‘สภาสูง’ ถกเข้ม ‘นโยบายชายแดนใต้’ ชงสร้างรั้ว–แนะเช็กครูสอนศาสนา

21 เม.ย. 2569 - 16:29

  • ‘สว.’ ถก “ร่างนโยบายชายแดนใต้” เสนอเพิ่มมาตรการเข้ม

  • ชี้ปัญหายังไม่ถูกแก้ตรงจุด งบประมาณใช้ไม่คุ้ม

  • หวั่นสถานการณ์รุนแรงลุกลาม กระทบความปลอดภัยประชาชน

‘สภาสูง’ ถกเข้ม ‘นโยบายชายแดนใต้’ ชงสร้างรั้ว–แนะเช็กครูสอนศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ที่มีบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระพิจารณาร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 - 2570 ซึ่งเสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

โดย สว. ต่างอภิปรายสนับสนุนร่างนโยบายดังกล่าว พร้อมกับเสนอแนะต่อการทำงานภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายว่า “กรณีปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ที่ปัจจุบันพบว่ายังจับตัวการไม่ได้ ผมมองว่าเป็นเพราะผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามนโยบาย ทั้งที่ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวาน (20 เม.ย.) มีระเบิดที่ จ.ยะลา และพบการสื่อสารผิดพลาด ทำให้เกิดการต่อต้านให้ขับไล่บุคลากร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง นอกจากนี้เมื่อ 18 เม.ย. พบว่าธงชาติหายจากเสาในพื้นที่ชายแดนฝั่ง จ.จันทบุรี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ผมมองว่าถึงเวลาต้องสร้างความมั่นคงแข็งแรง โดยกั้นกำแพงกั้นเพื่อนบ้านที่นิสัยไม่ดี ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐดูแลได้ไม่ทั่วถึง”

ประชาชน 100% อยากให้สร้างกำแพงรอบประเทศ เพื่อประหยัดงบประมาณ ทั้งงบลาดตระเวน งบซื้ออาวุธ นอกจากนี้เพื่อรักษาชีวิตประชาชน รักษาชีวิตทหาร และผมขอให้ สมช. พิจารณา และผลักดันเอ็มโอยูที่เป็นปัญหาด้วย

พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ

พ.ต.อ.กอบ อภิปรายอีกว่า “สำหรับนโยบายรัฐบาลที่กล่าวถึงการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น ผมมองว่าเบาหวิว และที่ผ่านมา คนไทยแท้ ๆ ในพื้นที่แต่เหมือนมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ดังนั้นผมมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหา เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีแต่นามธรรม สิ่งที่พูดไปฟังมีความหวัง แต่เบาหวิว”

ด้าน รัชนีกร ทองทิพย์ สว. อภิปรายเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อการจัดตั้งขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ที่พบว่าเป็นการจัดตั้งองค์กรเพื่อหารายได้และได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ และเข้ามาก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ เข่นฆ่าประชาชน นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบด้วยว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้มีคนที่ได้ประโยชน์จากสินค้าหนีภาษี เช่น น้ำมัน ทั้งนี้มีคนกล่าวว่าโจรเลี้ยงทหาร ทำให้มีความทวีความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงใกล้พิจารณางบประมาณ

เมื่อเจรจาแต่ไม่เจรจา กลับฆ่าผู้บริสุทธิ์ เหิมเกริมสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งที่ท่านพูดความจริง แต่คนรับไม่ได้ ส่วนโรงเรียนเอกชนที่ทำอย่างถูกต้องควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน มีงบประมาณรองรับ สร้างอาชีพ มีงานทำหลังเรียนจบ เพื่อลดการเข้าร่วมกับกลุ่มบีอาร์เอ็น วันนี้มีคลิปประกาศไม่รับการปกครองภายใต้รัฐไทย ฝ่ายความมั่นคงต้องรีบแก้ไข หากไม่มี อาจมีประกาศรับสมัครอาสาสมัครปราบกบฏใต้ หากเป็นแบบนั้น เชื่อว่าบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ฝ่ายความมั่นคงต้องไม่ทำให้เกิดขึ้น และควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น อย่าให้ประชาชนลงมือทำเอง

รัชนีกร ทองทิพย์

รัชนีกร มองอีกว่า “ฝ่ายความมั่นคงต้องเลิกประนีประนอม อย่ามองว่าดินแดนใต้เป็นแดนสนธยา มีปัญหาละเอียดอ่อน หรือเปราะบาง แต่ต้องใช้กฎหมายไล่ล่าผู้กระทำผิด ปัญหารุนแรง 20 ปีที่ผ่านมา สูญเสียเจ้าหน้าที่กว่า 7,000 คน ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ดังนั้นต้องใช้กฎหมายเข้มข้น ไล่ล่าผู้กระทำผิด ไม่เช่นนั้นปัญหาไม่มีวันจบ”

