เรื่องมันมีอยู่ว่า เผย‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ส่อ‘แท้ง’ อ้างเหตุ‘ซ้ำซ้อน’-สร้างปัญหาใหม่ , สงคราม‘น้ำลาย’ในวิกฤต‘น้ำมัน’ ‘น้ำทน’ปชช.และ‘น้ำยา’รัฐบาล

8 เม.ย. 2569 - 06:45

  • พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่พรรคการเมืองร่วมใจกันผลักดันอาจจะไม่ได้ใช้

  • กระแสข่าวระบุว่าพรรคสีน้ำเงินจะไม่ยืนยันร่าง เพราะมองว่ากฎหมายซ้ำซ้อน

  • แก้วิกฤตพลังงานของรัฐบาล ก็เกิดสงครามน้ำลาย ถล่มกันต่อเนื่อง

เรื่องมันมีอยู่ว่า เผย‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ส่อ‘แท้ง’ อ้างเหตุ‘ซ้ำซ้อน’-สร้างปัญหาใหม่  , สงคราม‘น้ำลาย’ในวิกฤต‘น้ำมัน’ ‘น้ำทน’ปชช.และ‘น้ำยา’รัฐบาล

เรื่องมันมีอยู่ว่า  พรรคการเมืองร่วมมือกันรับ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อแก้ปัญหามลพิษ  แต่เวลานี้พรรคสีน้ำเงินอาจไม่ยืนยันร่างตามกฎหมาย เพราะมองว่ากฎหมายที่ออกมาซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่ ควรบังคับใช้ที่มีอยูให้เข้มงวด<>วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก กำลังรอการแก้ไขจากรัฐ บาลประชาชนไม่ได้ต้องการดูสงครามน้ำลาย ที่เกิดขึ้นรายวัน <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

เผย‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ส่อ‘แท้ง’

อ้างเหตุ‘ซ้ำซ้อน’-สร้างปัญหาใหม่

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา  147 ระบุว่า  ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ‘จะตกไป’ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ เว้นแต่ ครม. ชุใหม่จะร้องขอให้พิจารณาต่อภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก หากเกินเวลาถือว่า ครม. ไม่ขอพิจารณาต่อ

การประชุมรัฐสภาครั้งแรกจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน เพื่อให้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้แถลงนโยบายรัฐบาลก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่มีอำนาจเต็มอย่างสมบูรณ์

ฉะนั้น ระหว่าง 60 วันนี้ รัฐบาลต้อง ‘ยืนยัน’ ร่างกฎหมายที่ ‘ค้าง’ การพิจารณาของรัฐสภา ว่ากันว่า 1 ในร่างกฎหมายที่รัฐบาลจะ ‘ไม่ยืนยัน’ และปล่อยให้ ‘ตกไป’ คือร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่ง ‘สังคม’ มองว่าจะเป็น กฎหมายสำคัญในการแก้ไข ‘มลพิษ’ ซึ่งเป็น สาเหตุสำคัญของการเกิด ‘PM2.5’

ศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มองว่ากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมมีมากพอ และครอบคลุม  แต่ัปัญหาอยู่ที่การบังใช้กฎหมายไม่จริงจัง
ศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มองว่ากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมมีมากพอ และครอบคลุม แต่ัปัญหาอยู่ที่การบังใช้กฎหมายไม่จริงจัง

ก่อนหน้านี้ได้ยิน ‘มือกฎหมาย’ คนสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทยที่ชื่อ ศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ แสดงความกังวลต่อการเร่งรัดบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดไว้ว่า ต้นตอของวิกฤตฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากการไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ไม่จริงจังเพียงพอ

 ‘ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายที่ดีต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ หรือเป็นภาระเกินความจำเป็นให้กับประเทศ’  

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมาในญัตติด่วน ‘PM 2.5’ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ มีสส. หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

ศุภชัยบอกด้วยว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจเจ้าพนักงานที่กว้างขวางเกินสมควร ซึ่งอาจ‘กระทบ’ ต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้น ยึด อายัดทรัพย์ หรือสั่งหยุดกิจการได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล และยังปิดช่องไม่ให้ประชาชนเรียกร้องค่าเสียหายได้

ขณะที่ผลกระทบทาง‘เศรษฐกิจ’ เป็นอีกหนึ่งมิติที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะการกำหนดให้จัดเก็บค่าธรรมเนียม และระบบประกันความเสี่ยง จะกลายเป็นการ‘เพิ่มต้นทุน’มหาศาลให้กับภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และจราจร โดยไม่มีการระบุชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือใช้แทนกฎหมายฉบับใด ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนในขั้นตอนการปฏิบัติ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็นทั้งในระดับนโยบาย วิชาการ และจังหวัด รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่าง สำนักงานอากาศสะอาด ที่อาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษและสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น’

สถานการณ์‘ภาคเหนือ’ ในขณะนี้สภาพอากาศขั้น ‘วิกฤตรุนแรง’  จน จ.เชียงใหม่ติด ‘อันดับ1’เมืองของโลกที่มี ‘มลพิษ’ มากที่สุด และสภาพอากาศที่ ‘ร้อนจัด’ กำลังจะพา ‘มลพิษPM2.5’ลุกลามไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร

ที่ผ่านมาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้รับการ ‘ปลุกปั้น’ อยู่หลายปี ขณะนี้สถานะของกฎหมายอยู่ในชั้นกรรมาธิการวุฒิสภา ท่ามกลางการ ‘คัดค้าน’ ของเอกชน และอุตสาหกรรมอยู่เนืองๆโดยเฉพาะการมี ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ซึ่งจะมีอำนาจเรียกเก็บเงินหากอุตสาหกรรมใด้ ‘ก่อมลพิษ’ให้สังคม

