เรื่องมันมีอยู่ว่า แม้จะมีคนเดียวแต่เสียงดัง ฟังชัด ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าซัดกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจคนเดียว และหนักหน่วง<> ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงการถอนเงินสดช่วงหาเสียงกว่า 1.6 แสนล้านบาท ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
เมื่อพรรคสีส้มปะทะ‘ชูวิทย์’
ได้กลิ่นความเจริญกันหรือยัง
ตลอดทั้งสัปดาห์กับการเปิดตัว ‘มืออาชีพ’ ด้านต่างๆ หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือการโชว์ตัว ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวง และแน่นอนทั้งหมดถูก ‘ขมวดปม’ ในวันที่ 11 มกราคาม เมื่อ ‘เดอะ เท้ง’ หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง
‘วันนี้หน้าที่ของผมในฐานะแคนดิเดตนายกฯมีหน้าที่มาประกาศว่า เราพร้อมแล้ว ซึ่งเจตจำนงทางการเมือง เราพร้อมแล้วทั้งทีมบริหาร บุคลากรที่มีความเหมาะสม เราพร้อมแล้วทั้งนโยบายและแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน แต่วันนี้หลายท่านที่ได้กลิ่นความเจริญ ความเจริญนี้ มันพัดมาพร้อมกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทุกท่านช่วยกันทํามาตั้งแต่ปี 2562 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ ทุกท่านที่อยู่ในประเทศไทย ช่วยกันเป็นกังหันลม ทําให้สายลมนี้มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ’
ตลอดทั้ง ‘สัปดาห์’ ที่ผ่านมา ผู้ช่วยหาเสียงอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทิ้ง ‘คีย์เวิร์ด’ สำคัญนั่นคือ การ ‘ขอโอกาส’ ขณะที่ ‘เดอะทิม’ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ ‘ต่อมความรู้สึก’ ทำงานช้าไปราว 3 ปี ออกมา ‘เสียใจ-ขอโทษ’ กับวลีที่ ‘หลอกหลอน’พรรคสีส้มที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม’ แม้จะ ‘ฟังไม่ขึ้น’ แต่ก็ยังดีกว่า ‘ตีกรรเชียงหนี’ เหมือนที่ผ่านมา
ความแรงของพรรคสีส้มวันนี้ กี่โพลต่อกี่โพลที่เผยแพร่กันออกมา ล้วนมี ‘ทิศทาง’ เหมือนกันใน 2กรณีคือ
กรณีแรก พรรคสีส้มยังนำ โดยมีพรรคสีน้ำเงินตามมาด้วยอัตราเร่งที่สูงมาก
อีกกรณีคือ ‘คนที่ยังไม่ตัดสินใจ’ มีมากกว่า20%
แต่สำหรับชายชื่อชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ระยะหลัง ‘วิจารณ์’ พรรคสีส้มโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ‘ทำไมชูวิทย์ต่อต้านพรรคส้ม’ เนื้อหาดูเด็ดเผ็ดมันส์ตามสไตล์ ‘คนอาบน้ำร้อน’ ทางการเมืองกว่า20ปีมาก่อน

‘ผมต่อต้านพรรคส้มโดยมีธนาธรเป็นตัวบงการหลัก จึงต้องเน้นไปที่ธนาธร ไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ของพรรคส้ม ธนาธรไปตกลงดีลลับกับอนุทิน ในการสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย อนุทินได้เป็นนายกฯ แลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 4 เดือน แล้วยุบสภา
ผมไม่ได้มองว่าอนุทินไม่เหมาะสม แต่มันเป็นเรื่องของหลักการเพราะผมรู้ทันว่าเป็นการ‘พายเรือ’ให้หนูนั่งนายกฯ (โพสต์ไว้เมื่อ 30 สิงหาคม 2568)
วันที่ 1 กันยายน 2568 ผมโพสต์ ‘พรรคประชาชนเสียงแตก’ เพราะมีคนในพรรคส้มไม่เห็นด้วยกับการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ตั้ง ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ มันผิดหลักการ
2 กันยายน 2568 โพสต์เน้น ‘ยุบสภาเป็นไฟต์บังคับ ดีกว่าปล่อยอนุทินเป็นนายก’ โดยขณะนั้นเพื่อไทยยื่นข้อเสนอ ‘หากเลือกเพื่อไทยยุบสภาทันที’
พอถึง 4 กันยายน 2568 เท้งหัวหน้าพรรคส้ม ประกาศสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ และบอกว่าตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล ยอมไปเป็นฝ่ายค้าน ผมได้โพสต์อีกในวันเดียวกันหลังทราบผลว่า ‘เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ’
