เรื่องมันมีอยู่ว่า อสมท แดนสนธยาชื่อนี้ยังคงใช้ได้ จากกรณี อสมท , เพลย์เวิร์ค และ กสทช. ในการจ่ายเงินชดเชยจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ <>การก้าวขึ้นมาเป็นพรรคเบอร์หนึ่งของภูมิใจไทย ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นโมเดลเดียวกับพรรคไทยรักไทยที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่ไม่ได้บอกว่าสุดท้ายเป็นอย่างไร จบสวยหรือไม่<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘ทุนเทา’ใน‘อสมท’
เงิน‘ร้อน’ 3,200 ล้าน
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายนปีที่แล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ( กสทช.) จ่ายเงินให้บริษัทเพลย์เวิร์ค เป็นเงิน 2.157 .22 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ตั้งแต่วันที่11 เมษายน 2564 และให้ชดใช้เงิน 1,078 .61 ล้านบาท แก่ บมจ. อสมท
แหล่งข่าวจาก กสทช. ชี้แจงกับ สำนักข่าว Next News ซึ่งเป็นผู้กระจายข่าวคำพิพากษาศาลปกครองกลางว่า เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบด้านการเงินต่อ กสทช. เพราะบอร์ด กสทช. มีมติจ่ายเงิน 3 .2 พันล้านบาท ให้อสมท เป็นค่าเยียวยาที่เรียกคืน คลื่น 2600 MHZ จาก อสมท
ซึ่งที่ผ่านมาก็จ่ายให้ อสมท เป็นงวดๆอยู่แล้ว แต่บริษัทเพลย์เวิร์คอยากให้ กสทช. จ่ายตรงให้ เพลย์เวิร์คครึ่งหนึ่งเลย ไม่ต้องไปรอรับจากอสมท แต่กสทช. ไม่เห็นด้วย เพราะกสทช. ไม่ใช่คู่สัญญากับ เพลย์เวิร์ค คู่สัญญาคืออสมท จะจ่ายเท่าไรอสมท เป็นคนกำหนด กสทช. ไม่เกี่ยว
เพลย์เวิร์ค จึงฟ้องศาลปกครองให้บังคับสำนักงาน กสทช. และ อสมท ชดใช้เงินรวม 17,543 .96 ล้านบาท รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 โดยจ่ายตรงไม่ผ่าน อสมท เป็นที่มาของคำพิพากษาข้างต้น
เรื่องเงินค่าคลื่น 2600 Mhz จำนวน 3,200 ล้านบาท ที่กสทช. จ่ายให้ อสมท เป็น‘ค่าชดเชย’ การเรียกคืนคลื่น เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิคของ‘ขบวนการหาผลประโยชน์โดยมิชอบ’ที่ทำกันอย่างเงียบๆ และเป็น ‘เงินร้อน’ ที่ทำให้ อสมท ไม่มีกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ มา 4 ปีกว่าแล้ว เพราะไม่มีใครอยาก ‘เสี่ยง’ ติดคุกติดตตะราง เพราะเรื่องนี้
เรื่องมันมีอยู่ว่า อสมทได้รับการจัดสรรคลื่น 2600 Mhz จากกรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งแต่ยังไม่มี กสทช. อสมท เอาคลื่นนี้ไปทำเคเบิ้ลทีวี โดยให้สัมปทานกับบริษัทไอบีซี ของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่อมาซีพี ซื้อกิจการไปรวมกับ ยูบีซี และภายหลังกลายเป็น ทรูวิชั่นส์
นอกจากนั้นยังให้สัมปทานกับ ไทยสกาย ด้วย
ต่อมาสัมปทานทรูวิชั่นส์ หมดอายุไป ส่วนไทยสกายขาดทุนเลิกกิจการ คลื่น 2600 Mhz เลยว่าง
เพลย์เวิร์คนั้น เคยได้สัมปทานเคเบิลทีวี จาก อสมท บนคลื่น 2600 Mhz เหมือนกัน แต่ถูก กสทช. ในยุค ‘สุภิญญา กลางณรงค์’ เป็น กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์เบรกไว้ เพราะไม่ได้ขออนุญาติเป็นผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์ต่อ กสทช.
