เรื่องมันมีอยู่ว่า หลังจากโดนมาหลายครั้ง หลายโครงการ แม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย พิพัฒน์ รัชกิจประการ กลับมาเป็น ‘พิพัฒน์ พลัส’ เปิดหน้าชน NGO แบบตรง ๆ ขัดความเจริญของประเทศ<>ขึ้นเวทีวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ ความมั่งคง หลังพ้นโทษของ ทักษิณ ชินวัตร ฟันธง 6 จุดเสี่ยงประเทศไทย<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ซัดพวกNGO‘กับดับ’ความเจริญ
‘พิพัฒน์’มาดบู๊เปิดหน้าชน‘ม๊อบ’
หลังนั่งหัวโต๊ะประชุมครม.วันอังคารที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ติดภารกิจเยือน ‘ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์’ จู่ๆ ‘รองพิพัฒน์’ หรือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็มา ‘มาดใหม่’ หลังถูกถามถึง ‘ผลงาน’ บนเก้าอี้รมว.คมนาคม รวมไปถึงโครงการล่าสุดที่เอามาปัดฝุ่นใหม่ อย่างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือน้ำลึก จ.สงขลา
‘ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง ซึ่งการประท้วง และยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้านบางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม
ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ผมเป็นคนแบบนี้พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของผม สวนมาสวนกลับก็ตรงๆแบบนี้’
‘หมัดตรง’ ที่ ‘รองพิพัฒน์’ สวนกลับไปอยู่ตรงนี้ ‘ประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ’

ต้องยอมรับว่า ‘หลายโครงการพัฒนา’ ในพื้นที่ภาคใต้ สะดุดหยุดลงถูกพับเก็บใส่ลิ้นชัก การให้ข้อมูล และถูกต่อต้านจาก ‘เอ็นจีโอ’ นั้นมีส่วนอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า บางโครงการนั้น ‘ขาดความพร้อม’ ไม่มีผลการศึกษาจนสังคมนั้น ‘เอาด้วย’ กับรัฐบาล และก็แปลกตรงที่ว่า เมกกะโปรเจกต์เหล่านั้น ‘รองพิพัฒน์’ ทั้งดันทั้งผลักทั้งสิ้น
ในทางการเมือง พื้นที่ภาคใต้ 59 เขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย กวาดไป 31 เขต และต้องถือว่า ‘รองพิพัฒน์’ มีส่วนเต็มๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น การประชุมครม.สัญจร ‘ครั้งแรก’ ของรัฐบาล อนุทิน จะเกิดขึ้นที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม -1กันยายน
ตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมาในการเป็น ‘รองนายกฯและรมว.คมนาคม’ นั้น ‘ถอย’ มากกว่า ‘รุก’ ปรากฎการณ์ ‘สวนกลับ’ รอบนี้ จึงน่าจะมี ‘ที่ไปที่มา’ หรือเพราะได้ ‘ยาดี’ กับการเดินสายลงพื้นที่ภาคใต้คราวก่อนกับ ‘ครูใหญ่บุรีรัมย์’ ถึงทำให้รองพิพัฒน์มาใน ‘มาดพยัคฆ์’ แบบนี้
หรือนี่จะเป็นการ ‘ชิงสร้างผลงาน’ ก่อนที่จะถึงศึกใหญ่อย่าง ‘ศึกซักฟอก’ ซึ่ง ‘รองพิพัฒน์’ คือ 1ในเป้าหมายของ ‘ฝ่ายค้าน’ ทั้ง ‘ประชาชน’ และ ‘ประชาธิปัตย์’
การ ‘เปิดหน้าชน’ รอบนี้ จึงมีตำแหน่ง ‘แม่ทัพภาคใต้’ เป็นเดิมพัน เฟสแรกของ ‘รองพิพัฒน์’ ดูจะเสียรังวัดไปไม่น้อย เลยต้องปล่อย ‘เฟส 2’ ที่น่าาจะเรียกว่า ‘พิพัฒน์ พลัส ’ ส่วนจะ ‘พลัส’ ขนาดไหน ต้องรอดูด้วยใจะระทึก
<<<<<>>>>
