เมื่อคำวิจารณ์เรื่อง “ความชอบธรรม” ถูกโยนมาถึง สว.ทั้งองค์กร คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เห็นต่างทางการเมือง แต่ลุกลามไปถึงที่มาของระบบสรรหาและถ้อยคำที่ถูกอ้างถึงผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560
พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อม สว.บางส่วน แถลงกรณี นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเกี่ยวกับวุฒิสภาเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุในทำนอง “สว.มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง” รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยระบุว่า “การออกแบบระบบวุฒิสภาถือเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”
ชี้คำพูดกระทบทั้งองค์กร
อย่างไรก็ตาม มีชัยออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยกล่าวเช่นนั้น และไม่เคยพบหรือพูดคุยกับนครินทร์ ทำให้ สว.เห็นว่าคำกล่าวดังกล่าวกระทบโดยตรงทั้งต่อองค์กรวุฒิสภาและมีชัย จึงต้องการชี้แจงต่อประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น
1. โต้คำกล่าว “ชอบธรรมต่ำ” ชี้อย่าเหมารวม สว.ทั้ง 200 คน
พิสิษฐ์ระบุว่า การที่นครินทร์กล่าวถึง สว.ในลักษณะดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและลดทอนคุณค่าของ สว. เพราะการเหมารวมว่า สว.มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรและ สว.ทั้ง 200 คน โดยไม่ได้พิจารณาถึงคุณสมบัติ การปฏิบัติหน้าที่ และผลงานของสมาชิกแต่ละคน
พิสิษฐ์กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญหรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกผ่านกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว.
การวิพากษ์วิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำมาสู่การเหมารวมและด้อยค่า สว.ทั้งองค์กร พร้อมยกเนื้อหาในหนังสือของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีชัยระบุเจตนารมณ์ว่า การกำหนดที่มาของ สว.รูปแบบใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไป เปิดโอกาสให้สมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลัง และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด
2. จี้ ‘นครินทร์’ เปิดหลักฐาน หลัง ‘มีชัย’ ปฏิเสธไม่เคยพูด
พิสิษฐ์กล่าวว่า คำกล่าวของนครินทร์มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากมีชัยออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เคยพูด และไม่เคยพบกับนครินทร์ จึงต้องการให้นครินทร์ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน พร้อมแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการสนทนาที่นำมากล่าวอ้าง
“เหตุที่พวกเราเพิ่งออกมาให้ความเห็นหลังผ่านมา 4 วัน เพราะเราเคารพนครินทร์ ที่เป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่านครินทร์จะออกมา แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจง จึงขอให้ออกมาชี้แจงด้วย”
— พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
3. ห่วงกระทบชื่อเสียง ‘มีชัย’ และทีมร่างรัฐธรรมนูญ
พิสิษฐ์กล่าวว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำยืนยันของมีชัย อาจส่งผลให้มีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าการออกแบบกติกาดังกล่าวเป็นความผิดพลาด
เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยกล่าวเช่นนั้นและไม่เคยพบกับนครินทร์ หากไม่มีหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้าง ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าเป็นการทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเป็นการใส่ร้าย
4. เตือนอย่าทำสังคมเข้าใจผิดเรื่องอำนาจ สว.
พิสิษฐ์ระบุว่า คำกล่าวของนครินทร์อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรืออำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ สว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด
ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการตั้งคำถามต่อ “ระบบ” กับการลดทอนความชอบธรรมของ สว.ทั้งคณะ และไม่ควรใช้คำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด
5. ย้อนถามบทบาทอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
พิสิษฐ์ยังตั้งคำถามถึงบทบาทในอดีตของนครินทร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นเวลานานถึง 10 ปี โดยเห็นว่าคำพูดของบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักต่อสาธารณชน
หากนครินทร์เห็นว่าระบบที่มาของ สว.เป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
พิสิษฐ์กล่าวว่า การออกมาแสดงความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น ขณะที่บุคคลดังกล่าวออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความสอดคล้อง ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือระหว่างบทบาทในอดีตกับคำกล่าวในปัจจุบัน พร้อมตั้งคำถามว่า หากนครินทร์มองว่าการเมืองในปัจจุบันมีปัญหาและไม่มีอนาคต “มีแต่ความมืดมัว” แล้ว ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นครินทร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่
ขอให้วิจารณ์บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่คำกล่าวไร้หลักฐาน
พิสิษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อไปนครินทร์ควรระมัดระวังการใช้คำพูดที่เหมารวม ลดทอน หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์กรวุฒิสภาและบุคคลอื่น พร้อมขอให้เคารพสิทธิของประชาชนในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
ทั้งนี้ วุฒิสภายืนยันว่า การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่ใช่การกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานจนสร้างความเสียหายแก่บุคคลหรือองค์กรของรัฐ
‘ฉัตรวรรษ’ ขอให้ย้อนทบทวนตัวเอง
ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวว่า พวกเราคงไม่มีความเห็นอะไรในประเด็นที่นครินทร์กล่าวไว้ นอกจากจะขอให้ไปพิจารณาทบทวนตัวท่านเองก่อน ทุกองค์กรมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึงตัวท่านด้วย ขณะที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กรสำคัญในทางการเมือง ตนจะไม่กล่าวว่าอะไร คงจะเป็นเรื่องที่สังคมจะพิจารณาได้
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพวกเรา สมาชิกวุฒิสภา พวกเราเคารพกติกาของทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 คณะไต่สวนชุดที่ 36 เราเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะกระแสสังคมขณะนี้ ในฐานะเจ้าพนักงานมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ที่ทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้นจึงมองว่าการมีสถานะที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในฐานะความเป็นเจ้าพนักงานนั้น การให้ความเคารพกฎกติกา เคารพซึ่งกันและกัน จะก่อให้เกิดความสามัคคีบ้านเมืองนี้ จึงขอฝากให้สังคมและพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย
ท่าทีของ สว.ครั้งนี้สะท้อนการตอบโต้โดยตรงต่อคำวิจารณ์ของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในประเด็นความชอบธรรมของ สว.และคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับ มีชัย ฤชุพันธุ์ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเรียกร้องให้แยก “การวิจารณ์ระบบ” ออกจาก “การลดทอนองค์กร” พร้อมกดดันให้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ แสดงหลักฐานต่อสาธารณชน
ขณะเดียวกันยังโยงไปถึงคำถามเรื่องบทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญว่า ควรมีความรับผิดชอบต่อคำพูดและข้อมูลที่สื่อสารออกสู่สังคมเพียงใด