แต่หลังจากนั้นเพลย์เวิร์คยื่นหนังสือขอให้ กสทช. พิจารณาใหม่ บอร์ดกสทช. เสียงข้างมาก ‘กลับลำ’ เฉยเลย อนุญาตให้ เพลย์เวิร์ค ทำเคเบิลทีวี บนคลื่น 2600 Mhz ได้ แต่เพลย์เวิร์คไม่ได้ทำ
เมื่อ อสมท ไม่ได้ใช้คลื่น 2600 Mhz แล้ว กสทช. เลยขอคืนคลื่น เพื่อไปประมูลทำ 5 จี โดยเยียวยาค่าเสียหายให้ 3,200 ล้านบาท
จู่ ๆ ตอนกลางปี 2561 เพลย์เวิร์คกับอสมท ในยุค ‘เขมทัตต์ พลเดช’ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ก็ประกาศจับมือกันทำ ทีวีอินเตอร์เน็ต บนคลื่น2600 Mhz แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า กสทช. จะเรียกคืนคลื่น แต่รู้ด้วยว่าจะมี‘ค่าเยียวยา’ เลยประกาศลงทุนตัดหน้า
เหมือนนักค้าที่ดินรู้ว่า กรมทางหลวงจะตัดถนนผ่านตรงไหน ก็ไปดักซื้อที่ราคาถูกๆรอไว้ ฟันค่าเวนคืน แต่กรณีของเพลย์เวิร์คมากกว่านั้น เพราะ‘ไม่ได้ลงทุน’อะไรเลย แต่จะขอแบ่งค่าเวนคืน คลื่นครึ่งหนึ่งกับ อสมท ด้วย
ถามจริงๆ เถอะ มีใครในประเทศนี้เคยเห็นทีวีอินเตอร์เน็ต หรือแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง ของเพลย์เวิร์ค บ้างคนใน อสมท ก็ไม่เคยมีใครเคยเห็นสัญญา
ถ้าตรงไป ตรงมา ค่าเวนคืนคลื่น 2,600 Mhz จำนวน3,200 ล้านบาท ต้องเป็นรายได้ของ อสมท ผู้เดียว และเรื่องจบไปนานแล้ว แต่เพราะไม่ตรงไปตรงมา มันจึงคารังคาซังมาตั้งสี่ห้าปี และจึงมีความพยายาม‘แบ่งค่าเวน’คืนคลื่นครึ่งหนึ่ง 1,600 ล้านบาท ให้ เพลย์เวิร์ค โดยผอ. อสมท เขมทัตต์ ข้ามหัวบอร์ด ทำหนังสือแจ้งกสทช. ว่า จะแบ่งค่าคลื่นครึ่งหนึ่งให้เพลย์เวิร์ค ทั้งๆที่ อสมท จะแบ่งให้ใคร เท่าไร ไม่เกี่ยวกับ กสทช. เลย
แต่ดูเหมือน ผอ. เขมทัตต์ จะรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เลยต้องทำหนังสือขอความเห็นจาก กสทช. เป็นเกราะป้องกันเผื่อไว้ แต่ กสทช. ในยุคที่‘ฐากร ตัณฑสิทธิ์’ เป็นเลขาธิการ เหมือนจะรู้ทัน เลยตอบมาแค่ว่า ‘รับทราบ’ ว่า อสมท จะแบ่งเงินให้ เพลย์เวิร์ค 1,600 ล้านบาทเท่านั้น
การแบ่งเงิน 1,600 ล้านบาท ให้เพลย์เวิร์ค เป็นการตัดสินใจของเขมทัตต์คนเดียว ซึ่งบอร์ด อสมท ในปี 2563 เห็นว่า ‘ผู้อำนวยการไม่มีอำนาจ’ และเป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ของ อสมท บอร์ด 6 คน จากทั้งหมด 12 คน ‘ยื่นใบลาออก’ทันที
การแบ่งเงินให้เพลย์เวิร์คครึ่งหนึ่งของเงินเยียวยาที่ อสมท ได้รับจาก กสทช. จึงหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะไม่ใช่มติบอร์ด แต่เป็นการตัดสินใจของกรรมการผู้อำนวยการคนเดียว
กสทช. จ่ายค่าเวนคืนคลื่นเป็นงวดๆ จากเงินที่เอกชนจ่ายเป็นค่าประมูลคลื่น งวดแรกจ่ายเมื่อปี 2563 จำนวน 146 ล้านบาท เพลย์เวิร์ครับไปแล้วครึ่งหนึ่ง 73 ล้านบาท ในยุคที่สิโรฒม์ รัตนามหัธนะ เข้ามารักษาการผอ. อสมทเพียง 6 เดือน
งวดที่ 2 จำนวน 600 ล้านบาท กำหนดจ่ายเมื่อปีที่แล้ว กสทช. ทำเช็คสั่งจ่ายไว้แล้ว แต่จนถึงป่านนี้ ไม่รู้ว่าอสมท ไปรับเช็คมาหรือยัง เพราะไม่มี ผอ. ตัวจริงมานานแล้ว และถ้าไปรับเช็ค ใครจะกล้าแบ่งครึ่งหนึ่ง ให้เพลย์เวิร์ค เพราะไม่มีมีมติบอร์ด ให้ทำอย่างนั้น เป็นการตัดสินใจของ เขมทัตต์คนเดียว
