เรื่องมันมีอยู่ว่า อภิสิทธิ์ ชัดเจน‘ไม่เอา’กล้าธรรม ณัฐพงษ์‘ไม่กล้า’ตอบตรงๆ , กกต.‘ขึงขัง!’หวังสกัดขายฝัน ตั้งทีมคุมนโยบาย‘ประชานิยม’

23 ธ.ค. 2568 - 23:45

  • พรรคการเมืองประกาศจุดยืนชัดเจน ผสมกับใครได้บ้าง

  • ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมกล้าธรรม ส่วนพรรคส้มไม่ชัดเจน

  • กกต.วางกรอบคุมเข้มนโนบายประชานิยมหาเสียง

เรื่องมันมีอยู่ว่า  อภิสิทธิ์ ชัดเจน‘ไม่เอา’กล้าธรรม ณัฐพงษ์‘ไม่กล้า’ตอบตรงๆ  , กกต.‘ขึงขัง!’หวังสกัดขายฝัน  ตั้งทีมคุมนโยบาย‘ประชานิยม’

เรื่องมันมีอยู่ว่า ไม่ต้องอ้อมค้อม พรรคการเมืองประกาศจุดยืนชัดเจน ผสมกับพรรคไหนได้บ้าง รู้กันตั้งแต่เนิ่น ๆ ประชาธิปัตย์ประกาศชัดไม่เอากล้าธรรม ส่วนพรรคส้มยังตอบเลี่ยง ๆ <>การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมแบบลมปาก ถูก กกต.คุมเข้ม ตั้งคณะกรรมการจาก 8 หน่วยงานตรวจสอบละเอียดยิบ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

อภิสิทธิ์ ชัดเจน‘ไม่เอา’กล้าธรรม

ณัฐพงษ์‘ไม่กล้า’ตอบตรงๆ

ได้ข้อสรุปแล้วว่า ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติ ซึ่งถือเป็น ‘ครั้งแรก’ในหน้าประวัติศาสตร์ ชาติไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นจะใช้งบประมาณในการ ‘จัดการ’จำนวน 8,978 ล้าน ถือเป็น ‘เม็ดเงิน’ ก้อนมหาศาลเลยทีเดียว

แต่ยังไม่ทัน ‘รับสมัครเลือกตั้ง’  ก็เริ่มมีการประกาศ ‘จุดยืน’ เรื่องการจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกันเกิดขึ้น ท่ามกลางการประเมินของทุกฝ่ายที่ ‘เชื่อว่า’ หลังการเลือกตั้งจะมี ‘รัฐบาลผสม’เกิดขึ้นแน่นอน ส่วนจะผสมกัน ‘กี่พรรคการเมือง’ ถึงตอนนี้ยากที่จะจะประเมิน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม  แสดงจุดยืนตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เลี่ยงไปมาเหมือนพรรคอื่น ๆ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม แสดงจุดยืนตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เลี่ยงไปมาเหมือนพรรคอื่น ๆ

 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปวิดีโอเผยแพร่ท่าทีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคบนเวที ดีเบตสักตั้ง ของไทยรัฐ แชนแนล  ในประเด็นที่พิธีกรถามหัวหน้าพรรคทุกพรรคที่ไปขึ้นเวทีว่า   จะรวมหรือไม่รวมกับใครไหม ดังนี้

มีอภิสิทธิ์คนเดียว ที่ตอบชัด ๆ

‘วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว หนึ่งเรื่องนะครับว่า ด้วยประวัติของผู้นำแคนดิเดตนายกฯ ที่มีประวัติในเรื่องของคดีที่ร้ายแรง และมีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง สแกมเมอร์ที่เป็นภาพปรากฏออกมาในเรื่องของ MOU ผมขอพูดว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรมได้ครับ’

ชัดเจนตรงไปตรงมา  ไม่มีกั๊ก สอคล้องกับนโยบายพรรค ‘ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น’

ผิดกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ   ‘หัวหน้าเท้ง’  ของพรรคประชาชน ซึ่งประกาศนโยบาย   ‘มีเราไม่มีเทา’   ที่ตอบกว้างๆว่า

‘ถ้าพรรคไหนมีนักการเมืองที่มีส่วนพัวพันกับเรื่องสีเทาเรายอมรับไม่ได้หากจะตั้งรัฐบาลร่วมด้วย’

พอพิธีกรซักว่า  พอจะมีชื่อพรรคไหมครับ  หัวหน้าเท้งเลี่ยงว่า ‘ผมอาจพูดไม่ได้  อาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง เดี๋ยวโดนใบแดงครับ’

โถ!!!!  พี่เท้ง กฎหมายเลือกตั้ง ห้ามใส่ร้าย ป้ายสี ‘ไม่ได้ห้ามแสดงเจตจำนง’ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคไหน   

ยังไม่ตัดสินใจ  เพราะยังดูไม่ออกว่า พรรคไหนเทาไม่เทา ก็บอกมาตรงๆก็ได้  ไปอ้างข้อกฎหมายพื้นๆ ผิดๆถูกๆ  ‘เสียชื่อ’  ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 หมด

