พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มี สว. จำนวน 89 คน รวมตัวกันแถลงข่าววิจารณ์หัวหน้าพรรคประชาชนที่กล่าวพาดพิงถึงระบอบสีน้ำเงินว่า ขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนให้สังคมจับตา กรณีการรวมตัวของ สว. อีกกลุ่มหนึ่ง จำนวนกว่า 130 คน ซึ่งปรากฏรายชื่อ อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 16 ของ กกต.
โดยคณะไต่สวนชุดดังกล่าว มีมติเสนอให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาล เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลรวม 229 คน ในกรณีการฮั้วการเลือกตั้ง สว. บุคคลกลุ่มนี้ ประกอบด้วยสว. กว่า 130 คน รวมถึงเครือข่ายพรรคการเมือง รัฐมนตรี และนักการเมืองระดับชาติต่างๆ รวมอีกกว่า 90 คน
พริษฐ์ ระบุว่า กกต. จะต้องพิจารณาตัดสินใจภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากนี้ ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลดำเนินคดีตามข้อเสนอของคณะไต่สวน หรือจะมีมติยกคำร้อง และพับคดี หลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนคณะไต่สวนประกอบด้วย ชุดตัวเลขบนบัตรลงคะแนน ที่เป็นชุดเดียวกันจำนวนมาก ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ หลักฐานการนัดหมายรวมตัว การเดินทางร่วมกัน เส้นทางการเงิน และการว่าจ้าง
พริษฐ์ ประเมินว่า เป็นพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ สำหรับการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคดีหมายเลขแดงที่ 53/2568 ในอดีต ที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา และศาลมีคำพิพากษาว่า มีความผิด โดยอาศัยเพียงหลักฐานข้อความสนทนา เพื่อแลกคะแนนระหว่างบุคคล 2 คน ในแอปพลิเคชันไลน์เท่านั้น
ส่วนหาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องไปยังศาล พริษฐ์ ระบุว่า จะก่อให้เกิดข้อครหา และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การตัดสินใจดังกล่าว มีสาเหตุมาจากการที่กรรมการกกต. จำนวน 4 จาก 7 คน ได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งจาก สว. ที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในสำนวนคดีนี้หรือไม่
พริษฐ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดทำร่างคำร้อง เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาล เพื่อตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบว่า ปัจจุบันร่างคำร้อง ได้ถูกส่งเวียนให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน และ สว. ที่ประสงค์จะร่วมลงชื่อแล้ว และจะปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ก่อนนำไปยื่นในสัปดาห์หน้า
ประเด็นหลักในการยื่นตรวจสอบครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พริษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตจากการแถลงข่าวของ ป.ป.ช. ว่า ไม่มีการระบุถึงการตั้งคณะกรรมการไต่สวน หรือกระบวนการไต่สวนใดๆ เกิดขึ้นก่อนการลงมติยกคำร้อง แม้ตนเองได้ตั้งคำถามผ่านสื่อสาธารณะ และอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากทาง ป.ป.ช.
พริษฐ์ ระบุอีกว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ดำเนินการไต่สวน ก่อนมีมติยกคำร้อง จะถือเป็นประเด็นที่ขัดแย้งต่อรูปคดี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัย ให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง โดยอาศัยข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน จึงเกิดคำถามถึงมาตรฐานของ ป.ป.ช. ที่ประเมินว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเปิดกระบวนการไต่สวนเบื้องต้น
พริษฐ์ กล่าวถึงระบอบสีน้ำเงิน จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นหรือไม่ด้วยว่า เรื่องนี้มีความท้าทายแน่นอน และตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ ก็คือประชาชน ทั้ง 21 ล้านเสียง จากการทำประชามติ ที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องการหลุดจากกลุ่มการเมือง ที่เกิดจากการฮั้วกันทั้งกระดานแบบนี้ ต้องการจะหลุดจากกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ จึงหวังว่า เสียงของประชาชนจะเป็นแรงส่ง ให้เราสามารถนำพาประเทศหลุดออกจากรัฐธรรมนูญ60 และการเมืองแบบนี้ได้
เมื่อถามว่าเสียงของประชาชน 21 ล้านเสียง จะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้หรือไม่ พริษฐ์ มองว่า เสียงของประชาชนจะแปลมาเป็น 3 ด้าน คือ 1. ทำให้มีตัวแทนของพรรคประชาชนมาอยู่ในสภา ทำให้ตนเองมายืนในสภาในฐานะฝ่ายค้าน ซึ่งเราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว 2. เชื่อว่าเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง จะผูกมัดทุกฝ่าย ว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
และ 3. เสียงประชาชน 21 ล้านเสียง ยังมีความหมายต่อการทำประชามติรอบสอง เพราะหากพรรคภูมิใจไทย จะอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 ให้เป็นไปตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่เราได้วิจารณ์ไปแล้วว่า ร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาด และกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหา ไปตกอยู่กับ สว.
"หากเป็นแบบนั้น จนรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง" พริษฐ์ ตั้งคำถาม
เช่น การทำประชามติในประเทศอังกฤษว่า จะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาตรงกันข้ามกับรัฐบาล ไม่เกิน 3 วันนายกรัฐมนตรี ก็ลาออก แสดงความรับผิดชอบ
เมื่อถามว่า หากในอนาคตเป็นเช่นนั้น จะมีโอกาสได้เห็นการทำประชามติรอบสอง และการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พริษฐ์ ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องนั้น เพราะขณะนี้ เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่ 1 เป้าหมายคือ ทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนและผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ยืนยันว่เสียงของประชาชนมีความหมาย
ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจว่า จะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อให้ร่างปลายทางเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ ผมคิดว่าพรรคประชาชนเห็นด้วยกับร่างนั้นได้ยาก และหากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบ คาดหวังว่า รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
— พริษฐ์กล่าว
เมื่อถามว่าหากดูสถานการณ์ตอนนี้ ที่ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 จะทำให้ร่างของพรรคประชาชนผ่านได้ยากหรือไม่ พริษฐ์ ย้ำว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจะยื่นภายใน 1-2 วันนี้ โดยวันนี้จะเป็นการลงชื่อของ สส. ในทั้งสองร่าง และเนื้อหา 3 หลักการของพรรคประชาชน ก็สอดคล้องกับร่างที่เคยยื่นเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งได้รับเสียงเพียงพอจาก สว. หาก สว. คนใดที่เคยให้ความเห็นชอบในร่างที่แล้ว พอมาวันนี้จะไม่เห็นชอบ ก็ต้องถามว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ
ส่วนสถานการณ์ครั้งนี้กับครั้งที่แล้วแตกต่างกัน ยังมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. เหมือนเดิมหรือไม่ พริษฐ์ คาดหวังว่า สมาชิกรัฐสภาทุกคนจะลงมติในเรื่องใดก็ตาม จะตัดสินด้วยเนื้อหาสาระของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ประเด็นส่วนตัว จากการถูกวิจารณ์จากใคร หรือใครตำหนิตัวเองบ้าง มาใช้ในการตัดสินใจ




