เรื่องมันมีอยู่ คนเก่า คนแก่ ของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ไทยรักไทย จาตุรนต์ ฉายแสง กับ สุทิน คลังแสง กลับเงียบสงบ หรือมีบทบาท คาดกันว่าเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อไทยจะขาดทั้งฉายแสง และคลังแสง <> จับตา สว.กับการสรรหา 2 กกต.ใหม่ ที่ดูเหมือนว่าชัดเจนทั้งคนเลือก และคนที่ผ่านการสรรหา <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ฉงน‘จาตุรนต์’ทิ้งเก้าอี้เพื่อไทย
ไฉน‘สุทิน’เงียบเชียบ‘ผิดปกติ’
นั่งเก้าอี้ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้เดือนนิดๆ จู่ๆ ‘อ๋อย’ จาตุรนต์ ฉายแสง ก็ทิ้งเก้าอี้ด้วยการอ้างเหตุผลว่า
1.แกนนำของพรรคได้ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว การมอบให้มาทำหน้าที่จึงเปรียบเสมือน‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’
2. ต้องไปร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมเป็นต้นไป
ที่น่าสนใจคือในท้ายหนังสือระบุว่า
‘เนื่องจากในสัปดาห์นี้ พรรคจะมีกิจกรรมสำคัญๆ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ จึงยังจะไม่เปิดเผยหรือชี้แจงเรื่องการลาออกต่อสาธารณชนจนกว่าการจัดกิจกรรมของพรรคจะผ่านพ้นไปเสียก่อน’
ที่บอกว่าน่าสนใจคือ การนั่งเก้าอี้กุนซือต่อไปก็สามารถทำได้ โดยที่ไม่จำเป็น ‘ต้องทิ้งเก้าอี้’ ไปในตอนนี้ แต่จู่ๆทำไม ‘จาตุรนต์’ เลือกให้การ ‘ลาออก’ ปรากฏเป็นข่าว หรือ จะมีอะไร ‘เซอร์ไพรส์’ ก่อนที่จะเกิดการรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 28 ธันวาคมที่จะถึงนี้

ถ้าจำกันได้ ก่อนหน้านี้ ‘จาตุรนต์’ เคยมีแนวคิดจะตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อ ‘พรรคเส้นทางใหม่’
ขณะที่อีกคน ที่ถึงชั่วโมงนี้ แทบจะไม่ได้ยินเสียง นั่นคือ สุทิน คลังแสง อดีตรมว.กลาโหม ที่นับวันจะ ‘เงียบเชียบ’ ลงไปทุกที ถ้าจำก่อนหน้านี้ได้อีกเช่นกัน ‘สุทิน’ เคยมีข่าวจะไปทำพรรคการเมือง ตามแนวทางของตัวเอง แต่สุดท้ายเกิดปรากฏการณ์ไม่มาตามนัด แผนการเลยถูก ‘พับไป’
ล่าสุดปรากฏข่าวว่า ทั้ง ‘ฉายแสง’ อย่าง จาตุรนต์ และ ‘คลังแสง’ อย่างสุทิน มีชื่ออยู่ใน ‘บัญชีรายชื่อ’ ของพรรคเพื่อไทยแบบเรียงตามตัวอักษร แต่นั่นก็ไม่ได้เป็น ‘หลักประกัน’การจะอยู่หรือการจะไป หากมีการตัดสินใจใน ‘นาทีสุดท้าย’ เกิดขึ้น
ท่ามกลางความคึกคักของพรรคเพื่อไทยที่ได้ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็น ‘แคนดิเดต’ นายกฯเบอร์1 แต่เหตุไฉนและน่าฉงน ที่ขุนพลฝีปากกล้า ทั้ง 2 คน กลับตกอยู่สภาพ ‘ไร้การเคลื่อนไหว’
ตราบใดที่ยังไม่มีการสมัคร อะไร ๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นก็ได้ทั้งนั้น เพราะเส้นทางประชาธิปไตยรอบนี้มี ‘บัตร3ใบ’ ให้ได้ใช้สิทธิ์กันครั้งแรกในประเทศไทยเลยเชียวนะจะบอกให้
<<<<<>>>>>>
ส.ว.เดินเครื่องหา‘2กกต.ใหม่’
‘สีน้ำเงิน’เด่นมาแต่ไกล
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมได้เผยแพร่ ประกาศ เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ สาระสำคัญคือ
วาระ1 การให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 2 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ คือ นายสุชาติ สุนทรีเกษม อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และนายมนูภาน ยศธแสนย์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ข่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า จะให้ความเห็นชอบทั้ง 2 คนหรือแค่ชื่อเดียวหรือจะไม่ให้ความเห็นชอบเลย
วาระ 2 คือ การพิจารณา‘ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ’ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกกต.ใหม่ 2คน ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ คือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า และกรมขนส่งทางบก กับนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
ข่าวว่าเมื่อที่ประชุมสว.ตั้งคณะกรรมาธิการฯแล้ว ก็จะใช้เวลา 30วัน จากนั้นจึงจะส่งรายงานให้วุฒิสภาประชุมลับเพื่อลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบเข้าไปเป็นกกต.ต่อไป
คาดว่า แม้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ นายจิรุตม์ และนายมณฑล ให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นกกต.แต่ก็คงเข้าไปทำหน้าที่ ‘หลัง’ มีการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ‘เสร็จสิ้น’ ไปแล้ว
ตามขั้นตอนของกกต. หลังการเลือกตั้ง กกต.จะพิจารณารับรอง ‘ผลการเลือกตั้ง’ รวมทั้งจะแจก ‘ใบเหลือง-ใบแดง’ ก็ช่วงนั้นนั่นแหละ
สำหรับนายจิรุตม์ ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมายในกระทรวงคมนาคม ว่ากันว่าสมัยศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั่ง รมว.คมนาคม ก็เป็นคนผลักดันให้จิรุตม์ขยับออกจากรองปลัดไปเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เป็นกรมใหญ่ของกระคมนาคม
ส่วนนายมณฑล อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ถือเป็นอดีตบิ๊กข้าราชการคนดังที่มากด้วยคอนเน็คชั่นทางการเมืองและธุรกิจ โดยอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยาวนานร่วม 7 ปี หลัง ครม.มีการต่ออายุให้ คือตั้งแต่ปี 2555-2563 โดยไม่เคยถูกเด้งหรือถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง
นายมณฑลเคยสมัครเป็น กกต.มาแล้ว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก จนเมื่อมีการรับสมัคร กกต.อีกรอบ นายมณฑลก็มาสมัครและผ่านเข้ารอบสุดท้ายถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภาพิจารณา
พูดง่าย ๆ คือ ‘สีน้ำเงิน’ เด่นมาแต่ไกล ทั้ง ‘คนเลือก’ และคนที่ ‘ผ่านการสรรหา’ เข้ามา อะไรมันจะขนาดนั้น