ขอฝากหนึ่งประโยคให้หน่วยงานความมั่นคง ภัยอยู่ข้างนอก พึงตีที่ที่อ่อน ภัยอยู่ข้างในพึงตีที่แข็ง การตั้งรับที่ดีที่สุด คือการรบ พร้อมกับขอให้กำลังใจแม่ทัพภาคที่ 4 และเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ ให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ลุล่วง และได้สันติสุขเร็ววัน

รัชนีกร ทองทิพย์

ขณะที่ พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ สว. อภิปรายว่า “ให้ความยุติธรรมเข้าถึงง่ายและช่วยเหลือได้ ตั้งศูนย์ยุติธรรมในพื้นที่ให้คำปรึกษาฟรี เกิดปัญหาต้องเยียวยาเร็ว เพื่อลดความคับข้องหมองใจคนในพื้นที่และแรงผลักที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนการศึกษาเป็นเครื่องมือสันติภาพ ควรทำโรงเรียนสามภาษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่ก่อความรุนแรงและไม่มุ่งหายาเสพติด รวมถึงสร้างเวทีสันติภาพ ระดับตำบล ระดับอำเภอ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและลดความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่”

การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ต้องใช้ความร่วมมือ การมีส่วนร่วม รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่เป็นปัญหาความไม่เข้าใจ ต้องใช้ความเข้าใจนำเพื่อให้สันติภาพยั่งยืน ผมเชื่อว่าจะไม่มีใครชาติไหนแบ่งแยกดินแดนได้

พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์

ส่วน ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. อภิปรายว่า “ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ปอเนาะ-ตาดีกา ที่อยู่ในพื้นที่มีความหลากหลายและได้งบประมาณสนับสนุน เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นสถานศึกษาเอกชน 1 ใน 7 ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แต่กลุ่มประเภทอื่นไม่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นควรกลับมาดูศักยภาพด้วยว่าสิ่งที่ให้สนับสนุนนั้นตรงจุดหรือไม่ และอบรมสั่งสอนอย่างไรบ้าง”

เพราะผมได้ข้อมูลมาว่าในบางครั้ง ได้ผู้นำศาสนาที่สอนศาสนาในนั้นจบการศึกษาจากประเทศที่หัวรุนแรง ที่มีก่อการร้ายมาก แต่วิธีการสอนคนละรูปแบบ ประเทศกลุ่มผู้นำศาสนาที่จบมาจากประเทศชั้นนำ กลับกลายเป็นศาสนาเดียวกันแต่สอนคนละรูปแบบ ต้องฝากให้พิจารณา

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

ทั้งนี้ ปริญญ ย้ำว่า “ผมเชื่อว่าศาสนายังควรนำการแก้ปัญหา เพราะไม่เคยทดลองทำ”

ทางฝั่ง ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงว่า “ในส่วนของการสร้างรั้วชายแดน ฝ่ายความมั่นคงได้ผลักดัน และล่าสุดกองทัพภาคที่สี่ อยู่ระหว่างการเสนอโครงการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ขณะที่การใช้กฎหมายพิเศษ ครม. 3-4 ปีที่ผ่านมา ครม. พิจารณาปรับลดการใช้กฎหมายพิเศษ ตั้งเป้าลดการใช้กฎหมายพิเศษทั้งหมดในปี 2570 แต่ในบางอำเภอที่มีเหตุรุนแรงต้องพิจารณาบังคับใช้ตามความเป็นจริง”

ได้กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้ใช้กฎหมายไม่เกินสมควรแก่เหตุ ใช้กฎหมายตามความจำเป็น และเพื่ออำนวยความยุติธรรม

ฉัตรชัย บางชวด

ฉัตรชัย ชี้แจงอีกว่า “กระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาเปิดกว้างพูดคุยกับทุกกลุ่ม ทั้งนี้กลุ่มเห็นต่างจากรัฐขับเคลื่อนการเมือง และความรุนแรงปีกทหารควบคู่กันไป แต่ละกลุ่มมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ทำให้มีข้อจำกัด จึงโน้มน้าวสันติวิธีหาข้อสรุปร่วมกัน และเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่”

“ส่วนประเด็นการศึกษายอมรับว่ามีข้อจำกัด มีศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาชายแดนเป็นองค์กรเฉพาะ แต่มีผู้บริหารจัดการเป็นผู้อำนวยการศูนย์เท่านั้น จึงมีข้อจำกัด ดังนั้นทำให้ฝ่ายมั่นคงและตาดีกาต้องไปพิจารณา เพราะการศึกษาเป็นสิ่งนำเพื่อสร้างความไว้วางใจพื้นฐานกับคนในพื้นที่”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์