เรื่องมันมีอยู่ว่า ไม่ต้องอ้อมค้อม พรรคการเมืองประกาศจุดยืนชัดเจน ผสมกับพรรคไหนได้บ้าง รู้กันตั้งแต่เนิ่น ๆ ประชาธิปัตย์ประกาศชัดไม่เอากล้าธรรม ส่วนพรรคส้มยังตอบเลี่ยง ๆ <>การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมแบบลมปาก ถูก กกต.คุมเข้ม ตั้งคณะกรรมการจาก 8 หน่วยงานตรวจสอบละเอียดยิบ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
อภิสิทธิ์ ชัดเจน‘ไม่เอา’กล้าธรรม
ณัฐพงษ์‘ไม่กล้า’ตอบตรงๆ
ได้ข้อสรุปแล้วว่า ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติ ซึ่งถือเป็น ‘ครั้งแรก’ในหน้าประวัติศาสตร์ ชาติไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นจะใช้งบประมาณในการ ‘จัดการ’จำนวน 8,978 ล้าน ถือเป็น ‘เม็ดเงิน’ ก้อนมหาศาลเลยทีเดียว
แต่ยังไม่ทัน ‘รับสมัครเลือกตั้ง’ ก็เริ่มมีการประกาศ ‘จุดยืน’ เรื่องการจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกันเกิดขึ้น ท่ามกลางการประเมินของทุกฝ่ายที่ ‘เชื่อว่า’ หลังการเลือกตั้งจะมี ‘รัฐบาลผสม’เกิดขึ้นแน่นอน ส่วนจะผสมกัน ‘กี่พรรคการเมือง’ ถึงตอนนี้ยากที่จะจะประเมิน

เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปวิดีโอเผยแพร่ท่าทีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคบนเวที ดีเบตสักตั้ง ของไทยรัฐ แชนแนล ในประเด็นที่พิธีกรถามหัวหน้าพรรคทุกพรรคที่ไปขึ้นเวทีว่า จะรวมหรือไม่รวมกับใครไหม ดังนี้
มีอภิสิทธิ์คนเดียว ที่ตอบชัด ๆ
‘วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว หนึ่งเรื่องนะครับว่า ด้วยประวัติของผู้นำแคนดิเดตนายกฯ ที่มีประวัติในเรื่องของคดีที่ร้ายแรง และมีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง สแกมเมอร์ที่เป็นภาพปรากฏออกมาในเรื่องของ MOU ผมขอพูดว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรมได้ครับ’
ชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่มีกั๊ก สอคล้องกับนโยบายพรรค ‘ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น’
ผิดกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ‘หัวหน้าเท้ง’ ของพรรคประชาชน ซึ่งประกาศนโยบาย ‘มีเราไม่มีเทา’ ที่ตอบกว้างๆว่า
‘ถ้าพรรคไหนมีนักการเมืองที่มีส่วนพัวพันกับเรื่องสีเทาเรายอมรับไม่ได้หากจะตั้งรัฐบาลร่วมด้วย’
พอพิธีกรซักว่า พอจะมีชื่อพรรคไหมครับ หัวหน้าเท้งเลี่ยงว่า ‘ผมอาจพูดไม่ได้ อาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง เดี๋ยวโดนใบแดงครับ’
โถ!!!! พี่เท้ง กฎหมายเลือกตั้ง ห้ามใส่ร้าย ป้ายสี ‘ไม่ได้ห้ามแสดงเจตจำนง’ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคไหน
ยังไม่ตัดสินใจ เพราะยังดูไม่ออกว่า พรรคไหนเทาไม่เทา ก็บอกมาตรงๆก็ได้ ไปอ้างข้อกฎหมายพื้นๆ ผิดๆถูกๆ ‘เสียชื่อ’ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 หมด
ท่าทีแบบแทงกั๊กของณัฐพงษ์ กับความชัดเจนของอภิสิทธิ์ ต่อพรรคการเมืองสีเทา น่าจะทำให้กลุ่มตัวอย่างการสำรวจคะแนนนนิยมทางการเมือง ที่ ‘ ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร เป็นนายกฯ และพรรคใดเป็นรัฐบาล’ ที่สูงกึง 40 กว่า % ตัดสินใจได้มากขึ้นว่า ควรจะกาบัตรให้ใคร เลือกพรรคไหน
คำถามสำคัญคือ ทำไมพรรคการเมืองต้องแสดง‘จุดยืน’ให้ชัดว่า ตัวเองจะพร้อมหรือไม่พร้อมที่ทำงานกับพรรคการเมืองไหน แน่นอน ‘จุดยืน’ จะเป็นตัวสำคัญในการช่วยให้ ‘ประชาชน’ได้ตัดสินใจว่า หาก‘หย่อนบัตร’ ไปแล้ว ‘หน้าตารัฐบาล’ ในอนาคต จะใช่อย่างที่ตัดสินใจไปแล้วหรือไม่
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ผลการสำรวจทุกโพล ระบุตรงกันว่า ‘ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ’ เลือกทั้งพรรคทั้งตัวบุคคลและตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ‘มีสัดส่วนสูงมาก’ ซึ่งตรงนี้ถือเป็น ‘เค้กก้อนสำคัญ’ที่บรรดาพรรคการเมืองต้องช่วงชิง