จาก‘กราบตัก’ถึง‘ขึ้นเวที’อีกครั้ง
‘ทักษิณ’ชี้ ‘6จุดเสี่ยง’ประเทศไทย
ท่ามกลาง ‘ตัวเลข’ทางเศรษฐกิจต่างๆของประเทศไทย ออกไปในทาง ‘ไม่สู้ดี’ ทั้งนี้เชื่อว่า อีก 4เดือนจะ ‘สิ้นปี’ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะ ‘โตต่ำ’ มิหนำซ้ำ ยังมี‘ปัญหาสารพัด’ทางเศรษฐกิจที่ ‘รอวัน’ให้รัฐบาล ‘เร่งแก้ไข’
ระยะหลังต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทิน นั้น‘สาละวน’ อยู่กับปัญหาสังคมและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน จะมีมุมเดียวทางเศรษฐกิจที่ตัวเหมือนผู้นำรัฐบาล จะส่งสัญญาณแรงกว่าใครเพื่อนนั่นคือ โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ขณะที่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลัง ‘เสียรังวัด’ไปถึงถึง 2 ครั้ง ก็ไม่ได้ยิน ‘ขุนคลัง’ อย่างเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ออกมากระแอมกระไอเลยซักแอะ
เศรษฐกิจที่รุมเร้าดูเหมือนจะมาพร้อมการปรากฏชนิด ‘ถี่’ ขึ้นเรื่อยของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หากนับตั้งแต่ ‘พ้นโทษ’ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา มี ‘2 ภาพจำ’ ปรากฏออกสื่อ ภาพแรก ‘3อดีตนายกฯ’ ที่อินโดนีเซีย ภาพต่อมาก็ภาพ ‘กราบตัก’ สดๆร้อนๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ต้องยอมรับว่า ในแง่การปาฐกถา อะไรใหม่ๆทางเศรษฐกิจและปัญหาในสังคมไทย ทักษิณ เป็น 1ในไม่กี่คนที่พูดที่ไหน ‘คนไทย’ ต้องฟัง
บนเวทีฉลอง 30 ปีของ บริษัทโสมาภา อินฟอเมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ภายใต้แนวคิด ‘Breaking Through the Global’ ที่มี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ทักษิณ ชินวัตร ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ’ ครอบคลุม ‘6 จุดเสี่ยง’ ของประเทศไทย ทั้งด้านความมั่นคงยุคใหม่, ด้านเศรษฐกิจและแรงงาน, ด้านภัยไซเบอร์, ด้านการเปลี่ยนแปลงประชากร, ด้านพลังงานและการสื่อสาร และโครงสร้างระบบราชการ รวมถึงระบบกฎหมาย
ทักษิณ ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศไทยนั้นคือระบบราชการที่‘ใหญ่’, ระบบกฎหมายที่‘ล้าหลัง’ และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่‘อ่อนแอ’จนกระทบความเชื่อมั่นทางด้านลงทุน
ต้องยอมรับว่า แนวทางที่เน้นโครงสร้าง ความทันสมัยกับสังคมโลก เป็นแนวทางที่ ทักษิณ มักพูดในเวทีด้านเศรษฐกิจอยู่เสมอ
คำถามที่ยังไม่ได้ตอบ ระหว่างการนั่งรถส่วนตัวกลับบ้าน ‘จันทร์ส่องหล้า’ หลังพ้นโทษในวันแรกและยังต้องติดกำไลอีเอ็มนั้น ‘ทักษิณ’ บอกกับสื่อไว้ว่า ‘ผมจำศีลมา 8 เดือน’ ขณะที่เมื่อถูกสื่อถามว่า จะ‘วางมือ’ ทางการเมือง คำถามนี้อดีต นายกฯ ตอบแบบ ‘ถามม้าตอบช้าง’ ไว้ว่า ‘แล้วจะให้ผมเอามือไปวางไว้ตรงไหน’
สถานะในปัจจุบันมี 2 คดียัง‘ติดตัว’ทักษิณอยู่ 1 คือ ‘คดี 112’ อีก1คือเรื่อง ‘ภาษีขายหุ้นชินคอร์ป’
ยัง ‘ก้าวข้าม’ กันไม่พ้นซะที โดยเฉพาะ ‘ความขัดแย้งทางการเมือง’ ตรงนี้ล่ะมั้งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่า 20 ปีที่ผ่านมา และ‘ทักษิณ’ ก็ไม่เคยพูดบนเวทีที่ไหน




