เรื่องมันมีอยู่ว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม.คนใหม่ น่าจะติดป้ายแขวนชื่อผู้ชนะไว้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น การเลือกตั้งจึงไปดุเดือดกันที่สนาม สก. ฐานเสียงสู่การเมืองสนามใหญ่ แต่ละพรรคเอาจริงเอาจังทุ่มสุดตัว<>พรรคประชาชนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่ยังสร้างความสับสนการการค้าน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘ดวงฤทธิ์’ ซี้เอกนัฏปั้น‘ทีมทำงาน’
ปรากฏการณ์‘สุดซอย’สนามสก.
ในทางการเมืองมักจะมีคำพูด ‘พรรคเดียวกันแต่คนละพวก พวกเดียวกันแต่คนละพรรค’ คำพูดนี้น่าจะ ‘อธิบาย’ การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.และสก.ทั้ง 50 เขตที่จะมีการ ‘หย่อนบัตร’ 2ใบในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ดูเหมือนทีม ‘คนทำงาน’ ที่จะร่วมวงชิงชัย สก. ในวันที่ 23 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ เป็นการเปิดตัว หลังครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่ากทม.ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในวันที่ 21 พฤษภาคม และใช้สัญลักษณ์ ‘สีเขียวอ่อน’ เป็นสีประจำ ‘คนทำงาน’ ในครั้งนี้
จะเกี่ยวอะไรกับ ‘ชัชชาติ’ ซึ่งประกาศไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ไม่ทำทีม ไม่ส่งสก. และจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนาม ‘อิสระ’ ขณะที่ทีม ‘คนทำงาน’ ก็เลือกใช้คำว่าอิสระ มาเป็น ‘จุดขาย’ เช่นกันว่า ‘คนทำงาน’ นั้นแปลว่า ‘อิสระ’
ที่ ‘เปิดหน้า เปิดตา’ กันออกมาในตอนนี้ เอาจริงๆ ผู้สมัครก็มาจาก ‘ทุกพรรค’ รวมไปถึงมาจาก กลุ่ม ‘อิสระ’ ด้วย ที่น่าสนใจ ‘ที่สุด’ น่าจะอยู่ที่ ‘หัวหน้าทีม’ ที่ชื่อ ‘ดร๊าฟ’ หรือ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ทายาท และเจ้าของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ‘ดร๊าฟ’ เป็นลูกชาย ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีต สส.หลายสมัย อดีตรมว.อุตสาหกรรม พูดง่ายๆก็คือทั้งชีวิตโตมากับ ‘การเมือง’

‘ดร๊าฟ’ เคยเป็นสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นแกนนำกลุ่ม ‘รวมพลัง’ เคยนั่งเก้าอี้ เลขาธิการพรรค รปช.หรือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคการเมืองที่ ‘ต่อยอด’ ความนิยมมาจาก ‘กลุ่มกปปส.’ เรื่อยไปจนถึงพรรค รทสช. หรือรวมไทยสร้างขาติ และพรรคภูมิใจไทยในที่สุด แต่ ‘รอบนี้’ เจ้าตัวไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ว่ากันว่า ‘ทั้งหมด’ บนเส้นทางการเมืองที่ผ่านมานั้น ‘เจ้าตัว’ ได้ ‘เพื่อนซี้’คนสำคัญอย่าง ‘เดอะขิง’เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน คู่นี้ทั้ง ‘ขิง-ดร๊าฟ’ ซี้ย่ำปึ๊ก ชนิดไปไหนไปกัน ‘สุดซอย’ ด้วยกันทั้งคู่
‘ขิง’ ดูแลกทม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ ‘ซักกะคน’ เข้าสภา แต่ประเภทแบบ ‘เกือบได้’ คะแนนมาที่ 2 ก็ราวๆ เกือบ 10 เขตเลือกตั้ง พูดอีกอย่างก็คือ‘สีน้ำเงิน’ ยังมีอนาคตในสนามใหญ่กทม.
หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์พรรคเพื่อไทย ‘เสียหายหนัก’ คนการเมืองประเภท ‘ใจถึง พึ่งได้’ เจ็บตัวกันถ้วนหน้า จนเป็นที่มาของการไม่ส่งสมัคร สก.ในนามพรรค มีสภาพ ‘แพแตก’ ต่างคน ต่างไปอย่างในปัจจุบัน การทำทีม‘คนทำงาน’ จึงเกิดขึ้น
สนามกทม.จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘สามเส้า’ ที่มี ‘ส้ม-ฟ้า-น้ำเงิน’ แต่สนามสก.และผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ มีพิเศษอยู่ตรงที่ว่า ‘เก้าอี้ผู้ว่าในกทม.’ นั้น ‘คนเดิม’ภาษีดีกว่าหลายเท่า ยกผลงานตลอด 4 ปีที่ทำงานมา
ขณะที่ สก.ต่างหากจะเป็น ‘เวที’ ที่จะช่วงชิงกัน สีฟ้าก็คาดหวัง สีส้มก็ปรารถนาจะ ‘ขยายฐาน’ มาทำงานงานท้องถิ่น ขณะที่ ‘สีผสม’ ก็เกิดการรวมตัวแบบ‘ดูออก’ ว่าสนับสนุนใคร
สนามสก. ในกทม.นั้นแค่เวทีหนึ่งเพื่อ ‘ปูทาง’ ไปสนามระดับชาติ หลังประเมินแล้วพบว่า โอกาสที่ ‘สีส้ม’ จะกวาดแบบ ‘ยกหมดทั้งเมืองหลวง’ คงไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้ว
ดูไปแล้วงานนี้ ‘ดร๊าฟ’ เต็มที่ ‘สุดซอย’ แน่นอน
<<<<<>>>>>>
ยื่น‘ตีความ’แต่ไม่ขวาง‘คนละครึ่ง’
เกมแก้ข้อหา‘เตะถ่วง’เงินเยียวยา
ตามคิวที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ 11 พฤษภาคม พรรคประชาชนในฐานะ ‘แกนนำ’ พรรคฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000ล้านบาท
การ ‘ยื่น’ ในครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ‘ริเริ่ม’ แต่เสียงส่วนใหญ่อยู่ที่พรรคประชาชน ขณะที่พรรคกล้าธรรมไม่ร่วมลงชื่อด้วย
แต่แปลกที่ได้ยิน ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ สส.บัญชีรายชื่อ รมว.คลังเงา ออกมาระบุว่า ที่มีการสงสัยกันว่าจะส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้ากู้เงินเพื่อเยียวยาประชาชนได้หรือไม่นั้น
‘ขอยืนยันว่ารัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินเพื่อเยียวยาได้ทันทีหลังจากนี้ โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาล เนื่องจากการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลเพียงชะลอกระบวนการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วันเท่านั้น และแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. บางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจกระทบเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่รัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินในส่วนของแผนเยียวยาได้ก่อน’
คำตอบนี้ ‘หมายความว่า’ 200,000 ล้านบาทสำหรับการ ‘เยียวยา’ พรรคประชาชน‘ไม่ขัดข้อง’ หลังถูกข้อครหาว่า ‘เตะถ่วง’ ไม่ให้ประชาชนคนทั่วไป และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ‘ร้องเพลงรอ’ ในโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
ตามคิว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ จะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะมีรายละเอียดทั้งหมดเข้าครม.ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม ส่วนที่ว่าจะเข้า ‘รายงาน’ สภาในวันที่ 14 พฤษภาคมได้หรือไม่หลังฝ่ายค้าน ‘ยื่นตีความ’ นั้น ‘ยังต้องลุ้นกัน’ เพราะหากรัฐบาล ‘มั่นใจ’ ก็สมารถเดินหน้าตามพ.ร.ก.กู้เงินไปได้เลยเช่นกัน
เพราะการ ‘เดินหน้า’ ของรัฐบาลคือการเดินหน้าในส่วน 200,000 ล้านบาทแรก ส่วนอีก 200,000ล้านบาท รัฐบาลซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้อยู่ เพราะแต่ละโครงการนั้น ยังต้องถูกคัดกรองจากคณะกรรมการที่มี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงที่ ‘นั่งหัวโต๊ะ’ ซะก่อน
รมว.คลังเงา อย่างศิริกัญญา ระบุว่า
‘พรรคประชาชนยืนยันว่าเราใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายระดับ พ.ร.ก. ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามหลักการ แตกต่างกับกรณีที่มีนักร้องเจ้าประจำคอยยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การขยายขอบเขตอำนาจของศาล เป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘นิติสงคราม’ เพียงเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’
ฟังแล้วก็ ‘อดใจ’ ที่จะตีความไม่ได้ว่า ตัวเองก็อยากค้าน ส่วนกระบวนการ ‘ค้าน’ ต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชน ‘วิจารณ์’ บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณี ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ ที่ส่งผลเป็น ‘ห่วงโซ่’ มาจนถึงการถูกยื่นศาลฎีกาในกรณี ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไข มาตรา 112
มีคำถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็น ‘ฉบับเดียว’ แต่มีรายละเอียด ‘2 ส่วน’ จะเป็น‘ไปได้อย่างไร’ ที่จะให้ ‘วินิจฉัย’ ว่า ส่วนแรกทำได้ ส่วนหลังทำไม่ได้ หรือห้ามทำ เพราะขณะนี้รัฐบาลก็ยัง‘ไม่ได้ทำ’ เพียงแต่กำหนด ‘วงเงินกู้’ ไว้เท่านั้น
ที่สำคัญ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ก็บอกแล้ว ในส่วนนี้จะมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น ผลประโยชน์ ‘ตกอยู่’ กับประชาชนที่เป็นที่ตั้ง
ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ต้องเอา ‘ซักทาง’ จะไม่ยื่น ‘ตีความ’ แล้วตรวจสอบโดยใช้กลไก สภาก็สามารถทำได้ แต่นี่กลับจะยื่น ‘ตีความ’ แถมบอกให้รัฐบาล ‘เดินหน้า’ เยียวยา เพราะ ‘กลัวกระแส’ เตะถ่วงโครงการ ‘คนละครึ่ง’ พร้อม ๆ กับหวัง ‘ลมๆ แล้งๆ’ ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะเบรก เงินกู้ 200,000 ล้านบาทส่วนที่ 2
‘งง’ กันมั้ยกับการทำหน้าที่ ‘ฝ่ายตรวจสอบ’ ของพรรคประชาขน




