เรื่องมันมีอยู่ว่า ในรัฐมนตรีคนนอก 3 คน มีผลงานผ่านเกณฑ์ 2 คน และ 1 คนสอบไม่ผ่านคือรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากเรื่องวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่ต้องหาทางแก้<>เลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม.รอบใหม่ ตัวเก็งยังยกให้คนเก่า ผู้ว่าฯชัชชาติ ส่วนพรรคการเมืองอื่น ยังหาผู้สมัครมาลงแข่งไม่ได้ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘เอกนิติ’ใส่เกียร์5ทุบค่าการกลั่น
บท‘พระรอง’ที่หนักกว่า‘พระเอก’
ในบรรดา ‘3 แม่ครัว’ มือปรุง ‘ความนิยม’ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ดูเหมือน ‘เอกใหญ่’ หรือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ทำท่าจะรับ ‘บทหนัก’ กว่าใครเพื่อน
ล่าสุด ‘นิด้าโพล’ สำรวจความพึงพอใจ และความเชื่อมั่น ในบรรดา ‘3 แม่ครัว’ พบว่า ‘รองอ้วน’สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ‘สอบผ่าน’ ขณะที่ ‘รองแต๋ม’ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์นั้น ‘เกือบสอบตก’ ขณะที่ ‘รองเอก’ นั้น ‘สอบไม่ผ่าน’ เหตุของเรื่องก็สืบเนื่องมาจากการแก้ไข ‘วิกฤตการณ์’ น้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ของไทย
จึงไม่แปลกที่ในฐานะ ประธาน คตร.หรือประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) จะใส่ ‘เกียร์ 5’ เรียกประชุมต่อเนื่องมา 3 วันติด

ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาอยู่ที่ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปัจจุบันทะลุไปถึง 16 บาท งานนี้ ‘เอกใหญ่’ ถึงการต้องงัด มาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจรัฐบาลสามารถบริหารราชการไปพรางก่อน ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้
‘เอกใหญ่’ แง้มว่า จากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความ ‘ผิดปกติ’ ในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก
ทำให้ในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์‘ส่วนเกิน’ เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร
แนวทางการแก้ไขแบ่งเป็น 2 ระยะ
1.ระยะอดีตเดือน มีนาคม เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อนำผลประโยชน์ส่วนเกินมาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
2.ระยะอนาคต ตั้งแต่ เมษาน จะใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกฯมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถ ‘กำหนดราคา’ และ ‘ค่าการกลั่น’ ในอนาคตได้เลย
‘จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติ และส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ’
ข่าวว่า ‘ค่าการกลั่น’ เฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่ 2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนด ‘เพดาน’ ราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของ 6 โรงกลั่น ‘แตกต่าง’ กันมาก
สรุปก็น่าจะมีคำตอบอยู่ที่ว่า ‘ค่าการกลั่น’ นั้น ‘ลดลง’แน่ ส่วนจะ ลดลงเท่าไหร่ต้องไปว่ากันอีก ส่วนจะมีผลทำให้ ‘ราคาน้ำมันขายปลีก’ ลดลงหรือไม่ ก็อยู่ที่ ‘ความกล้าหาญ’ของรัฐบาลแล้ว
ถึงเวลา ความเชื่อมั่นของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาอยู่ในระดับที่เรียกว่า ‘ใกล้จะหมดถัง’ เต็มที และที่รัฐบาลยังอยู่ได้เพราะ ‘สังคมไทย’ ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าในสถานการณ์ที่พลังงงาน ‘วิกฤต’ ไปทั้งโลก
น่าแปลกที่ ‘3 แม่ครัว’ ที่เป็นจุดขายของรัฐบาล กลับมีเฉพาะ ‘ว่าการ’ ผิดกลับหลายกระทรวงที่มีความเชื่อมโยงทางการเมือง กลับมี ‘รมช.’ นั่งกันถึง2-3คน โดยเฉพาะ มหาดไทยกับคมนาคม
นึกแล้ว ‘เสียวไส้’แทน ‘รองเอก’ ที่ต้องรับภาระอันหนักหน่วง และกำลังจะเป็น ‘เป้าใหญ่’ หลังรัฐบาลพา ‘รองพิพัฒน์’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ออกมาจาก ‘หมู่บ้านกระสุนตก’ได้
หรือ ครม.ที่รอบนี้มี35คน และเหลือเก้าอี้ รมต.ไว้ 1 ที่นั่ง อาจจะเพิ่มเข้ามาที่กระทรวงการคลังก็ได้ ก็มีอย่างที่ไหน กระทรวงการคลังดูและ ‘กระเป๋าสตางค์’ของประเทศ
ปล่อยให้มีรัฐมนตรีแค่1คน
<<<<<>>>>>
‘ชัชชาติ’ในสภาวะ‘หล่อเลือกได้’
‘ส้ม’ก่ายหน้าผากไม่มีตัวลง‘ผู้ว่าฯ กทม.’