เพลย์เวิร์คนั้น คิดว่า ตัวเองต้องได้เงินชดเชย 17,000 ล้านบาท ดังที่ระบุไว้ในคำร้องต่อศาลปกครอง และต้องการรับตรงจาก กสทช.ทีเดียว ไม่ใช่รอ อสมท แบ่งให้เป็นงวดๆ ละครึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลปกครองแม้จะไม่ได้สั่งให้ กสทช. จ่ายเงินให้เพลย์เวิร์ค 17,000 ล้านบาท แต่ให้มากกว่าที่เพลย์เวิร์คพึงจะได้ คือได้ 2.1 พันล้านบาท เท่ากับ 65 % มากกว่า อสมท ที่ได้น้อยกว่าคือ 1.08 พันล้านบาท ไม่ใช่ได้เท่ากันคนละครึ่ง
ไม่รู้ว่า เพลย์เวิร์ค มีอะไรดีนักหนา
<<<<<>>>>>
‘มุ้งการเมือง’ในภูมิใจไทย‘ห้ามมี’
‘ประกาศิต’ที่‘อนุทิน’ประกาศกร้าว
คนเล่นการเมืองเป็น เขาจะเล่นเป็นเกมๆไป ‘คอการเมือง’ พูดไว้อย่างนั้น และเชื่อแน่เหลือเกินว่าแกนนำระดับ ‘ทีมบริหารพรรคภูมิใจไทย’ มีหรือที่จะไม่เข้าใจใน‘วิถี’ ความเป็นไปในการบริหารงานการเมือง
ระหว่างการประชุมสส.ครั้งแรก มีบรรยากาศไม่ต่างอะไรกับการต้อนรับน้องใหม่ ทักทายเพื่อนเก่า แต่สาระสำคัญช่วงหนึ่งที่ ‘หัวหน้าหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล บอกกับสื่อและน่าจะส่งสัญญาณระดับ ‘5G’ ให้ได้ยินกันถ้วนทั่วว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่มี ‘มุ้งการเมือง’ แต่หากจะมีก็มีได้ ‘มุ้งเดียว’ คือ ‘มุ้งอนุทิน’

หลายคนบอกว่า ‘ครูใหญ่’ และ ‘หัวหน้าหนู’ ซึ่งในอดีตคือส่วนหนึ่งของพรรคไทยรักไทย เอา‘สูตรน้ำจิ้ม’มาจาก ทักษิณ ชินวัตร ที่เริ่มตั้งพรรคแบบ ‘น้ำดี’ แต่ต่อมาภายหลังก็ตระหนักว่า การเมืองมันคือ ‘คณิตศาสตร์’ การมาของกลุ่ม ‘วังน้ำเย็น’ ของนักปั้นนายกฯอย่างเสนาะ เทียนทอง จึงเกิดขึ้นรวมไปถึงสารพัด บ้านใหญ่ บ้านเล็กบ้านน้อย
หลังชัยชนะแบบ ‘ขาด’ ก็เกิดปฏิบัติการรวมพรรคทั้ง ความหวัง เสรีธรรมและชาติพัฒนา ระหว่างการบริหารงาน ‘4ปีเต็ม’ ของทักษิณ ชินวัตร เกิดสภาพการเมืองในลักษณะ‘มุ้ง’ เกิดขึ้น
วังน้ำเย็น ,วังน้ำยม ,วังบัวบาน ,วังพญานาค ,พ่อมดดำ,นกแล ฯลฯ ก็ล้วนเป็นการบริหารจัดการการเมือง ‘ภายใน’ ทั้งสิ้น
ข้อดีคือ ‘คุมกัน’ เป็นมุ้งหรือบางฝ่ายเรียกว่า‘ซุ้ม’ว่า ‘คอก’ แต่บางฝ่ายก็มองว่า ‘ข้อเสีย’ ก็มี โดยเฉพาะการ ‘ต่อรอง’ ผลประโยชน์ทางการเมืองจะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง แม้สมัย‘ทักษิณ’ จะไม่มีปัญหา ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ด้วยเพราะว่า เกิดสภาพที่เรียกว่า ‘จัดสรร’ กันลงตัว
นักวิชาการหลายคนบอกว่า ‘ภูมิใจไทย’ วันนี้สภาพก็ไม่ต่างกัน และเชื่อว่า ‘ที่สุด’ วงจรต่อรองจะกลับมา ของอย่างนี้มีหรือที่ ‘อนุทิน’ จะไม่ตระหนัก
การ‘ไร้มุ้ง’ คนละเรื่องกับการ‘ไร้การต่อรอง’ แต่ที่ ‘หน.หนู’ พูดนั้นคือการจะบอกว่า เราจะอยู่กันแบบ ‘พูดคำไหนเป็นคำนั้น’
บางคนบอกว่าบางครั้ง ‘ความสำเร็จ’ ก็คือ ‘ความล้มเหลว’ ได้เหมือนกันหากไม่เข้าใจ ‘ยุคสมัย’และ ‘สถานการณ์’
การเมืองคือเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวเป็นประโยคที่ ‘พูดง่าย’ แต่ ‘ทำยาก’
‘บรรหาร-ชวลิต-ทักษิณ’ ที่ ‘อนุทิน’ ได้สัมผัสมา เชื่อเหลือเกินว่าจะมีการ ‘จัดการใหม่’ เกิดขึ้นส่วนจะจัดการใหม่แล้วจะแก้ปัญหา ‘เก่าๆ’ ได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถือเป็น ‘งานช้าง’ใน ‘ปีม้า’ ของผู้ชายที่ชื่อเล่นว่า ‘หนู’โดยแท้



