ผลงานสวนทางความรู้สึก! ‘สว.’ ถล่ม ‘กกต.’ ทำประชาชนเสื่อมศรัทธา-ไม่เชื่อถือ

28 เม.ย. 2569 - 14:50

  • วุฒิสภาถล่ม ‘กกต.’ ชี้ทำศรัทธาประชาชนถดถอย

  • เสียงวิจารณ์สะท้อน ‘เลือกตั้ง’ ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส

  • ‘เปรมศักดิ์’ เตือน “อำนาจไร้ความน่าเชื่อถือ ย่อมไร้ความหมาย”

ผลงานสวนทางความรู้สึก! ‘สว.’ ถล่ม ‘กกต.’ ทำประชาชนเสื่อมศรัทธา-ไม่เชื่อถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 โดยมีแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำข้าราชการ 12 คนมาชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา

โดยการอภิปรายของ สว. ส่วนใหญ่ตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต. ในช่วงที่ผ่านมาว่า “ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ” โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว. และ สส.

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า กกต. ในวันนี้มีภาพลักษณ์ต่างจากสมัย บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาฯ เป็น กกต. เป็นอย่างมาก ภาพลักษณ์ของ กกต. คนคาดหวังว่าจะมีความโปร่งใสในการเลือกตั้งทุกระดับ ถ้าจำกันได้สมัยก่อนจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด มี กกต. ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 กกต. ช่วงนั้นเป็น กกต. ในฝันของประชาชน ที่ผมประทับใจมี กกต. ท่านหนึ่งประกาศการรับรอง สส. ว่า “จะไม่ยอมให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา” การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงบริสุทธิ์โปร่งใส เป็นที่นับถือจนเป็นตำนานของการเลือกตั้งที่เรามี กกต. ชุดแรก หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เราก็มี กกต. มาถึงทุกวันนี้ เพราะประชาชนอยากให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่อยากให้นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นองค์กรที่คุมกรรมการการเลือกตั้ง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า แต่ผมดูรายงานจากเอกสารที่ กกต. เสนอต่อวุฒิสภาพบว่า ท่านบอกจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ประชาชนคนตรวจการบ้านกลับมองสวนทางกับรายงานที่เสนอมา ในรายงานบอกว่า มีความเรียบร้อยโปร่งใส แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามมากมายถึงการเลือกตั้ง สส. และ สว. ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ

มีประชาชนพูดตรงกันทั่วประเทศว่า “อย่ามาแหวง” แต่เลขาธิการ กกต. กลับบอกอย่างภูมิใจว่าท่านไม่ถือ ท่านไม่โกรธ และชอบด้วยซ้ำ ค้านกับความรู้สึกของประชาชน เพราะคำว่าอย่ามาแหวง เขาหมายถึงว่าไม่เชื่อถือแล้วจะมาภูมิใจในความไม่เชื่อถือนี้ได้อย่างไร อยากถามเลขาธิการ กกต. ว่า ปากกับใจตรงกันหรือไม่ ที่พูดว่าชอบคำพูดอย่ามาแหวง ความจริงน่าจะเอาความเสียงสะท้อนนี้ตรวจสอบว่าทำไมประชาชนพูดแบบนี้ ผมจำได้เลขาธิการ กกต. คนแรกสมัยวิจิตร อยู่สุภาพ ประชาชนก็ไม่เคยบอกว่า “อย่ามาวิจิตร” แต่เวลานี้ทำไมประชาชนตั้งคำถามว่า กกต. อิสระจริงหรือไม่

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในรายงาน กกต. บอกว่าในปี 2569 จะเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่ง จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ จึงอยากถามว่า กกต. ได้ทำตามที่ท่านได้บอกว่าท้าทายแล้วใช่หรือไม่ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีการทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปรากฏว่าประชาชนกว่า 21 ล้านคนเห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล ในร่างนโยบายไม่มีการเขียนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยแม้บรรทัดเดียว ถ้าผมเป็น กกต. โวยไปแล้ว และอนาคตการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่มีในนโยบายรัฐบาล แล้ว กกต. ยังนิ่งเฉยได้อย่างไร

