เรื่องมันมีอยู่ว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาภาพลักษณ์ประเทศอย่างรวดเร็ว และเข้มข้นกว่าที่เคยทำมา จากกรณีแอร์โฮสเตสถูกจับขนยาเสพติดที่ออสเตรเลีย ต้องมีเจ้าภาพชัดเจน และตามจับตัวการใหญ่ให้ได้<>มิตรภาพที่ยาวนาน ไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป ความคุกรุ่นของ ‘หนู-เน’ เริ่มมีร่องรอยให้ติดตามมากขึ้น มีควันย่อมต้องมีไฟ แต่จะลุกลามหรือไม่ต้องคอยดู <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ใหญ่กว่า‘รับหิ้ว’คือ‘ศูนย์ส่งออก’
ไทยกับภาพเมืองหลวงยาเสพติด
ตื่นกัน ‘ยกแผง’ จากกรณี ‘รับหิ้ว’ ของแอร์โฮสเตสสาวการบินไทย ที่ถูกหน่วยปราบยาเสพติดแดนจิงโจ้ ออสเตรเลีย ‘จับได้’ ที่บอกว่า ‘ตื่น’ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ‘ขยับ’ กันพรึ่บพรับ
ทั้งการบินไทย คมนาคม ป.ป.ส. ไปจนถึงรัฐบาลซึ่งเอาเข้าจริงๆเวลานี้ หากถามว่าใครคือ ‘โต้โผ’หลักในการปราบปรามยาเสพติด ก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมาก็เห็น ‘ยุติธรรม’ เป็นข่าวมากกว่าใครเพื่อน
‘แอร์โฮสเตส’ จะเป็น ‘เหยื่อ’ หรือไม่นั้นอยู่ที่การสอบสวนของป.ป.ช. แต่ที่แน่ๆคือ ประเทศไทยและกรงเทพมหานคร นั้นเป็นการ ‘ศูนย์กลาง’การส่งออก-การพักยาเสพติดอย่างที่ปรากฏข่าวจากสื่อ ‘ต่างประเทศ’ ก่อนหน้านี้ไปแล้ว แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมา ‘ตอบโต้’ ว่า เป็น ‘ข้อมูล’ ที่คลาดเคลื่อน แต่ทั้งหมด ‘จบลง’ หลังเครือข่าย ‘ขายยา’ ใช้การ ‘รับหิ้ว’ เป็นช่องทางผ่านยา

ต้องแยกระหว่าง ‘แอร์โฮสเตส’ สาวชาวจ.พะเยา กับ การแก้ไขปัญหายาเสพติดในภาพรวม กรณีแรกจะ ‘ล้อมคอก’ ด้วยมาตรการที่เข้มข้นแบบ ‘เลิก’ ให้เกียรติกันยังไงก็ว่ากัน แต่ในกรณีภาพใหญ่‘ความเข้มข้น’ ของการปราบปรามจากรัฐบาลต้อง ‘เข้มข้นขึ้น’ กว่านี้ ไม่งั้นเอากันไม่อยู่แน่
ข่าวจับยาเสพติดประเภท‘ปลาซิว’ ปรากฏเป็น ‘ข่าวสั้น’ ในตาม ‘หน้าใน’ หนังสือพิมพ์ทุกวี่วัน ‘ความถี่’ ของการจับยิ่งโดยเฉพาะระดับ ‘ชุมชน’ มันกำลังจะบอกถึง ‘เครือข่าย’ ที่กระจายลงไปอย่างทั่วถึง
ในการประชุมวุฒิสภาที่ผ่านมา ‘วันหนึ่ง’ เกิดการท้าทายให้ ‘ตรวจฉี่’ ในคอนเสิร์ตระดับโลกแลกกับเก้าอี้รมว.ยุติธรรม คือสว.ท่านนั้นกำลังบอกสังคมว่า อย่า ‘ดีใจ’ กับข่าวการจับยาแบบ10-15ล้านเม็ดเด็ดขาด
‘มุมน่าสนใจ’ อยู่ตรงที่ว่า ทุกครั้งที่มี‘คอนเสิร์ต’ หรือ ‘ความบันเทิง’ ระดับนานาชาติยาเสพติดจะปรากฏทันที คำถามคือ แล้วที่ ‘จับ’กันไปนั้น มันแค่ ‘ส่วนหนึ่ง’
‘เดอะหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย บอกไว้ว่า ‘4 ภัย’ ที่รัฐบาลต้องจัดการ นั้นคือ 1.ภัยธรรมขาติ 2.ภัยเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ ‘หนี้’ ที่ฝ่ายค้านกำลังชำแหละอยู่ในตอนนี้ 3.ภัยสังคม ซึ่งขณะนี้คือ ‘การโกง’ โดยเฉพาะ ‘โกงสอบท้องถิ่น’ และปัญหายาเสพติด ภัยที่ 4 คือ ภัยความมั่นคงก็น่าจะหมายถึง ‘ไทย-กัมพูชา’ เรื่อยไปจนถึงปัญหา ‘นอมินี’ ต่างชาติ และ ‘จีนเทา’
