เรื่องมันมีอยู่ว่า ศาลรธน.รับตีความ‘จำเป็นเร่งด่วน’ ‘หนู’โวไทยช่วยไทยพลัสไม่ชะงัก , ‘ทนไม่ไหวแล้วโว้ย’มากันแล้ว รัฐบาล‘รู้สึกเร็ว’ตั้ง‘คตท.’สู้

19 พ.ค. 2569 - 06:46

  • ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท

  • รัฐบาลยืนยันเดินหน้าต่อตามแผนงาน เพราะไม่มีคำสั่งศาลให้ยุติ

  • ทนไม่ไหวแล้วโว้ย การตอบโต้รัฐบาลของพันธมิตรต้านโกง หลังถูกขู่จะฟ้องปิดปาก

เรื่องมันมีอยู่ว่า ศาลรธน.รับตีความ‘จำเป็นเร่งด่วน’ ‘หนู’โวไทยช่วยไทยพลัสไม่ชะงัก , ‘ทนไม่ไหวแล้วโว้ย’มากันแล้ว รัฐบาล‘รู้สึกเร็ว’ตั้ง‘คตท.’สู้

เรื่องมันมีอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ <> เรื่องสินบนหน่วยงานรัฐ  รัฐบาลถึงกับทำหน้าไม่ถูก แทนที่จะเร่งแก้ไขกลับขู่ฟ้องร้อง แต่สุดท้ายก็ออกตัวไม่มีการฟ้องร้อง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

ศาลรธน.รับตีความ‘จำเป็นเร่งด่วน’

‘หนู’โวไทยช่วยไทยพลัสไม่ชะงัก

น่าจะเป็นไปตาม ‘ไทม์ไลน์’  เพราะในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุว่าเตรียมนำโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’เสนอ ให้ครม.พิจารณาเพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชน และประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล

‘วิกฤตครั้งนี้ถือว่าวิกฤตลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง’  นายเอกนิติ กล่าว

ขณะที่ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’กำลังเข้าครม.

อีก‘ฉากการเมืองที่สำคัญ’ ก็คือ วันที่ 18 พฤษภาคม

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ ‘รับคำร้อง’ กรณีสส. 133 คน เข้าชื่อเพื่อให้ ‘วินิจฉัย’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรค 1 ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณา และเห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรค 1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ.2 5 6 1 วรรค 7 (1)จึงมีคำสั่ง ‘รับคำร้อง’ ไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ครม.ชี้แจงภายใน 7 วัน สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ และมือกฎหมายรัฐบาล ออกมายืนยันว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้ากระบวนการต่างๆ ตามปกติ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการ
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ และมือกฎหมายรัฐบาล ออกมายืนยันว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้ากระบวนการต่างๆ ตามปกติ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการ

ทันที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘รับคำร้อง’ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ‘มือกฎหมายรัฐบาล’ออกมาอธิบายว่า ขณะนี้กฎหมายตาม พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ และรัฐบาลยังคงเดินหน้ากระบวนการต่างๆ ตามปกติ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการ

‘จะมีการเสนอแนวทางการชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.ซึ่งโดยปกติจะมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อจัดทำคำชี้แจงส่งไปยังศาล’

‘ปมสำคัญ’ อยู่ตรงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งถูกมองว่า ‘ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน’  นายปกรณ์ อธิบายว่า

‘เงินกู้ก้อนนี้แม้จะเป็นก้อนเดียวกัน แต่มี 2 วัตถุประสงค์หลักที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะเป็นเรื่องที่เกื้อกูลกัน ทั้งในส่วนของการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดค่าไฟฟ้าของประชาชนย้ำว่าทั้งสองส่วนนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้ และเป็นแนวทางที่รัฐบาลเคยปฏิบัติมาโดยตลอดในการกู้เงินครั้งที่ผ่านๆ มา’

ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย แสดงความมั่นใจว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

‘สำหรับพรรคฝ่ายค้านอาจจะคิดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่สำหรับรัฐบาลความทุกข์ร้อนของประชาชนทุกเรื่องคือเรื่องเร่งด่วน และมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เรามองไม่เหมือนกันก็ปล่อยให้รัฐบาลได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนไปก่อน’

‘ตอนนี้มีแต่แย่งกันให้กู้ ขอโทษที’ นายกฯตอบไว้เมื่อถูกถามว่า จะมีผลกระทบกับผู้ให้กู้ที่อาจจะมีความลังเลหรือไม่

เชื่อว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’  จะได้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมตามที่กำหนดไว้ ส่วนจะได้ ‘ใช้จ่าย’ ในวงเงิน 4,000 บาท ตามที่บอกกล่าวกันก่อนหน้าว่าจะเป็นวันที่ 1 มิถุนายนหรือไม่ ดูแล้วมี ‘โอกาสสูง’ ที่จะ ‘เลื่อนออกไป’ จนกว่าจะได้ ‘ความชัดเจน’ จากศาลรัฐธรรมนูญ

