นับตั้งแต่ปี 2489 "สภาสูงไทย" ได้เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งที่มา โครงสร้าง และขั้วอำนาจไปตามทิศทางกระแสลมทางการเมือง
พฤฒสภา พ.ศ. 2489 ยุคคณะราษฎร
จุดเริ่มต้นของสภาสูงไทยเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2489 ในชื่ออันสุดคลาสสิกว่า "พฤฒสภา" ซึ่งเป็นกลไกที่มุ่งเน้นประสบการณ์ของสมาชิก โดยสมาชิกพฤฒสภามีจำนวน 80 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยให้ สส. เป็นผู้เลือกบุคคลภายนอกหรือผู้แทนจากสาขาอาชีพต่างๆ
มี วิลาศ โอสถานนท์ สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ดำรงตำแหน่ง ประธานพฤฒสภาคนแรก ในประวัติศาสตร์เมื่อ 4 มิถุนายน 2489
ในหน้าประวัติบุคคล วิลาศ เป็นบุตรคนโตของ ตระกูลโอสถานนท์ที่ เกิดย่านสำราญราษฎร์ริมคลองโอ่งอ่าง ในวัยเยาว์ขึ้นชื่อเรื่องความซุกซนจนเกือบตกน้ำหลายหน
แม้ วิลาศ จะนั่งตำแหน่งประธานเพียงระยะเวลาสั้นๆ ราว 2 เดือนเศษ ก่อนลาออกเพื่อไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่บทบาทของท่านก็ได้วางรากฐานของการประชุมพฤฒสภาท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยแรกเริ่ม
วุฒิสภาแต่งตั้ง พ.ศ. 2490–2539 เกราะป้องกันของ 'ฝ่ายอนุรักษนิยม'
หลังการรัฐประหาร 2490 โดย จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ฝ่ายอนุรักษนิยมก้าวขึ้นมากุมอำนาจพร้อมกับการถือกำเนิดของคำว่า "วุฒิสภา" ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบแต่งตั้งทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นและป้อมปราการถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ประธานวุฒิสภาคนแรก ภายใต้ชื่อใหม่นี้คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 26 พฤศจิกายน 2490
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เป็นบุคคลระดับตำนานที่เป็นขุนนาง 5 แผ่นดิน และเป็นผู้ถือบรรดาศักดิ์ชั้น "เจ้าพระยา" คนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย
การขึ้นดำรงตำแหน่งยาวนานจนถึงปี 2494 สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลในยุคนั้นใช้บารมีของอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ ในการควบคุมกลไกทางนิติบัญญัติ เพื่อพิทักษ์เสถียรภาพของระบอบการปกครองยุคหลังรัฐประหาร
ยุค สว.เลือกตั้ง พ.ศ. 2543–2549 ตำนาน "สภาผัวเมีย
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกประกาศใช้เพื่อปฏิรูปการเมืองไทย ปิดฉาก สว.ลากตั้ง และเปิดทางให้ สว.เลือกตั้ง โดยตรง
เกิดคำว่า "สภาผัวเมีย" เพราะ สส. และ สว. รวมไปถึงนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ สว. เป็นสามีภรรยาหรือเครือญาติกัน เกิดขึ้นชัดเจนในช่วงนี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว. มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ฐานเสียงและการเมืองถูกผูกขาดอยู่ในตระกูลการเมือง เช่น ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ เป็นภรรยาของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
ในการเลือกตั้ง 4 มีนาคม 2543 สนิท วรปัญญา อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ผู้มีผลงานเชิงประจักษ์ในการคิดค้นตราสัญลักษณ์ "Thailand Brand" ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดลพบุรี และได้ก้าวขึ้นเป็น ประธานวุฒิสภาจากการเลือกตั้งคนแรก ในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2543
