ย้อนประวัติศาสตร์ 'สภาสูงไทย' จากยุค 'พฤฒสภา' สู่ยุคครหา 'สว.สีน้ำเงิน'

26 พ.ค. 2569 - 17:10

  • จาก 'พฤฒสภา' ยุคคณะราษฎร สู่ยุค 'สว.สีน้ำเงิน' ในปัจจุบัน ย้อนวิวัฒนาการ 'สภาสูงไทย' สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน 'ขั้วอำนาจ' - เครื่องมือรักษา 'สมดุลการเมือง' ทุกยุคสมัย

ย้อนประวัติศาสตร์ 'สภาสูงไทย' จากยุค 'พฤฒสภา' สู่ยุคครหา 'สว.สีน้ำเงิน'

นับตั้งแต่ปี 2489 "สภาสูงไทย" ได้เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งที่มา โครงสร้าง และขั้วอำนาจไปตามทิศทางกระแสลมทางการเมือง 

พฤฒสภา พ.ศ. 2489 ยุคคณะราษฎร

จุดเริ่มต้นของสภาสูงไทยเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2489 ในชื่ออันสุดคลาสสิกว่า "พฤฒสภา" ซึ่งเป็นกลไกที่มุ่งเน้นประสบการณ์ของสมาชิก โดยสมาชิกพฤฒสภามีจำนวน 80 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยให้ สส. เป็นผู้เลือกบุคคลภายนอกหรือผู้แทนจากสาขาอาชีพต่างๆ

มี วิลาศ โอสถานนท์ สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ดำรงตำแหน่ง ประธานพฤฒสภาคนแรก ในประวัติศาสตร์เมื่อ 4 มิถุนายน 2489

ในหน้าประวัติบุคคล วิลาศ เป็นบุตรคนโตของ ตระกูลโอสถานนท์ที่ เกิดย่านสำราญราษฎร์ริมคลองโอ่งอ่าง ในวัยเยาว์ขึ้นชื่อเรื่องความซุกซนจนเกือบตกน้ำหลายหน 

แม้ วิลาศ จะนั่งตำแหน่งประธานเพียงระยะเวลาสั้นๆ ราว 2 เดือนเศษ ก่อนลาออกเพื่อไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่บทบาทของท่านก็ได้วางรากฐานของการประชุมพฤฒสภาท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยแรกเริ่ม

วุฒิสภาแต่งตั้ง พ.ศ. 2490–2539 เกราะป้องกันของ 'ฝ่ายอนุรักษนิยม'

หลังการรัฐประหาร 2490 โดย จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ฝ่ายอนุรักษนิยมก้าวขึ้นมากุมอำนาจพร้อมกับการถือกำเนิดของคำว่า "วุฒิสภา" ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบแต่งตั้งทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นและป้อมปราการถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ประธานวุฒิสภาคนแรก ภายใต้ชื่อใหม่นี้คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 26 พฤศจิกายน 2490 

เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เป็นบุคคลระดับตำนานที่เป็นขุนนาง 5 แผ่นดิน และเป็นผู้ถือบรรดาศักดิ์ชั้น "เจ้าพระยา" คนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย 

การขึ้นดำรงตำแหน่งยาวนานจนถึงปี 2494 สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลในยุคนั้นใช้บารมีของอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ ในการควบคุมกลไกทางนิติบัญญัติ เพื่อพิทักษ์เสถียรภาพของระบอบการปกครองยุคหลังรัฐประหาร

ยุค สว.เลือกตั้ง พ.ศ. 2543–2549 ตำนาน "สภาผัวเมีย

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกประกาศใช้เพื่อปฏิรูปการเมืองไทย ปิดฉาก สว.ลากตั้ง และเปิดทางให้ สว.เลือกตั้ง โดยตรง

เกิดคำว่า "สภาผัวเมีย" เพราะ สส. และ สว. รวมไปถึงนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ สว. เป็นสามีภรรยาหรือเครือญาติกัน เกิดขึ้นชัดเจนในช่วงนี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว. มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ฐานเสียงและการเมืองถูกผูกขาดอยู่ในตระกูลการเมือง เช่น ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ เป็นภรรยาของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ในการเลือกตั้ง 4 มีนาคม 2543 สนิท วรปัญญา อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ผู้มีผลงานเชิงประจักษ์ในการคิดค้นตราสัญลักษณ์ "Thailand Brand" ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดลพบุรี และได้ก้าวขึ้นเป็น ประธานวุฒิสภาจากการเลือกตั้งคนแรก ในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2543