น่าแปลกอยู่ตรงที่ว่า ที่จู่ๆ พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยโดยมือกฎหมายออกมา ‘ตั้งป้อม’คัดค้าน ท่ามกลาง‘ความคาดหวัง’ว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถหยุดยั้งปัญหาPM2.5ให้จงได้

ล่าสุด มีข่าวว่า รัฐบาลมี ‘ท่าทีอย่างสูงยิ่ง’ ที่จะ‘ไม่ยืนยัน’ กฎหมายฉบับที่เป็น ‘ลมหายใจสะอาด’ของสังคมไทยฉบับนี้ หมายความว่า ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดกำลัง‘ถูกทำแท้ง’ ทั้งๆที่ประคบประหงมจาก ‘ภาคสังคม’ กันมาหลายปีดีดัก

1ใน 4ภัยที่ ‘เดอะหนู’ ประกาศเป็น ‘ศัตรู’ ด้วยคือ ‘ภัยธรรมชาติ’

ถึงนาทีนี้ ทำไปทำมา ‘ทำท่า’  จะทะแม่งๆ ยังไงยังไงชอบกลอยู่นะ

<<<<<>>>>> 

 สงคราม‘น้ำลาย’ในวิกฤต‘น้ำมัน’

‘น้ำทน’ปชช.และ‘น้ำยา’รัฐบาล

ถูก ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ออกมาเป็นที่เรียบร้อยเสร็จสรรพ สำหรับ ‘เวลา’ ที่แต่ละฝ่ายจะได้รับระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9 -10 เมษายนที่จะถึงนี้

เวลาทั้งหมดที่ ‘ทุกฝ่าย’ จะใช้นั้นรวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง 30 นาที แบ่งเป็นในส่วนของ ประธานรัฐสภา 1ชม.กับ30นาที, นายกฯ1ชม.กับ30นาทีเช่นกัน ,คณะรัฐมนตรี 6 ชม. ,สว.4ชม. ,สส.ฝ่ายรัฐบาล 5 ชม.กับ 30 นาที และฝ่ายค้าน 14 ชม.กับอีก30นาที งานนี้ มีสิทธิ‘น้ำลาย’ได้ท่วมสภากันเป็นแน่

วิกฤตการณ์ ‘น้ำมัน’ กำลังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั้งโลกท่ามกลางความ‘ไม่แน่นอน’ว่า สงคราม สหรัฐอิสราเอลกับอิหร่าน จะจบลง ‘แบบไหน’ แต่ไม่ว่า จะจบเร็วหรือจบช้า วิกฤตการณ์น้ำมันขั้นรุนแรง จะยังอยู่ต่อไปอีกซักพักใหญ่ ถึงจะกลับเข้าสู่ความ‘ภาวะปกติ’ บางฝ่ายบอกว่าต่ำๆ ก็ราว 6 เดือนหรือมากกว่านั้น

ฝ่ายค้านพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาชน ผู้นิยมตั้งชื่อ เรียกเวทีชำแหละการแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้ว่า ‘พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว’  หลังในช่วงการเลือกเลือกตั้งได้ผุดวลี  ‘มีเรา ไม่มีเทา’ ที่ตอนนี้ ฝ่ายค้านประกอบด้วย 3 พรรคคือ ประชาชน ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม

ประชาธิปัตย์ อย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและชาวคณะนั้น ‘ค้านอาชีพ’ อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนประชาชนจะค้านแบบทำ ‘คอนเท้นท์’ หรือไม่นั้นต้องตามดู แต่ที่ต้อง ‘จับตา’ คือ ‘ผู้กองยอดรัก’ จะค้านแบบ ‘ยั้งไมตรี’ หรือค้านแบบ ‘ถูกทิ้งนาทีสุดท้าย’ งานนี้ต้องห้ามกระพริบตา

ขณะเดียวกัน รมว.พลังงาน ‘สุดซอย สุดถัง’ อย่างเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็เปิดปฏิบัติการ ‘ทุบ’ ค่าการกลั่น และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันบางประเภทถูกลง  แต่ก็มี ‘คำถาม’ กลับไปเช่นกันว่า จะ ‘ชั่วคราว’กี่วัน และหลังจากนั้นราคาน้ำมันจะ ‘ขึ้นแรง’ อีกหรือไม่

นอกจากนี้ หลังวันที่ 20 เมษายนรัฐบาลจะ ‘งัด’ มาตรการ ‘ปิด-เปิด’ ปั้มน้ำมัน ตั้งแต่ 22.00 น.-05.00น.เพื่อชะลอการใช้ ท่ามกลางการประเมินว่าอาจจะมีโอกาสเกิดการ‘ขาดแคลน’

ส่วนปฏิบัติการกระชากหน้ากาก ‘ไอ้โม่ง’  ก็งวดเข้าไปทุกขณะ ท่ามกลางความ ‘คาดหวัง’ว่า จะจัดการปัญหาได้เสร็จสรรพ เพื่อลบข้อครหาว่า มี‘คนของรัฐบาล’นั่นแหละมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในวิกฤตน้ำมัน กำลังจะมีสงคราม ‘น้ำลาย’ และยิ่งนานวันจะยิ่งพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล ‘พูดแล้วทำ’ว่าจะมี ‘น้ำยา’ จัดการกับปัญหา ‘มหาวิกฤต’ ได้ดีขนาดไหน ท่ามกลาง ‘น้ำอด น้ำทน’ของพี่น้องประชาชน ที่เริ่มตะโกนกันไปทั่วแล้วว่า

‘รวยไม่ไหวแล้วโว้ย’

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์