เรื่องมันมีอยู่ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แต่งตั้ง ปานปรีย์ พหิทธานุกร เป็นประธานที่ปรึกษาคนใหม่ แต่เป็นคนหน้าเก่าที่ทำงานมาด้วยกัน แบบเข้าขากันเป็นอย่างดี <>รัฐมนตรีเกษตรฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แบ่งงานให้กับรัฐมนตรีลูกเทพช่วยแบ่งเบาภาระ และก็ได้สมใจ งานหลัก ข้าว ยาง น้ำ รัฐมนตรีว่าการเหมาหมด <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ได้เวลา‘ปานปรีย์’เสริมหล่อ‘สีหศักดิ์’
แบะท่าเลิก‘MOU44’แก้‘MOU43’
ในงานพบปะสื่อมวลชนของกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อค่ำวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา มีความน่าสนใจอยู่2ส่วน
ส่วนแรกในช่วงหนึ่ง‘รองอ้วน’ หรือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ระบุถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาว่า
‘สิ่งที่กัมพูชาทำอยู่ ถ้าเลิกทำได้ก็จะดี ประเทศไทยไม่อยากให้เกิดสงครามขึ้น เพราะถ้าเกิดขึ้นจะเกิดความสูญเสีย ซึ่งเราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่กัมพูชากลับไม่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น กัมพูชาขอให้ไทยเข้าไปคุยเจรจาในที่ประชุม JBC ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พยายามสร้างความกดดันให้กับไทย และสร้างความได้เปรียบในทุกวิถีทาง แม้จะบอกว่าต้องการหารือด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่ว่าจะไปในเวทีใดในระดับโลกกัมพูชาจะพยายามสร้างความได้เปรียบเล่าเรื่องราวของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว หากกัมพูชายังเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป’
ส่วน MOU 2543 และ MOU 2544 นั้น ‘รองอ้วน’ ระบุว่า แม้จะไม่มี MOU 2544 เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสามารถตกลงเขตแดนทางทะเลได้ว่าจะพัฒนาร่วมกันอย่างไร ส่วน MOU 2543 นั้น ‘ต้องฟังเสียง’ ของประชาชนคนไทยด้วยที่อาจจะมีข้อกังวลเรื่องแผนที่ ซึ่งเราต้องทำให้เกิดความชัดเจน ทบทวน หรือมีการปรับปรุง แต่เราไม่สามารถพูดได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราต้องไปเจรจากันต่อกับกัมพูชา ฉะนั้นบางอย่างเราต้องเก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งเราทำได้และผมเชื่อว่าเราจะทำได้
สำหรับ ‘อีกส่วน’ คือการหวนกลับกระทรวงบัวแก้วของ ‘ดร.ตั๊ก’ หรือ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศที่คราวนี้กลับมาในฐานะ ประธานที่ปรึกษาสีหศักดิ์

ทั้งนี้ทั้งนั้น ‘ทั้งคู่’ เคยทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ครั้งอยู่ในทีม ‘ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก’ ของ ‘น้าชาติ’ หรือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ และเมื่อครั้ง ปานปรีย์ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้ สีหศักดิ์ นี่แหละช่วยงานในฐานะ‘กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี’
งานนี้จึงน่าที่จะต้องเรียกว่า ‘เข้ากัน’ ยิ่งกว่าปี่ ยิ่งกว่าขลุ่ยเสียอีกนะจะบอกให้
<<<<<<>>>>>>>
ข้าว-ยาง-น้ำ‘สุริยะ’เหมาดูหมด
7 ปีในมือผู้กองที่ต้อง‘ย่างสามขุม’
หลังเจรจา ‘ซื้อปุ๋ยรัสเซีย’ ซึ่งเป็นข่าวการทำงานแรกของ ‘พญานาค 1’หรือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ภารกิจต่อมาที่จะได้เห็นบทบาทคือ ภารกิจพิชิต ‘PM2.5’ ที่ จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ภาคเหนือ
พูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ‘ยุคสุดท้าย’ที่พรรคเพื่อไทยได้กำกับดูแลเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร โน่น วันก่อนเห็น ‘เดอะซัน’ เซ็นแบ่งงานให้ 2 รมช.ลูกเทพ ตามแบบฉบับพรรคเพื่อไทยแล้วต้องบอกว่า งานนี้ มีสิทธิ ‘ตบยุง’ เพราะ งานสำคัญๆ ‘เดอะซัน’ เล่นเอาไปกำกับดูแลแทบจะทั้งหมด
ไม่ว่าจะงาน ‘ด้านน้ำ’ อย่างกรมชลประทาน, กรมฝนหลวง และการบินเกษตร, กรมพัฒนาที่ดิน ‘ด้านพืชผล และสัตว์’ก็อย่าง กรมการข้าว, การยางแห่งประเทศไทย, กรมปศุสัตว์, กรมวิชาการเกษตร ส่วนด้านเศรษฐกิจก็มี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, สำนักงานปลัดกระทรวง
ขณะที่ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์, กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กรมส่งเสริมการเกษตร, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.),องค์การสะพานปลา, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
ส่วน วัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ ดูสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.),กรมประมง, กรมหม่อนไหม,องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.), องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.), สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
ถ้าดูตามนี้ กว่าค่อนของงานนั้นอยู่ในมือ ‘สุริยะ’ แต่เพียงผู้เดียวทั้ง ‘น้ำ-ข้าว ยาง’ แต่สิ่งที่ต้อง ‘จับตา’ คือ 7 ปีภายใต้การกำกับดูแลของ ‘ผู้กองยอดรัก’ ผู้เคยบอกว่า ‘วางเบ็ด’ ไว้ทั่วกระทรวงและ ‘รู้หมด’ ว่าอะไรเป็นอะไร
ว่ากันว่า งานนี้ หากจะออกแนว ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ ตามแบบฉบับคน ‘ผ่านร้อนหนาว’มาสารพัด ก็อาจจะเกิดการ ทอดสะพาน‘ไมตรี’ กันแบบ ‘วงใน’ ด้วยการจะให้ ‘มือไม้’ ในอดีต มาร่วมทีมทำงาน เพราะงานนี้ ‘ทุกอย่างก้าว’ ล้วนถูกจับตาจากทั้ง ‘คนกันเอง’ และ ‘คนนอกพรรค’ ที่พลาดจังหวะเดียวอาจจะไม่มีโอกาสได้ ‘แก้ตัว’
ส่วน ‘มือไม้’ ในอดีต จะเป็นใครอย่างไร อีกซักพักน่าจะได้รู้กัน




