เรื่องมันมีอยู่ว่า ‘เตมีย์ใบ้’บทใหม่ของอนุทิน งดจ้อรายวัน-ลดท่าทีสื่อสาร ตั้ง‘เศรษฐพุฒิ’เป็นองคมนตรี ‘ข่าวดี’ท่ามกลาง‘วิกฤตน้ำมัน’

27 มี.ค. 2569 - 06:46

  • นายกรัฐมนตรีมาแนวใหม่ สวมบทเตมีย์ใบ้ ไม่ตอบคำถามหรือชี้แจง

  • วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำรัฐบาลเวลานี้ ให้เบอร์รองมาตอบแทน

  • แต่งตั้งอดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี

เรื่องมันมีอยู่ว่า ‘เตมีย์ใบ้’บทใหม่ของอนุทิน งดจ้อรายวัน-ลดท่าทีสื่อสาร ตั้ง‘เศรษฐพุฒิ’เป็นองคมนตรี ‘ข่าวดี’ท่ามกลาง‘วิกฤตน้ำมัน’

เรื่องมันมีอยู่ว่า  การเงียบไม่ได้หมายความว่าแก้ปัญหาได้  นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูลเลือกบทไม่พูด ไม่ตอบปัญหาใหญ่เช่นเรื่องน้ำมัน ปล่อยให้เบอร์รองชี้แจง อธิบายแทน ปล่อยให้ชาวบ้านคาใจกันต่อไป เรื่องขึ้นราคาน้ำมันแบบเจ็บปวด<>แต่งตั้งอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ  เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

‘เตมีย์ใบ้’บทใหม่ของอนุทิน

งดจ้อรายวัน-ลดท่าทีสื่อสาร

เละกว่าโจ๊กเข้าไปทุกที กับการแก้ไขปัญหา ‘วิกฤตน้ำมัน’ของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่วันนี้ทำอย่างอื่นไปไม่ได้มากกว่า ‘ก้มหน้า’ น้อมรับคำวิจารณ์จากทุกภาคส่วน และเร่งแก้ไขด้วยมาตรการ ‘เยียวยา’ ก่อนอารมณ์เดือดดาลของ ‘สังคม’ จะบานปลายไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ต้องยอมรับการสื่อสารกับสังคมในยาม ‘วิกฤต’ รัฐบาล ‘สอบตก’ อย่างสิ้นเชิง แม้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะเพียรพยายาม ‘อรรถาธิบาย’ รายวันสารพัด ก็ยากจะเข้าใจท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้น

เรื่องพลังงานนั้น ‘ซับซ้อน’ ทั้งในแง่ของการจัดการและ ‘ซ่อนเร้น’ ในแง่ของผลประโยชน์ทางพลังงงานซึ่งมี ‘มูลค่ามหาศาล’ เข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อความเชื่อมั่นต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ถูกสังคม ‘คาใจ’ ในแง่ของความน่าเชื่อถือ การให้ ‘ข้อเท็จจริง’ แบบรอบด้านทันท่วงที และจังหวะเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งปรับ

กลไกการบริหาร ‘น้ำมัน’ รัฐบาลต้องทำตามแบบหนีความรับผิดชอบไปไม่ได้ แต่ปัญหาขณะนี้คือความเดือดร้อนในทุก ‘หย่อมหญ้า’  ซึ่งรัฐบาลก็ ‘ตระหนักรู้’  และได้เตรียมหลายต่อหลายมาตรการเพื่อ ‘ชดเชยเยียวยา’

ปัญหาวิกฤตพลังงาน  การขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท การอธิบายชี้แจง ควรเป็นหน้าที่ของผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี แต่ให้ระดับรองมาแถลงและชี้แจงแทน
ปัญหาวิกฤตพลังงาน การขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท การอธิบายชี้แจง ควรเป็นหน้าที่ของผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี แต่ให้ระดับรองมาแถลงและชี้แจงแทน

อารมณ์ผู้คนนั้น ‘ไปไกล’  แม้กระทั่ง การปรากฏตัวของ ‘นางกวัก’ อย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ใน ‘ลุคใหม่’  ยังไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์ ‘ค่อนแคะ’  สะท้อนว่า อารมณ์สังคมมันกำลัง‘ไม่สน’ เหตุผลกันขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว

การสื่อสารโดยเฉพาะจาก ‘ผู้นำ’ จึงเป็นสิ่งที่ต้อง ‘ระวัง’ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ‘เงียบ’ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ต้องเลือกจังหวะเพื่อลดอารมณ์และสร้างความกระจ่างในปัญหาซึ่งสำคัญมาก

แนวคิดเรื่อง ‘จ้อรายวัน’ ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยนั้น ถูกจัดวางเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ ‘พอดี’ กับสถานการณ์ จึงไม่แปลกหาก ‘นายกฯหนู’ จะงดการสื่อสารด้วยการให้สัมภาษณ์ และใช้กลไกราชการ ซึ่งน่าเชื่อถือกว่ากลไกการเมืองในขณะนี้ ‘สื่อสาร’ แทน

ในยามที่ ‘สังคม’ เริ่มไม่สนใจฟังและกำลังวิจารณ์ไปจนถึงขั้น ‘ด่าทอ’ รัฐบาล การจ้อรายวัน แถม จ้อวันละหลายครั้งเหมือนที่ผ่านมา มีแต่แต่จะ ‘กระพือ’ อารมณ์ในสังคมให้ไปไกลกว่าที่กำลังเกิดขึ้น