ท่าทีแบบแทงกั๊กของณัฐพงษ์  กับความชัดเจนของอภิสิทธิ์ ต่อพรรคการเมืองสีเทา น่าจะทำให้กลุ่มตัวอย่างการสำรวจคะแนนนนิยมทางการเมือง ที่ ‘ ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร เป็นนายกฯ และพรรคใดเป็นรัฐบาล’ ที่สูงกึง 40 กว่า %  ตัดสินใจได้มากขึ้นว่า ควรจะกาบัตรให้ใคร เลือกพรรคไหน

คำถามสำคัญคือ ทำไมพรรคการเมืองต้องแสดง‘จุดยืน’ให้ชัดว่า ตัวเองจะพร้อมหรือไม่พร้อมที่ทำงานกับพรรคการเมืองไหน แน่นอน ‘จุดยืน’ จะเป็นตัวสำคัญในการช่วยให้ ‘ประชาชน’ได้ตัดสินใจว่า หาก‘หย่อนบัตร’ ไปแล้ว ‘หน้าตารัฐบาล’ ในอนาคต จะใช่อย่างที่ตัดสินใจไปแล้วหรือไม่

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ผลการสำรวจทุกโพล ระบุตรงกันว่า ‘ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ’ เลือกทั้งพรรคทั้งตัวบุคคลและตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ‘มีสัดส่วนสูงมาก’ ซึ่งตรงนี้ถือเป็น ‘เค้กก้อนสำคัญ’ที่บรรดาพรรคการเมืองต้องช่วงชิง

ที่พรรคสีฟ้า ประกาศอย่างชัดเจนแต่‘ไก่โห่’ว่า ถ้าต้อง ‘ร่วมรัฐบาล’หากมีพรรคกล้าธรรม จะต้อง

‘ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์’   ถือเป็นเรื่อง ‘เด็ดขาด’

ยี่ห้อ อภิสิทธิ์ นั้นชัดเจนมาตลอดบนเส้นทางการเมืองเพราะ ‘พูดคำไหนเป็นคำนั้น’ เชื่อขนมกินได้

<<<<<>>>>>>

กกต.‘ขึงขัง!’หวังสกัดขายฝัน

ตั้งทีมคุมนโยบาย‘ประชานิยม’

เมื่อวาน (23 ธันวาคม)ในการจัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนในประเด็นการเลือกตั้งสส.มี ‘หลายเรื่อง’น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ย้ำถึงการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหรือนโยบายประชานิยมว่า

นโยบายหาเสียงที่ต้องใช้เงิน  ต้องมีการ ‘รายงาน’ กกต.โดยนโยบายต้องมีรายละเอียดวงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ความคุ้มค่าและประโยชน์ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยง ต้องมีการกำหนดข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน และส่งให้ กกต.ทราบได้ตั้งแต่บัดนี้ หรืออย่างช้าที่สุดก่อนการเลือกตั้ง 20 วันหรือประมาณวันที่ 10 มกราคม 2569 ซึ่งขณะนี้‘ยังไม่มี’ พรรคการเมืองใดส่งนโยบายมาให้ กกต.

ตามทางก็คือ เมื่อ กกต.ได้รับนโนบายของพรรคการเมืองแล้ว ครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบประกอบด้วยผู้แทน 8 หน่วยงานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินการเศรษฐกิจ ดังนี้  

1.กระทรวงการคลัง

2.กระทรวงพาณิชย์

3.สำนักงบประมาณ

4.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

5.ธนาคารแห่งประเทศไทย

6.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

7.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 8. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

หากพบว่าพรรคการเมืองเสนอไม่ครบถ้วนก็จะแจ้งให้‘แก้ไข’  ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 มีพรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงมาให้ กกต. 743 นโยบาย และ กกต.ได้สั่งให้แก้ไข 10 พรรคการเมือง โดยทุกพรรคให้ความร่วมมือ

‘ครั้งนี้เราจะเข้มกว่าทุกครั้ง เราแจ้งให้พรรคการเมืองไปแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร มีการส่งแบบฟอร์มให้กรอก เราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบนโยบายจึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (24 ธันวาคม) ทั้ง 8 หน่วยงานจะส่งรายชื่อตัวแทนมายัง กกต.และเมื่อ กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งก็จะมีการประชุมทันที เพื่อจะกำหนดกรอบการทำงาน’

วีระ ยี่แพร รองเลขา กกต. กล่าวว่า ส่วนการทำประชามติ กกต.ต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ ‘นอกเขต’ ซึ่งจะลงทะเบียน 3 วัน อาจเป็นช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2569

ช่วงเวลาดังกล่าวจะทับซ้อนกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร ที่ กกต.เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 จึงเกรงว่าหากประชาชนไม่ลงทะเบียนแต่เนิ่นๆ และไปลงทะเบียนในช่วง 3 วันสุดท้ายอาจทำให้ ‘ระบบล่มได้’

‘จึงขอให้ประชาชนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้รีบลงทะเบียนก่อน และหากจะใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องไปออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้น ก็ค่อยไปลงทะเบียนในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม’

การเลือกตั้ง ‘รอบนี้’ ความน่าสนใจ ‘สูงสุด’ จึงอยู่ที่นโยบายของบรรดาแต่ละพรรคการเมือง ที่พากัน ‘ขายฝัน’ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย ต้องถือว่า มาถูกทางแล้วหล่ะครับ กกต.

<<<<<<>>>>>

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์