ที่พรรคสีฟ้า ประกาศอย่างชัดเจนแต่‘ไก่โห่’ว่า ถ้าต้อง ‘ร่วมรัฐบาล’หากมีพรรคกล้าธรรม จะต้อง
‘ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์’ ถือเป็นเรื่อง ‘เด็ดขาด’
ยี่ห้อ อภิสิทธิ์ นั้นชัดเจนมาตลอดบนเส้นทางการเมืองเพราะ ‘พูดคำไหนเป็นคำนั้น’ เชื่อขนมกินได้
<<<<<>>>>>>
กกต.‘ขึงขัง!’หวังสกัดขายฝัน
ตั้งทีมคุมนโยบาย‘ประชานิยม’
เมื่อวาน (23 ธันวาคม)ในการจัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนในประเด็นการเลือกตั้งสส.มี ‘หลายเรื่อง’น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ย้ำถึงการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหรือนโยบายประชานิยมว่า
นโยบายหาเสียงที่ต้องใช้เงิน ต้องมีการ ‘รายงาน’ กกต.โดยนโยบายต้องมีรายละเอียดวงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ความคุ้มค่าและประโยชน์ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยง ต้องมีการกำหนดข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน และส่งให้ กกต.ทราบได้ตั้งแต่บัดนี้ หรืออย่างช้าที่สุดก่อนการเลือกตั้ง 20 วันหรือประมาณวันที่ 10 มกราคม 2569 ซึ่งขณะนี้‘ยังไม่มี’ พรรคการเมืองใดส่งนโยบายมาให้ กกต.
ตามทางก็คือ เมื่อ กกต.ได้รับนโนบายของพรรคการเมืองแล้ว ครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบประกอบด้วยผู้แทน 8 หน่วยงานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินการเศรษฐกิจ ดังนี้
1.กระทรวงการคลัง
2.กระทรวงพาณิชย์
3.สำนักงบประมาณ
4.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
5.ธนาคารแห่งประเทศไทย
6.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
7.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
8. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
หากพบว่าพรรคการเมืองเสนอไม่ครบถ้วนก็จะแจ้งให้‘แก้ไข’ ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 มีพรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงมาให้ กกต. 743 นโยบาย และ กกต.ได้สั่งให้แก้ไข 10 พรรคการเมือง โดยทุกพรรคให้ความร่วมมือ
‘ครั้งนี้เราจะเข้มกว่าทุกครั้ง เราแจ้งให้พรรคการเมืองไปแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร มีการส่งแบบฟอร์มให้กรอก เราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบนโยบายจึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (24 ธันวาคม) ทั้ง 8 หน่วยงานจะส่งรายชื่อตัวแทนมายัง กกต.และเมื่อ กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งก็จะมีการประชุมทันที เพื่อจะกำหนดกรอบการทำงาน’
วีระ ยี่แพร รองเลขา กกต. กล่าวว่า ส่วนการทำประชามติ กกต.ต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ ‘นอกเขต’ ซึ่งจะลงทะเบียน 3 วัน อาจเป็นช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2569
ช่วงเวลาดังกล่าวจะทับซ้อนกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร ที่ กกต.เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 จึงเกรงว่าหากประชาชนไม่ลงทะเบียนแต่เนิ่นๆ และไปลงทะเบียนในช่วง 3 วันสุดท้ายอาจทำให้ ‘ระบบล่มได้’
‘จึงขอให้ประชาชนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้รีบลงทะเบียนก่อน และหากจะใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องไปออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้น ก็ค่อยไปลงทะเบียนในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม’
การเลือกตั้ง ‘รอบนี้’ ความน่าสนใจ ‘สูงสุด’ จึงอยู่ที่นโยบายของบรรดาแต่ละพรรคการเมือง ที่พากัน ‘ขายฝัน’ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย ต้องถือว่า มาถูกทางแล้วหล่ะครับ กกต.
<<<<<<>>>>>