นี่คือสิ่งที่ผมเตือนมาตลอดว่าเป็น ‘ก้าวที่ผิดพลาด ครั้งใหญ่ของพรรคส้ม’แต่พรรคส้มไม่ฟังใคร ดื้อรั้น จนมองข้ามผู้สนับสนุนพรรคส้มด้วยการเอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ไปมอบให้อีกฝั่ง (อนุรักษ์นิยม) ที่ว่าเป็นการเมืองเก่า ด้วยความสมยอมของตัวเอง
หลังจากอนุทินยุบสภา พรรคส้มไปจัดปิกนิก ‘ขอโทษประชาชน’ แต่ไม่ได้ขอโทษที่เลือกพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน กลับกลายเป็นขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จแทน นอกจากดื้อรั้นแล้ว ยังไม่ยอมรับความจริงอีก แล้วธนาธรยังมาขอโอกาสจากประชาชนให้สนับสนุนต่อ
ผมบอกว่า ‘พรรคส้มทำผิดพลาดโดยไม่ฟังคำเตือนจากผู้สนับสนุน ด้วยความอ่อนประสบการณ์จนโดนหลอก แล้วยังมาขอโอกาสอีกครั้ง เดี๋ยวจะทำพังอีก’ แต่ธนาธรย้อนว่า ‘ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้ประเทศฉิบหายมาถึงทุกวันนี้’
ดูเอาแล้วกัน นี่หรือคือ ‘การเมืองใหม่’ ที่ธนาธรขายฝันให้บรรดาผู้สนับสนุน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผมไม่สามารถสนับสนุนบุคคลนี้ได้อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่พังล้วนเกิดจากปากธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้มทั้งสิ้น
มันเป็น ‘ความรั้น’ ของคนรวย เสียนิสัยที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก
‘ชูวิทย์’ แม้จะ ‘เสียงเดียว’ แต่ ‘เสียงดัง’ นะจะบอกให้
<<<<<>>>>>>
ธปท.แจงข่าวถอนเงินสด1.6แสนล.
พรรคปชน. ‘มั่ว’ หรือจงใจปั่นข่าว
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ชี้แจงข้อเท็จจริง ‘กระแสข่าว’ การถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในช่วงเดือนกันยายน 2568 ไว้ว่า
‘เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บ และใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม’
ธปท.ระบุด้วยว่า ในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด โดย ธปท. จะบริหารจัดการควบคุมการสำรองเงินสดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน ที่รวมความต้องการเงินสดที่ปกติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย
หากเป็นไปตามที่ธปท.ชี้แจงออกมาก็แสดงว่า นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนที่โพสต์เฟซบุ๊กว่า
‘เงินสด 160,000 ล้านบาทถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง’ มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆมากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่ ผมเลยไปเปิดข้อมูลสถิติ ธนบัตรของ แบงก์ชาติ แล้วสิ่งที่เห็นน่า ตกใจมาก ในขณะที่เราประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด cashless society จาก กรกฎาคม 2568 – พฤศจิกายน 2568 ธนบัตรที่ ‘ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ’รวม 160,816 ล้านบาท
‘เจตนา’ ของข่าวนี้ต้องการจะ ‘จุดพลุ’ เรื่องการซื้อเสียง ซึ่ง‘ร่ำลือ’ ทุกครั้งของการเลือกตั้งว่า ใช้เงินกันมโหฬาร เอาเฉพาะ ‘ตามกติกา’ ที่กกต.ต้องตรวจสอบและกฎหมายให้ใช้นั้น สส.เขคนละไม่เกิน 1.9 ล้านบาท ถ้าพรรคการเมืองส่ง 400 เขตก็ปาเข้าไป 760 ล้านบาท ขณะที่ สส. บัญชีรายชื่อใช้ได้ไม่เกิน 44 ล้านบาท ยังไง ‘ประชาธิปไตย’ ก็ต้อง ‘ใช้เงิน’
สิ่งที่ ‘น่ากลัว’ กว่าการ ‘ซื้อเสียง’ คือประสิทธิภาพในการ ‘จัดการ’ ของกกต.ซะมากกว่า
ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาปี 2566 มีเรื่องร้องเรียนที่ กกต.รับไว้พิจารณา 128 คำร้อง จากผู้ถูกร้อง395คนใน 11 พรรคการเมือง แต่ ‘เชื่อมั้ย’ ส่วนใหญ่ได้รับการ ‘วินิจฉัย’ จากกกต.ว่าไม่ผิด 360 คน ผิด35คน
สิ่งที่ ‘สังคมสุจริต’ อยากเห็นจาก กกต.ในเร็ววันนี้คือ ‘น้ำยา’ ไม่ใช่ ‘ขนมจีน’ อย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้


