เรื่องมันมีอยู่ว่า ประชาธิปัตย์เล่นเกมทายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แข่งกับชัชชาติ สิทธิพันธุ์มาหลายวัน จนกองเชียร์ส่ายหน้า เวลานี้ได้มา 2 ชื่อ รอเลือกว่าจะส่งใครลงชนกำแพงในสนามเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม.<> ขึ้นนโยบายประหยัดพลังงานมาตั้งแต่เริ่มงาน ได้เวลาเปิดโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ 800,000 ดวงทั่วประเทศ ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ได้เวลา‘สีฟ้า’ถึงเวลา‘เปิดตัว’
กับภารกิจพา‘ปชป.’กลับกรุง
ในที่สุด ค่ายสีฟ้าประชาธิปัตย์ก็ได้ตัว ‘ผู้สมัคร’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคจนได้ แม้จะมี 2ชื่อ ‘ตีคู่’ กันมาระหว่าง อนุชา บูรพชัยศรี อดีต ‘ศิษย์เก่า’ ค่ายสีฟ้า ที่‘ไหลออก’ ไปฝึกวิชาการเมือง ผ่านมาแล้วหลายพรรคทั้งพลังประชารัฐ จนทำหน้าที่ ‘โฆษกรัฐบาล’ สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่อยไปจนพรรครวมไทยสร้างชาติ และภูมิใจไทย ล่าสุดเพิ่งลาออกจากผู้สมัครสส.บัญชีรายขื่อ ก่อนจะกลับ ‘บ้านเก่า’
อนุชา นั้นเป็น ‘ลูกเขย’ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯกทม.ที่รับไม้ต่อมาจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่า ฯ กทม.2 สมัยผู้โด่งดัง
ขณะเดียวกันชื่อของ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ผู้เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอ LINE ประเทศไทย รวมถึงเคยทำงานกับ Google ประเทศไทย ที่สำคัญ ดร.พิเชษฐ์ นั้นเคยเป็นเลขานุการของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ซึ่งหากนับ ‘ความคุ้นเคย’ ดร.พิเชษฐ์ ก็จัดอยู่ในประเภท ‘คนวงใน’ คนหนึ่งเช่นกัน

สนามกทม.ถือเป็น ‘เดิมพัน’ ทางการเมือง สนามสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ผู้พาพรรคค่ายสีฟ้า ‘รอดพ้น’ จากสภาพ ‘สูญพันธุ์’ ทางการเมืองในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แต่ ‘ภารกิจ’ ของหัวหน้ามาร์คยังไม่จบแค่นั้น เพราะภารกิจสำคัญที่รออยู่คือการ ‘ขยายพันธุ์’ การเมืองสุจริต สัตย์ชื่อ มืออาชีพ หรือสร้างพรรคให้กลับมาเป็น ‘ทางเลือก’ ของสังคมไทยอีกครั้ง
‘คนรุ่นใหม่’ หรือคนที่เดินเข้าพรรคจึงเป็นเรื่องสำคัญและจะเป็น ‘ดัชนี’ ที่จะบอกว่า ค่ายสีฟ้านั้นยังจะไปต่อในสนามการเมืองได้อยู่อีกหรือไม่ ฉะนั้น ‘หวย’ น่าจะออกที่ ดร.พิเชษฐ์ อย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามที่สำคัญคือ ค่ายสีฟ้าจะ ‘ขายอะไร’ ให้คน กทม.อันนี้ต่างหากที่ ‘น่าติดตาม’ เพราะ ‘ชัชชาติ’ ขายผลงาน 4 ปีที่ทำมา และอาสาจะทำต่อ ขณะที่พรรคส้ม ขาย ‘กรุงเทพฯง่ายๆ’ พร้อมการทำงานเป็นทีมเวิร์ค
สำหรับประชาธิปัตย์ สำหรับ อภิสิทธิ์ ที่ทั้งชีวิตการเมืองน่าจะ ‘รู้จัก’ คนกทม.ดีกว่าใคร แถมอดีต ‘คนของพรรค’ ก็เคยทำหน้าที่แก้ปัญหากทม.มาก่อน ประกอบกับ ‘ผู้สมัคร’ ที่มีประสบการณ์ ทั้ง ‘วงนอก-วงใน’ ดูไปดูมาก็ ‘ลงตัว’ อยู่ไม่น้อย
งานนี้ ประชาธิปัตย์ แม้จะ ‘มาช้า’ แต่ก็ถือว่า ‘มาแล้ว’ วันที่ 16 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ได้รู้กัน
<<<<<>>>>>>
‘พิพัฒน์’ชูเปลี่ยนหลอด8แสนดวง
หวัง‘ทางหลวงชนบท’ประหยัดไฟ