รายงานของ กกต. ที่ส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาทำอย่างสละสลวย ทำให้ผมเคลิ้มแต่ขาดศรัทธา วันนี้ศรัทธาถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์กรอิสระแห่งนี้จะคงอยู่ต่อไปได้อย่างไรบนศรัทธาที่เสื่อมคลอนลงมาเรื่อยๆ ผมอยากพูดคำหนึ่งให้เลขาธิการ กกต. และคณะที่มาชี้แจงว่า วันนี้ท่านมีอำนาจ ท่านมีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย แต่อำนาจที่ปราศจากความน่าเชื่อถือจะเป็นอำนาจที่ไร้ความหมาย

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ

‘อังคณา’ ชง 4 แนวทางฟื้นความเชื่อมั่น

ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายว่า หลังการเลือกตั้ง สว. ปี 67 และการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนออกมาชัดเจนคือความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ไม่ใช่ดูแค่จากผลคะแนน แต่หมายถึงกระบวนการทั้งหมดในการจัดการที่นำมาสู่ผลคะแนน ถ้าฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนจะพบปัญหาตั้งแต่การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล จนถึงช่องทางที่ประชาชนร้องเรียนเข้าถึงยาก เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่เข้าใจด้วยเหตุผลก็ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และขยายตัวเป็นวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้ง และ กกต.

อังคณา กล่าวอีกว่า ในรายงานของ กกต. ได้กล่าวถึงความท้าทายในการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก และที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึง กกต. ในเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม รวมถึงการจัดการกับการซื้อเสียง กติกาที่ไม่เป็นธรรม หรือการบังคับใช้กฎระเบียบที่อาจถูกมองว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่อ กกต. คือ

1. ต้องมีการสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้โดยง่าย

2. การจัดการเรื่องร้องเรียนควรมีระยะเวลาดำเนินการที่แน่นอน และในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนนั้น ๆ ไม่ควรล่าช้า และควรเปิดเผยคำวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสาธารณะ

3. การสื่อสารกับประชาชน กกต. ควรลดการใช้ภาษากฎหมายที่ตีความยาก และให้คำอธิบายถึงความสำคัญ และเหตุผลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนเข้าใจได้โดยง่าย กกต. ต้องอดทนอดกลั้นในการชี้แจง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ

4. กกต. ไม่ควรใช้กฎหมายในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเปิดเผย เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามโดยการใช้กฎหมาย

ความเชื่อมั่นศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการทำงานที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ยิ่งสังคมตั้งคำถามมากเท่าไหร่ถือว่าประชาชนให้ความสำคัญกับ กกต. มากขึ้นเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน และในระบอบประชาธิปไตย ความโปร่งใส เป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากประชาชน

อังคณา นีละไพจิตร

‘พ.ต.อ.กอบ’ ให้กำลังใจ กกต.เชียร์ใช้อำนาจตาม รธน.แบบเข้มข้น

ทางด้าน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายบางช่วงบางว่า เห็นใจ กกต. โดยการทำงานที่ผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนั้นดีแล้ว แต่บังเอิญคนไม่เหมือนกัน ความเห็นไม่ใช่กฎหมาย และขอให้ กกต. ใช้ความกล้าหาญ

พร้อมชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต. เต็มที่ กกต. ต้องทำให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญให้อำนาจการทำงานร่วมกับ 9 องค์กรอิสระ ขอให้ กกต. ใช้องค์กรเหล่านั้น อย่าใช้องค์กรที่มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายของ กกต. มาทำงาน

ส่วนประเด็นที่มี สว. บางคนอภิปรายเรื่อง “ฮั้ว สว.” มองว่าไม่ควรใช้คำนั้นเพราะไม่มีในกฎหมาย อย่างไรก็ดีขอให้ สว. เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง อย่าใช้คำพูดไม่สุภาพ ทั้งนี้ การทำงานต้องรู้หน้าที่ กกต. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ดี ก็จะจบได้

