มีการยื่นคำกล่าวหาต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวน สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมพิจารณาวินิจฉัยมติและเหตุผลในสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งผู้ร้องระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ตามเอกสารคำกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุลำดับเหตุการณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. ได้ประชุมพิจารณาและลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. หรือคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องจำนวนมากและได้รับความสนใจจากสาธารณชน ต่อมาในวันที่ 15 กันยายน 2569 สิทธิโชติได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในฐานะ กกต. เสียงข้างน้อย โดยเปิดเผยรายละเอียดคะแนนการลงมติเป็นรายกลุ่ม เช่น มติ 5 ต่อ 2 และ 6 ต่อ 1 พร้อมระบุว่าตนเองและ ชาย นครชัย เป็นกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อย
นอกจากนี้ สิทธิโชติยังได้กล่าวถึงเหตุผลและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวน เช่น ความเชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคการเมือง การจัดทำโพย ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ พยานบุคคล พยานนิติวิทยาศาสตร์ การกลับคำให้การของพยาน รวมถึงให้ความเห็นว่าการสืบสวนเส้นทางการเงินบางส่วนถูกยุติหรือตัดตอน
คำร้องยังระบุถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สิทธิโชติได้ร่วมงานเสวนาของราชบัณฑิตยสภา โดยกล่าวพาดพิงถึงเอกสารข่าวของ กกต. ว่ามีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ไม่รับสำนวนและเอกสารหลักฐานเส้นทางการเงินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยระบุว่าระหว่างพิจารณา DSI มีหนังสือแจ้งหลักฐานคดีฟอกเงิน แต่ กกต. เสียงข้างมากไม่รับ
ผู้กล่าวหาระบุว่า แม้ กกต. อาจมีข้อตกลงก่อนการแถลงข่าวให้เปิดเผยจำนวนเสียงรายข้อกล่าวหาได้ แต่การให้สัมภาษณ์ของสิทธิโชติกลับมีรายละเอียดที่กว้างกว่านั้น ทั้งการระบุตัวกรรมการฝ่ายข้างน้อย เหตุผลในการลงมติ และการวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงลึก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ อาจกระทบต่อความไว้วางใจในความเป็นกลาง ความลับของการพิจารณา และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง เนื่องจากสำนวนคดีดังกล่าวอาจยังเชื่อมโยงกับกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา การดำเนินคดีอาญา หรือการสืบสวนของหน่วยงานอื่น
คำร้องได้หยิบยกมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มาประกอบคำกล่าวหา โดยขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนว่าการกระทำของสิทธิโชติฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมในข้อต่อไปนี้หรือไม่
1. ข้อ 13 การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลหรือกระแสสังคม
2. ข้อ 14 การรักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย และการเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก รวมถึงเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด
3. ข้อ 15 การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
4. ข้อ 16 การห้ามให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 ระบุว่า หากเป็นการฝ่าฝืนในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งหาก ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติว่า มีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง จะมีอำนาจเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 ต่อไป
ในท้ายคำร้อง ผู้กล่าวหาได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงโดยเรียกพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ประกอบด้วย คลิปภาพและเสียงคำให้สัมภาษณ์ของสิทธิโชติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ฉบับเต็ม, รายงานข่าวจากสื่อมวลชนหลายสำนัก, บันทึกและไฟล์เสียงการประชุม กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 รวมถึงหลักฐานการหารือก่อนแถลงข่าวเกี่ยวกับขอบเขตข้อมูลที่จะเปิดเผย นอกจากนี้ยังขอให้เรียกสอบคำให้การของประธาน กกต., กรรมการ กกต. ทุกคน, เลขาธิการ กกต., โฆษก กกต. และผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม ผู้กล่าวหายืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย มิใช่การวินิจฉัยล่วงหน้าว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด และขอให้คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังจากคำร้องดังกล่าวได้ลงเลขรับตามระบบสารบรรณของสำนักงาน ป.ป.ช. แล้ว สว. กลุ่มที่ยื่นคำร้องจะแถลงข่าวต่อสาธารณะต่อไป โดยคาดว่า จะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1-2 วัน