ทว่า ความฝันเรื่องสภาสูงที่โปร่งใสกลับถูกทดสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อ สนิท โดนร้องเรียนและถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์แจกใบเหลืองจากการโดนฟ้องร้องถึง 6 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการแจกเสื้อ แจกเงินให้กำนันและชาวบ้าน ตลอดจนคำสัญญาว่าจะสร้างประปาและถนนในพื้นที่
นำไปสู่การพ้นสภาพสมาชิกภาพและยุติบทบาทประมุขสภาสูง 13 มีนาคม 2544
วุฒิสภาลูกผสม พ.ศ. 2551–2557
เพื่อป้องกันไม่ให้สภาสูงถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองเหมือนในอดีต รัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้คลอดโมเดลประนีประนอมแบบ "สว.ลูกผสม" คือ ให้มีทั้ง สว. จากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน และ สว. จากการสรรหาอีกกึ่งหนึ่ง
ในยุคนี้ วุฒิสภา ได้ ประสพสุข บุญเดช อดีตประธานศาลอุทธรณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 มีนาคม 2551
ตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่เกือบ 3 ปี ประสพสุข ได้พยายามยึดโยงสภาสูงเข้ากับหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และการตัดสินใจที่ปราศจากอคติ โดยย้ำเสมอว่าต้องทำงานบนหลักกฎหมาย ไม่ใช่หลักอำเภอใจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่วังวนวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้น
สว. บทเฉพาะกาล พ.ศ. 2562–2567
หลังการยึดอำนาจในปี 2557 โครงสร้างสภาสูงเปลี่ยนกลับไปสู่ระบบแต่งตั้งแบบเบ็ดเสร็จอีกครั้งผ่านบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้มี สว. สรรหาโดย คสช. จำนวน 250 คน ประธานวุฒิสภาในยุคนี้คือ พรเพชร วิชิตชลชัย
บทบาทที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของ สว. ชุดนี้คือการใช้อำนาจพิเศษตามบทเฉพาะกาลร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่มติเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ท่วมท้นถึง 249 เสียง จากจำนวนทั้งหมด 250 เสียง โดยมีเพียง ประธานวุฒิสภา ที่งดออกเสียงตามมารยาททางการเมือง
สว. ระบบเลือกกันเอง คลื่นสีน้ำเงิน - ชัยชนะ "มงคล สุระสัจจะ"
หน้าประวัติศาสตร์ล่าสุดเปิดฉากขึ้นภายหลังการหมดวาระของ สว. บทเฉพาะกาล โดยเปลี่ยนมาใช้ "ระบบการเลือกกันเอง" ของกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม ซึ่งจัดขึ้นในปี 2567
ผลลัพธ์สุดท้าย พบว่าเกินครึ่งเสียงส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มเครือข่ายอำนาจที่สื่อมวลชนและพรรคฝ่ายค้าน ขนานนามว่า "สว.สีน้ำเงิน"
23 กรกฎาคม 2567 ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงคะแนนลับและเทคะแนนสูงถึง 159 เสียง เลือก มงคล สุระสัจจะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา
ชนะผู้ท้าชิงอย่าง รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส และ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ คะแนนไปอย่างขาดลอย
แม้ตัว มงคล จะพยายามออกตัวปฏิเสธอยู่หลายครั้งว่าตนเองไม่ได้สังกัดค่ายการเมืองใดๆ และพร้อมจะทำหน้าที่โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่ก็ไม่สิ้นครหาจากสังคม
หากวิเคราะห์วิวัฒนาการของ "สภาสูง" และ "ประธานวุฒิสภา" ในแต่ละยุคสมัย จะพบว่าสภาแห่งนี้เปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในประเทศไทยได้อย่างชัดแจ้ง
"วุฒิสภาไทย" ยังคงทำหน้าที่เป็น ทั้งสนามแข่งขัน พื้นที่ประนีประนอม และเครื่องมือทางนิติบัญญัติ ที่พยายามรักษาสมดุลแห่งอำนาจเอาไว้ ไม่ว่ากลไกเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม

อ้างอิง
thaipbs / kpi / pridi / kpi / kpi / thaipublica / kpi / parliamentwatch / parliament / wevis / matichonweekly /chula / kpi /