<<<<<>>>>>> 

‘ทนไม่ไหวแล้วโว้ย’มากันแล้ว

รัฐบาล‘รู้สึกเร็ว’ตั้ง‘คตท.’สู้

‘หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ อย่างเมื่อวานที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ดัชนีการรับรู้รับทราบ เรื่องคอร์รัปชันว่ามาจากไหน ส่วนนึงก็มาจากการสำรวจความรู้สึก ถามมีการโกงไหม ถ้ามีก็ติ๊กถูก อย่างนั้น จะนำไปวัดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีมันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งอย่างที่บอกเป็นตราบาปที่พวกผมต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ของผู้บริหารในปัจจุบันที่จะต้องไปแก้ตราบาป แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง’  นายกฯระบุ

‘ความเห็น’ นี้แหละ นำมาซึ่งข้อหา ‘ฟ้องปิดปาก’ และส่วนหนึ่งมองว่า รัฐบาล ‘ไม่แข็ง’ ที่จะปราบปรามการคอร์รัปชันเท่าที่ควร

จน ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯด้านกฎหมาย ต้องพาคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย , รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT และ นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันเปิดแถลงข่าว

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯด้านกฎหมาย ต้องจัดแถลงข่าวพร้อมคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทนว่ารัฐไม่มีการฟ้องปิดปาก
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯด้านกฎหมาย ต้องจัดแถลงข่าวพร้อมคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทนว่ารัฐไม่มีการฟ้องปิดปาก

‘ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ ไม่ได้สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร’

เหมือนรัฐบาลจะ ‘รับรู้’ ความรู้สึกของสังคม หลังผลการสำรวจ ‘หน่วยงาน’ รับสินบนปรากฎออกไป เลยได้ ‘ฤกษ์’  ที่นายกฯอนุทิน ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ (คตท.) โดยมีนายกฯเป็นประธาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ในจำนวนนี้สมาคมการต่อต้านคอร์รัปชัน ,สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เป็น1ในนั้นด้วย

นั่นคือ ‘แอคชั่น’ ของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการ ‘รวมกันเฉพาะกิจ’ ของ ‘3 มูลนิธิระดับประเทศ’  นำโดย ‘ดร.มานะ นิมิตมงคล’  ประธาน ACT, ‘วิชา มหาคุณ’ และ ‘พล.อ.อ. วีรวิทย์ คงศักดิ์’ โดยทั้งหมดนี้ได้ประกาศจับมือกับกกร. ภายใต้ม็อตโต้แบบ ‘ทันเหตุการณ์’ ว่า ‘ทนไม่ไหวแล้วโว้ย’

เหมือนทุกส่วนจะถูกปลุกให้ตื่นหลังจาก ที่กกร. เปิดผลสำรวจ ‘สินบน’ ของหน่วยงานราชการ จนเกิดแรงกระเพื่อม ไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

หาก ‘ตามดู’  การทำงานของรัฐบาลอนุทิน จะพบว่า ‘หลายเรื่อง’ เพื่อ ‘จัดการ’ กับการคอร์รัปชันมีความคืบหน้า ซึ่งล่าสุดก็คือ ‘นอมินี’ ต่างชาติในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่เกาะพงัน สมุย ภูเก็ต หรือแม้แต่การจัดการกับ ‘ไอ้โม่ง’ ที่กักตุนน้ำมัน ‘กินส่วนต่าง’ ที่แม้จะช้าแต่ก็ถือว่า มีคำตอบให้สังคมจนได้

แต่ก็ ‘หลายเรื่อง’ เช่นกันที่ คนในรัฐบาล เข้าไปเกี่ยวข้อง ‘พัวพัน’ ส่วนจะเข้าเกณฑ์ ‘กรรมเก่า’อย่างเรื่อง ‘ฮั้วสว.’หรือคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ลามไปถึง ‘เขากระโดง’ หรือไม่นั้น ต้องตามดูที่ ‘ตอนจบ’

การตื่นกับปัญหาคอร์รัปชัน รอบนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาล จะได้ใช้ ‘เงินกู้’ 400,000 ล้านบาทเพื่อแก้ไข ‘วิกฤต’  เกิดขึ้นก่อนที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะได้เข้าสู่การพิจารณาของ ‘สภา’

ถือเป็น ‘ความรู้สึกเร็ว’ ของนายกฯอนุทิน ก่อนที่ปัญหา ‘คอร์รัปชัน’ซึ่งหากรัฐบาลไหนโดนเข้าไปก็ต้องมีอัน ‘ม้วนเสื่อ’ กลับบ้านสถานเดียวนั้น จะ‘ลามไกล’ จนรัฐบาลจะไม่สามารถ‘ขยับซ้าย ขยับขวา’ อะไรได้ 

ขออย่างเดียว ‘ปลาสร้อยปลาซิว’ ไม่เอา  เอาเหมือนที่ ‘บางองค์กร’ ด้านจัดการคอร์รัปชันทำกันอย่างในตอนนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์