รัฐบาลนั้น ‘มีไว้ให้ด่า’  ซึ่งที่ผ่านมาทุกวิกฤตก็เป็นอย่างนั้น ยิ่งวิกฤตน้ำมัน ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย บทเรียนก็บอกไว้แล้ว บริหารแค่รัฐบาลเสมอตัวก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว บางช่วงในอดีตที่เผชิญวิกฤตน้ำมัน ถึงขั้นไปถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ‘เปลี่ยนนายก’ กันเลยทีเดียว

บทใหม่ที่เปรียบเทียบว่าไม่ต่างอะไรกับ ‘เตมีย์ใบ้’ ของนายกฯอนุทิน น่าจะช่วย ‘ผ่อนหนักผ่อนเบา’ ไม่ให้สถานการณ์ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่

ปัญหาอยู่ที่ ‘การสื่อสาร’ ล้วนๆ บางคนบอกโชคไม่ดีของอนุทินที่เข้ามาในช่วงนี้ แต่ก็มีหลายคนบอกว่า นี่ขนาดรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่าง ‘ท่วมๆ’ มาในการเลือกตั้งและกำลังจะ ‘ฟอร์มครม.’ แบบไม่ขัดใจประชาชน ยังโดนขนาดนี้ ขืนมีรัฐบาลที่ ‘ขาดเอกภาพ’  พร้อม ‘แทง’ กันได้ทุกที่ทุกเวลา คิดดูจะซ้ำเติมสถานการณ์ ‘ขนาดไหน’

‘แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร’  งานนี้วัด ‘ดัชนีความอดทน’ ของรัฐบาลโดยแท้

<<<<<>>>>>> 

ตั้ง‘เศรษฐพุฒิ’เป็นองคมนตรี

‘ข่าวดี’ท่ามกลาง‘วิกฤตน้ำมัน’

หลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ เป็นองคมนตรี

‘สปอร์ตไลท์’ ก็ฉายกลับมาที่ ‘อดีตผู้ว่าฯนก’ หรือ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ อีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลัง ‘บานปลาย’ กลายเป็น ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ ครั้งใหญ่ในสังคมไทยอีกครั้ง

ต้องดูประวัติ ‘ผู้ว่าฯนก’ กันอีกซักครั้ง  ดร.เศรษฐพุฒิเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 21 เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2508 เป็นบุตรของนายโอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ชีวิตวัยเด็กของ ดร.เศรษฐพุฒินั้นเต็มไปด้วยการเดินทาง จึงทำให้เจ้าตัว สามารถพูดได้ 3 ภาษา คือ ไทย,อังกฤษ ,ฝรั่งเศส

ครั้งหนึ่ง ‘ผู้ว่าฯนก’ เคยเล่าว่า ‘เมื่อผมอายุ 2 เดือนกว่า คุณพ่อคุณแม่ก็พาย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องเดินทางย้ายไปอยู่อีกหลายประเทศ ทั้งอินเดีย, โปแลนด์, ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ ซึ่งในบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่เคยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ ประเทศที่ชอบมากที่สุดคือ ฝรั่งเศส อาจเพราะเป็นช่วงชีวิตที่กำลังอยู่ในช่วงมัธยมปลายด้วย ทำให้ผมมีความทรงจำที่สนุกมาก ประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่สวย และวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ และจากการที่ต้องย้ายไปหลายประเทศในวัยเด็ก ทำให้ผมต้องหาเพื่อนใหม่ตลอดเวลา และต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

ส่วน ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ทำให้ ‘ผู้ว่าฯนก’ หันมาสนใจด้านเศรษฐศาสตร์ นั้นเกิดขึ้นในช่วงการตัดสินว่าจะเลือกเรียนงานทางด้านไหน

‘ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะตอนเด็ก ๆ ผมไม่ใช่เด็กเรียน และดูจะสนใจกีฬามากกว่าด้วยซ้ำ วิชาที่ชอบในตอนนั้นจะเป็นแนววิทยาศาสตร์ ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ จนกระทั่งตอนที่ย้ายไปเรียนที่ฝรั่งเศส ในวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป ยอมรับเลยว่าอาจารย์สอนเก่งมาก เขาไม่ได้สอนให้เราท่องจำแต่เป็นการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเริ่มสนใจวิชาที่เป็นแนวสังคมศาสตร์ ประกอบกับความชอบคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐาน จึงทำให้ตัดสินใจเรียนเศรษฐศาสตร์ในที่สุด’

ดร. เศรษฐพุฒิ เคยดำรงตำแหน่งในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง เคยนั่งตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการขององค์กรชั้นนำเช่น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ,บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ก่อนทำงานที่ประเทศไทย ดร.เศรษฐพุฒิ ได้ทำงานที่ธนาคารโลก (World Bank) ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และบริษัท แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี ที่นิวยอร์ก หลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากวิทยาลัยสวาร์ธมอร์ และในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล

จนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน  2568 ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

และเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 หลัง ‘พ้นตำแหน่ง’ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ ลงนามในคำสั่ง สำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 31/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้งนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่

ก่อนที่วันที่ 26 มีนาคมเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา จะได้เผยแพร่การแต่งตั้ง‘เศรษฐพุฒิ’เป็น องคมนตรี

ถือเป็น ‘ข่าวดี’ ในท่ามกลาง ‘วิกฤตน้ำมัน’ ซึ่งกำลังเลวร้ายและกลายเป็น ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของสังคมไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์