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมได้‘สบายใจ’ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะถูกใช้อย่าง ‘คุ้มค่า’ทุกบาททุกสตางค์จะตกอยู่กับประชาชนคนไทย งานนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้สั่งตั้ง ‘หน่วยงานพิเศษ’ ภายใต้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อ ‘คุมเข้ม’ การใช้เงินดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
200,000 ล้านบาทแรก จะใช้สำหรับการเยียวยา ซึ่งส่วนนี้ไม่น่าที่จะมีปัญญาอะไร ผ่านโครงการที่เรียกว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แต่ที่ดูจะเป็น ‘กังวล’ กันคือส่วนหลังซึ่งจะใช้ในการทำโครงการเพื่อ ‘เปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ของชาติ ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติโดยเฉพาะ‘น้ำมัน’
‘หน่วยงานพิเศษ’ นี้มีขึ้นเพื่อป้องกันข้อครหาว่ารัฐบาลสีน้ำเงินกำลัง ‘กู้มาโกง’
วันก่อนได้ยิน ‘โกเกี๊ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ไปให้นโยบายกรมทางหลวงชนบท (ทช.) แล้วพูดถึงโครงการระยะเร่งด่วน ‘2 บิ๊กโปรเจกต์’ สร้างสะพานที่ครม.อนุมัติแล้ว อย่างโครงการ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา-อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งปัจจุบัน ทช. ได้ผู้ชนะทั้ง 2 โครงการเรียบร้อยแล้ว คาดว่า จะลงนามในสัญญาได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ก่อสร้าง 3 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572
ทั้ง 2 โครงการนี้จะ‘เป็นหน้าเป็นตา’ เพื่อรองรับการประชุมครม.สัญจร จ.สงขลา ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนที่จะถึงนี้
นอกจากนี้ ‘พิพัฒน์’ ยังพูดถึงโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ Thailand Riviera วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท ที่แบ่งออกเป็น 5 ระยะนั้น ได้แก่
ระยะที่ 1 เส้นทางสมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร 514 กิโลเมตรที่ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ
ระยะที่ 2 ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา ระยะทางประมาณ 600 กม.ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสนับสนุนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 70 ล้านบาท
ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เส้นทางสมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กม. (ช่วงที่ 2) เส้นทางเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทาง 350 กม.
ระยะที่ 4 เส้นทางสงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส
ระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทางระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล) ระยะทางรวม 600 กม.
แต่ที่ ‘น่าสนใจ’ จนถึงหยุดคิดคือ แผนทยอย ‘เปลี่ยนหลอดไฟ’ ส่องสว่างเดิมใช้งานมานานและเสื่อมสภาพเป็นหลอดแอลอีดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว จากการสำรวจพบว่ามีหลอดไฟต้องเปลี่ยนประมาณ 800,000 ดวง ใช้งบประมาณเฉลี่ยดวงละมากกว่า10,000บาท
เอาตัวเลขกลมๆแค่ 10,000 บาทต่อ 1 ดวง นี่เล่นจะเปลี่ยน 800,000 ดวง คูณไปก็ได้แระมาณ 8,000ล้านบาท ถือว่า ‘มหาศาล’ ไม่ใช่น้อย
ถ้าจำได้ ทช.นี่แหละที่ ‘ดับไฟถนน’ เพื่อสนับสนุนนโยบาย ‘ประหยัด’ พลังงงานของรัฐบาลจนกลายเป็น ‘ดราม่า’ กันมาแล้ว
ก็ได้แต่หวังว่าโครงการ ‘เปลี่ยนหลอดไฟ’ คงไม่ใช้ ‘เงินกู้’ เพื่อเปลี่ยนผ่าน‘พลังงาน’ วงเงิน 200,000 ล้านบาทมาทำโครงการนะ!!!