‘ภัยสังคม’ กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล ถ้าไม่ ‘ปรับกระบวนท่า’ เพื่อจัดการรัฐบาลนั่นแหละจะ ‘ประสบภัย’ ซะเอง
<<<<<>>>>
‘เตียง’เดียวกัน-‘ฝัน’คนละเรื่อง
‘เน-หนู’ยังไม่มีไฟแต่เริ่มมีควัน
ไม่รู้ ‘ปฏิบัติการเสี้ยม’เกิดขึ้นเร็วไปหรือไม่ ที่จู่ๆก็เกิดกระแสข่าว ‘เนกับหนู’ ดูจะไม่ไปทางเดียวกัน ‘กระแสข่าว’ นี้ถูกอธิบายจาก ‘คนใกล้ชิด’ ฝั่ง ‘ครูใหญ่’ ระดับวงในถึง 2 คน คนหนึ่งชื่อ ไชยชนก ชิดขอบ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจ ส่วนอีกคนนั้นคือ ‘ญาติ’ครูใหญ่อย่าง ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ คนที่ผ่านทั้งร้อนทั้งหนาวมาแล้วอย่างโชกโชน กับครูใหญ่เมืองบุรีรัมย์ โดยทั้งคู่อธิบาย ‘ความเห็น’ ที่ไม่ตรงกันถือเป็นเรื่องธรรมดา และหาใช่ ‘ความขัดแย้ง’ไม่
หากสังเกตการเมือง ‘ทุกยุคสมัย’ ที่ผ่านมาจะพบหากว่าเกิดสภาพ‘คนละทาง’กันเมื่อไหร่ ‘ทางใครทางมัน’ จะตามมาทันที
สมัย‘บรรหาร-เสนาะ’ หรือ สมัย ‘ชวน-เสธหนั่น’ นั้นมีให้เห็นมาแล้ว จนมาถึงสมัย ทักษิณ ชินวัตร ว่ากันว่า ‘หนู’ นั้น ‘แนบแน่น’ กับพรรคชาติพัฒนา ยุคพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขณะที่ ‘เน’ นั้น สังกัดพรรคชาติไทย ‘ทั้งคู่’ มาพบกันแบบ ‘มองตารู้ใจ’ กันในพรรคไทยรักไทย ในยุคทองของ ทักษิณ
ว่ากันว่าอาการ ‘แตกคอ’ ระหว่าง ‘มือซ้าย’ กับ‘ทักษิณ’ มาถึง ‘จุดเปลี่ยน’ในสมัยรัฐบาล ‘สมัคร’ ลากต่อไปถึงรัฐบาล ‘สมชาย’ จุดนั้นนั่นแหละ ที่ปรากฏการณ์ ‘เนกับหนู’ เริ่มถูกพูดถึง เกิด ‘ย้ายขั้วสลับข้าง’ สนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯโดยที่ ‘ภูมิใจไทย’เริ่มกำลังตั้งไข่ได้ดูแล มหาดไทย-คมนาคม
จะมี ‘ฟุบ’ เสียจังหวะก็ยุค ‘มันจบแล้วครับนาย’ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้จะถูก‘คั่นเวลา’ในรัฐบาล‘ลุงตู่’ แต่ ภูมิใจไทยก็ยังเลี้ยงตัวเองปลอดภัย จนกลับมาเป็น ‘ตัวแปร’ในรัฐบาล ‘เศรษฐา-แพทองธาร’และ‘จุดสูงสุด’ทางการเมืองก็เกิดจากการที่ อนุทิน เป็นนายกฯ100วัน แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ‘สีน้ำเงิน’นั้นไหลลึกเข้ารวม‘บ้านใหญ่’เพื่อรอจังหวะยุบสภา จนมาเป็นแกนนำจัดตั้งด้วยเสียง ‘ถล่มทลาย’ในทุกวันนี้
หากดูตามทางที่ผ่านมา ลำพังแค่ปัญหาในมหาดไทยคงไม่ ‘สั่นคลอน’ อะไร แต่จุดน่าสนใจอยู่ตรงการมาดูแลแบบเต็มตัวในอีอีซีของ นายกฯหนู ที่วันนี้กำลังจะตามด้วยการ ‘เลิกสัญญา’รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ที่เนิ่นนานมากว่า 7 ปีแต่ไร้ซึ่งความคืบหน้า ท่ามกลางข่าวการขอ ‘แก้ไขสัญญา’ เป็นระยะ ๆ
‘3 ป.’ที่ว่ากันว่า‘เหนียวแน่นหนึบ’ ยัง ‘สิ้นสุดทางเลื่อน’จากคนใกล้ชิดทำพิษ การอยู่กันมานานจึงไม่น่าจะใช่คำตอบว่า จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ความไม่แน่นอน’นั้นแหละคือ ‘ความแน่นอน’ หลายคนบอกไว้อย่างนั้น ตามดูกันต่อไปด้วยใจ ‘ระทึก’




