่‘รัฐบาลสมัยที่แล้ว’ และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจริง แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ หรือดำเนินโครงการใด ๆ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่าง‘ศึกษาเพิ่มเติม’

‘มีนโยบายในการพัฒนาระบบการพยากรณ์อากาศจริงด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแต่ยังไม่ได้สรุปว่า รูปแบบใดแต่ยืนยันว่า มีนโยบายอย่างแน่นอนในการพัฒนาศักยภาพของกรมอุตุนิยมวิทยา’นายไชยชนก กล่าว

ขณะที่ ‘กองทุนภัยพิบัติ’ ซึ่งจะเกี่ยวกับการ ‘เยียวยา’ ซึ่งครั้งนั้นพรรคภูมิใจหาเสียงไว้ว่า ‘นโยบายกองทุนภัยพิบัติ พรรคภูมิใจไทย เสนอแนวทางพร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์’ ด้วยการตั้ง‘กองทุนภัยพิบัติ’ ให้เป็น‘สิทธิพื้นฐาน’ของทุกครัวเรือน รัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันกองทุนภัยพิบัติ เมื่อเกิดภัย AI ตรวจจับข้อมูล จ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท

หลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา‘นายกฯหนู’ เปิดเผยว่าครม.อนุมัติงบกลางฉุกเฉินปี 2569 วงเงิน 4,000 ล้านบาทน่าจะเพียงพอในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่เฉพาะ กทม.ขณะที่การเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาทนั้นต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมายซึ่งพื้นที่และหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการดูแล

อย่างที่รู้กัน ‘ประกันภัยภัยพิบัติ’ ที่รัฐบาลทำมาก่อนหน้านี้นั้น จะมีผลในวันที่ 1ตุลาคมที่จะถึงนี้ ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกกว่า ‘3 วัน 3 คืน’ เมื่อ 25-27 กันยายนนั้นเข้าเกณฑ์9,000บาท ซึ่งจะใช้เกณฑ์นี้ ‘เหมือนกัน’ ทั่วประเทศหากประสบภัย ‘น้ำท่วม’

ระหว่าง 9,000 บาทกับ100,000 บาทนั้น ‘ต่างกันมาก’ และหลายพื้นที่ยังมี ‘น้ำท่วมสูง’ อย่างในกทม.ซึ่ง ผู้ว่าฯชัชชาติ เพิ่งปลด 21 เขตอกจากพื้นที่ภัยพิบัติ ขณะที่อีก 29 เขตยัง‘รอการระบาย’และหลายพื้นที่น่าจะใช้เวลานานถึง7วัน

ขณะที่ ‘ลุ่มภาคกลาง’ ตั้งแต่จ.นครสวรรค์ลงมา‘หลายพื้นที่’ จมน้ำมานานแล้ว ขณะที่ภาคตะวันออก ตั้งแต่ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ก็กำลังเจอกับ ‘น้ำมาก’ ส่วนภาคตะวันตก แถว จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ ‘ท้ายเขื่อน’ เรื่อยมาถึงราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร กำลังเจอกับ ‘น้ำเขื่อน’  มิหนำซ้ำกทม.ซึ่งมีปัญหาระบายน้ำอยู่แล้วยังเจอ ‘น้ำหนุน’ เข้าไปอีก พูดๆง่ายๆก็คือ สถานการณ์ยัง‘ไม่นิ่ง’

แล้วจะ ‘แยกแยะ’ อย่างไรว่า อะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลัง ซึ่งจะมี ‘ผล’ ต่อเงินเยียวยาเพราะ ‘น้ำท่วม’ นั้นเป็นสถานการณ์ต่อเนื่อง

หากจับอารมณ์ผู้คนที่ ‘หงุดหงิด’ กับการบริการจัดการน้ำของรัฐบาลแล้วจะพบว่า ‘พลุ่งพล่าน’มาก และหากการเยียวยายังบริหารจัดการไม่ดีคงยิ่งจะเพิ่มความไม่พอให้เพิ่มมากขึ้น และที่ผ่านมา การเยียวยามักจะมี ‘เสียง’ ที่ไม่อยากได้ยินตามไล่หลังมาทุกครั้ง

การ ‘เยียวยา’ ผู้ได้รับผลกระทบ เรื่อยไปจนถึงการ‘ฟื้นฟู’ นี่แหละจะเป็น ‘จุดสลบ’ ของรัฐบาล ‘พูดแล้วทำพลัส’ อาจจะไม่ถึงกับพัง แต่จะ ‘เสียรังวัด’ แบบ ‘กู่ไม่กลับ’ กันเลยทีเดียว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์