‘เลขาธิการ กกต.’ ยันระบบเข้มแข็ง ไร้แทรกแซง

จากนั้น แสวง ชี้แจงว่า การเลือกตั้งคือการแข่งขันที่ต้องให้ความสำคัญกับกติกา ซึ่งหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึงการเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้นผลการเลือกตั้ง คือผลที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และประชาชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน กกต. เป็นผู้ออกแบบการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นการเลือกตั้งดีหรือไม่ดีต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หลักการจัดการเลือกตั้ง กกต. ยืนยันว่าได้ออกแบบระบบที่เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อย คำนึงถึงความโปร่งใส อย่างไรก็ดีในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลผมไม่ขอก้าวล่วง และผมขอไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่ามีความผิดพลาด 50% นั้น ข้อเท็จจริงคือผิดพลาด 50 แห่งจาก 1 แสนหน่วย ทั้งนี้ในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร กกต. ก็เห็นอย่างนั้น โดยวันเลือกตั้งไม่มีพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าหน้าที่เลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ส่วน กปน. คือประชาชนที่อาสาเข้ามา 1.6 แสนคน ส่วนประชาชนที่เลือกตั้ง 52 ล้านคน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองทำร่วมกัน ขณะที่ กกต. ทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย โปร่งใส ซึ่งขั้นตอนที่เกิดขึ้นอธิบายได้ว่าไม่มีความไม่โปร่งใสในสิ่งที่ทำ

แสวง บุญมี

แสวง ชี้แจงต่อไปว่า ส่วนความพยายามหรือการกระทำที่ทุจริตนั้น ระบบตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้ง กกต. คำนึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาชน ผู้แทนพรรคการเมืองเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ รวมถึงองค์กรเอกชนร่วมเกือบแสนคน ส่วนที่เกิดข้อผิดพลาดนั้น ยืนยันว่าไม่เกิดจากระบบ เพราะตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตั้งได้

ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่า กกต. ฟ้องปิดปากประชาชน ว่า กกต. คำนึงถึงการใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กระทำไปแยกระหว่างคนทำผิดกับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นเมื่อมีคนที่ไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเรียบร้อย

‘ฮั้ว สว.’ เป็นคดีลักษณะพิเศษ-สำนวนกว่า 9 หมื่นหน้า รอชงที่ประชุมใหญ่

แสวง ชี้แจงอีกว่า การทำสำนวนของ กกต.นั้นมีเวลาเร่งรัดทุกสำนวนให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่มีคดีที่ต้องใช้เวลาเกิน เพราะมีสำนวนที่เป็นลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อน ต้องนำคำร้องทุกคำร้องที่มีผู้ร้องเป็นรายกรณีมารวมในคำร้อง ดังนั้นจึงมีเอกสารพยานหลักฐานมาก เกือบ 9 หมื่นหน้า ขณะนี้อยู่ในชั้นเสนอ กกต. พิจารณา

กกต. ได้เร่งรัดสอบสวนทุกสำนวน และนอกจากเร็ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย คดีเลือกตั้งไม่เหมือนคดีทั่วไปหรือคดีอาญา ที่มีประจักษ์พยานชัดเจน แต่คดีเลือกตั้งบางครั้งในการข่าวพอทราบว่าอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นำไปสู่ชั้นศาลต้องมีพยานหลักฐาน รับฟังพยานจนปราศจากข้อสงสัย

แสวง บุญมี

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการอภิปราย เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวชี้แจงโดยขอบคุณข้อเสนอแนะของ สว. พร้อมย้ำว่า “การเลือกตั้งเปรียบเสมือนการแข่งขันจึงต้องเคารพกติกา กกต. คือผู้ออกแบบการเลือกตั้งให้เรียบร้อย และตรวจสอบว่าเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่”

สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใส เราไม่ได้เห็นเกินกว่าที่ประชาชนเห็นในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร เราก็เห็นอย่างนั้น การทำงานกับ กปน. กว่าล้านคน ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยืนยันว่า ตัวระบบมีความแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงได้

แสวง บุญมี

ขณะที่เรื่อง “การออกเสียงประชามติ” แสวง ระบุว่า “รัฐบาลจะดำเนินการต่ออย่างไรนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล การออกเสียงประชามติก็เริ่มต้นจากรัฐสภาส่งไปยังรัฐบาล แต่รัฐบาลได้ตั้งคำถามใหม่ ส่วนการดำเนินการของรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาหรือประชาชนต้องตรวจสอบรัฐบาล กกต. คงไม่ได้อยู่ในอำนาจตรงนี้ เพราะมีหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์