ทว่า ความฝันเรื่องสภาสูงที่โปร่งใสกลับถูกทดสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อ สนิท โดนร้องเรียนและถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์แจกใบเหลืองจากการโดนฟ้องร้องถึง 6 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการแจกเสื้อ แจกเงินให้กำนันและชาวบ้าน ตลอดจนคำสัญญาว่าจะสร้างประปาและถนนในพื้นที่ 

นำไปสู่การพ้นสภาพสมาชิกภาพและยุติบทบาทประมุขสภาสูง 13 มีนาคม 2544 

วุฒิสภาลูกผสม พ.ศ. 2551–2557

เพื่อป้องกันไม่ให้สภาสูงถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองเหมือนในอดีต รัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้คลอดโมเดลประนีประนอมแบบ "สว.ลูกผสม" คือ ให้มีทั้ง สว. จากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน และ สว. จากการสรรหาอีกกึ่งหนึ่ง

ในยุคนี้ วุฒิสภา ได้ ประสพสุข บุญเดช อดีตประธานศาลอุทธรณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 มีนาคม 2551 

ตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่เกือบ 3 ปี ประสพสุข ได้พยายามยึดโยงสภาสูงเข้ากับหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และการตัดสินใจที่ปราศจากอคติ โดยย้ำเสมอว่าต้องทำงานบนหลักกฎหมาย ไม่ใช่หลักอำเภอใจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่วังวนวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้น

สว. บทเฉพาะกาล พ.ศ. 2562–2567

หลังการยึดอำนาจในปี 2557 โครงสร้างสภาสูงเปลี่ยนกลับไปสู่ระบบแต่งตั้งแบบเบ็ดเสร็จอีกครั้งผ่านบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้มี สว. สรรหาโดย คสช. จำนวน 250 คน ประธานวุฒิสภาในยุคนี้คือ พรเพชร วิชิตชลชัย

บทบาทที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของ สว. ชุดนี้คือการใช้อำนาจพิเศษตามบทเฉพาะกาลร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่มติเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ท่วมท้นถึง 249 เสียง จากจำนวนทั้งหมด 250 เสียง โดยมีเพียง ประธานวุฒิสภา ที่งดออกเสียงตามมารยาททางการเมือง 

สว. ระบบเลือกกันเอง  คลื่นสีน้ำเงิน - ชัยชนะ "มงคล สุระสัจจะ"

หน้าประวัติศาสตร์ล่าสุดเปิดฉากขึ้นภายหลังการหมดวาระของ สว. บทเฉพาะกาล โดยเปลี่ยนมาใช้ "ระบบการเลือกกันเอง" ของกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม ซึ่งจัดขึ้นในปี 2567 

ผลลัพธ์สุดท้าย พบว่าเกินครึ่งเสียงส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มเครือข่ายอำนาจที่สื่อมวลชนและพรรคฝ่ายค้าน ขนานนามว่า "สว.สีน้ำเงิน"

23 กรกฎาคม 2567 ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงคะแนนลับและเทคะแนนสูงถึง 159 เสียง เลือก มงคล สุระสัจจะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา

ชนะผู้ท้าชิงอย่าง รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส และ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ คะแนนไปอย่างขาดลอย

แม้ตัว มงคล จะพยายามออกตัวปฏิเสธอยู่หลายครั้งว่าตนเองไม่ได้สังกัดค่ายการเมืองใดๆ และพร้อมจะทำหน้าที่โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่ก็ไม่สิ้นครหาจากสังคม

หากวิเคราะห์วิวัฒนาการของ "สภาสูง" และ "ประธานวุฒิสภา" ในแต่ละยุคสมัย จะพบว่าสภาแห่งนี้เปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในประเทศไทยได้อย่างชัดแจ้ง

"วุฒิสภาไทย" ยังคงทำหน้าที่เป็น ทั้งสนามแข่งขัน พื้นที่ประนีประนอม และเครื่องมือทางนิติบัญญัติ ที่พยายามรักษาสมดุลแห่งอำนาจเอาไว้ ไม่ว่ากลไกเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม

ai-Info-ย้อน สว.ไทย-3.jpg

อ้างอิง

thaipbs / kpi / pridi / kpi / kpi / thaipublica / kpi / parliamentwatch / parliament / wevis / matichonweekly /chula / kpi /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์