หลังพรรคเพื่อไทย ‘ตัดสายสะดือ’ ทิ้งสนามเลือกตั้งกทม.ในรอบนี้ก็ทำเอาบรรดา สก.ทั้งปัจจุบันทั้งอนาคตที่กำลัง ‘แต่งตัว’ ลงสนามเลือกตั้งสก.ที่จะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หลัง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าฯกทม.จะครบวาระ 4 ปีในวันที่ 21 พฤษภาคมที่จะถึงนี้
ล่าสุด ‘ดร.จอห์น’ หรือ ดร.สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง อดีตประธานสภากทม.ออกมาตั้งกลุ่ม ‘Better Bangkok’ พร้อมประกาศ ‘สานงานต่อ’ จากนโยบายของ ผู้ว่าฯชัชชาติ หรือในทางการเมืองเรียกว่า ‘โหน’ ผลงานเพื่อน เพื่อหวังเข้าสภากทม.
แม้ ‘ชัชชาติ’ ซึ่งนาทีนี้ ‘เจ้าตัว’ ก็ยังไม่เอ่ยปากว่าจะไปต่อหรือไม่ ด้วยการให้เหตุผลว่าจะทำงานจน‘วันสุดท้าย’ แต่ใครก็ใครก็เชื่อว่า ‘ชัชชาติ’ ไปต่อแน่ๆ ล้านเปอร์เซ็นต์
ชัชชาติบอกว่า หากไปต่อจะไม่ลงในนามพรรค และจะไม่มีการฟอร์มทีมสก.เพื่อมาสนับสนุน ส่วนใครจะ ‘สานต่อ’ สิ่งที่ทำไว้ นั้น ‘ไม่ห้ามกัน’
ว่ากันว่า ถึงนาทีนี้ ‘ชัชชาติ’ มีสภาพที่เรียกว่า ‘หล่อเลือกได้’ เพราะใครต่อใครก็ ‘ต่อสาย’ พร้อมที่จะสนับสนุน และอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ทีมชัชชาติ’

ส่วน ‘อดีตแชมป์สนามกทม.’ อย่างประชาธิปัตย์ ที่วันนี้มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทีมก็ ‘คิดหนัก’ กับการส่งผู้ว่าฯกทม.ขณะที่ สก.ในนามพรรคนั้นก็เริ่มทยอย ‘อนุมัติ’ ไปแล้วบางส่วน
ขณะที่ ‘แชมป์สนามกทม.ปัจจุบัน’ อย่างพรรคประชาชน ที่วันนี้ถึงขั้น ‘ก่ายหน้าผาก’ เพราะแม้จะมีสส.ยก กทม.ทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง และมีสก.ในนามพรรคจำนวนหนึ่ง แต่ใครจะเชื่อว่า ‘จนป่านนี้’ ยังหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้
เดิมมีข่าวว่า จะเคาะไป ‘ผู้หญิง’ ที่ชั่วโมงมาแรงที่สุดคนหนึ่ง จากการออกมาตรวจสอบหลายนโยบาย แต่ติดที่ ‘เจ้าตัว’ มีคดีสำคัญ ‘ติดตัว’ ล่าสุด ‘ทีมบริหาร’ มองไปที่ ‘สื่อสารมวลชนผู้ชาย’ดีกรีระดับ ‘ดอกเตอร์’ คนหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวได้ปฏิเสธแบบ ‘เสียงแข็ง’ ไปเรียบร้อยแล้วว่า ‘ไม่สนใจ’แม้แต่จะคิดก็ไม่มี
ราว ๆ ปลายมิถุนายน การเลือกตั้งบัตร 2 ใบจะเกิดขึ้น งวดเข้ามาทุกทีแล้วนะจะบอกให้




