ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

19 เม.ย. 2569 - 15:28

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่

  • ดันขึ้น VAT 10% พร้อมเก็บภาษีใหม่ครอบคลุมหลายฐาน

  • หวังแก้ขาดดุล-สกัดหนี้สาธารณะพุ่ง

ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี กัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย

อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกินกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

กมธ. มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ

  1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง
  2. จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

ทั้งนี้ ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ (Startup) 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกอบการไทย 20% เช่น TikTok, eBay, Alibaba ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขั้นต่ำ 15% ภายในปี 2570

  1. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น
  2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำทรัพย์สินออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ
  3. ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริจาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท. หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์