ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนาผู้สมัคร สส.ในวันนี้ ว่า เป็นการรวมผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่เราพอจะวิเคราะห์ลงรายละเอียดเท่าที่เราจะวิเคราะห์ได้ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ทําให้เรายังไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเป็นอย่างไรบ้าง
สิ่งหนึ่งที่เห็นภาพตรงกัน คือพรรคประชาชนจะต้องทํางานในพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เราเองเตรียมพร้อมเต็มที่ที่จะมีการจัดตั้งเครือข่ายอาสาส้มให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้เครือข่ายเหล่านี้ เป็นหูเป็นตาให้กับประชาชน ทั้งเรื่องการสะท้อนปัญหาพื้นที่ ที่จะให้พรรคเข้าไปช่วยแก้ปัญหาประชาชน เรื่องการเป็นแหล่งข่าว งานกิจกรรม งานประเพณีในพื้นที่ ให้ผู้สมัครมีความใกล้ชิดมากขึ้น รวมถึงการส่งข่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นในพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่า ในหลายพื้นที่ที่เราได้ยินมา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีข่าวว่าอาจมีเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่แม้อาจมีมาทุกๆ ทุกสมัย แต่ครั้งนี้มีข้อสงสัยที่เพิ่มมากขึ้น มีปัญหาหนาหูมากยิ่งขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจดําเนินการกับผู้ที่ทำความผิดได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราจึงเตรียมพร้อมอาสาสมัครในพื้นที่ ไปเป็นหูเป็นตาให้เรา
ส่วน สส.ที่สอบตก จะให้ทํางานในพรรค หรือมาเป็นผู้ช่วย สส.หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า แน่นอนที่สุดว่า เราสัมมนาทั้งในส่วนผู้สมัคร และมีส่วนหนึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งในครั้งนี้ ทุกคนยังมีกําลังใจเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทํางานพร้อมพรรค สิ่งที่พวกเราวางแผนร่วมกันตลอด 2 วันที่ผ่านมา คือเคาะผู้สมัครโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีเวลาทําพื้นที่มากขึ้น และเรายังมีกลไกในสภา อย่างคณะกรรมาธิการต่างๆ ที่จะให้ผู้สมัครของพวกเราทุกคน ได้ทํางานรับใช้ประชาชน ไม่ว่าจะได้รับเลือกตั้ง หรือไม่ได้รับเลือกตั้งก็ตาม
สำหรับกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ช่วงการประชุมใหญ่วิสามัญพรรค ในช่วงเดือนเมษายน จากกรณีคดี 44 สส. มีการหารือกันอย่างไรบ้าง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างแรกขอยืนยันเรื่องหลักความบริสุทธิ์ของพวกเรา ตัวตนเอง และเพื่อนที่อยู่ในข่ายคดี 44 สส.ไม่ควรมีใครที่ควรถูกดําเนินคดี ในเรื่องที่เราเสนอแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอํานาจหน้าที่โดยตรงของ สส.
แต่ความเสี่ยงทั้งหมด เรามีการหารือกันว่า ถ้าโดนหยุดสั่งปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมาจริง ๆ ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคไม่ได้ยึดติดกับตําแหน่ง พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองไปทําหน้าที่อื่นๆ เช่น การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้เราชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนตําแหน่งหัวหน้าพรรค ที่ผูกพันกับผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น อยู่ที่ที่ประชุมพรรค ว่าจะเลือกใครขึ้นมาทําหน้าที่คนต่อไป อย่าพูดถึงตรงนั้น ขอรอจับตาดูคดีที่ศาลฎีกาก่อนดีกว่า
สำหรับการเตรียมการเรื่องข้อต่อสู้ ขณะนี้ยังอยู่เท่าเดิม ตามที่เคยสัมภาษณ์ไป ทีมกฎหมายได้ยื่นคําร้องของว่าที่ สส. 10 คน ต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีคําสั่งไม่ให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น จึงต้องรอฟังคําตอบจากศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะมีคําสั่งอย่างไร
เมื่อถามถึงสถานการณ์ภายในพรรค หาก 10 สส.ถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล จริงๆ แล้ว ทั้งกลไกตําแหน่งกรรมาธิการ และวิปฝ่ายค้าน เรามีการวางตัวบุคลากรที่มีความพร้อม ในการทําหน้าที่แทนอยู่แล้ว ไม่ได้กังวล ส่วนได้วางตัวเป็นใครไว้บ้างนั้น ตนเองไม่ขอแบบระบุรายชื่อดีกว่า ที่ประชุมภายในมีการหารือกัน มีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว
ขณะที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในภาพใหญ่ เราสรุปบทเรียนเป็น 2 ภาพหลัก คือ อย่างแรกผลประชามติ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่ว่าจะพื้นที่ใดก็ตาม อาจจะเป็นพื้นที่ที่เราแพ้ให้พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคกล้าธรรมในเขตนั้น แต่ประชาชนยังเห็นด้วยกับจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรายังคงรักษาแชมป์ในส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ที่ยังมีคะแนนนิยมเป็นที่หนึ่ง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทําให้เราเห็นได้ คือการทํางานทางความคิด ที่เรามีการทํางานมาตั้งแต่ต้น ว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการทํางานทางความคิด ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด และนี่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า สิ่งที่เราคิดมาในอดีตถูกต้อง
แต่สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอในอดีต เมื่อถอดบทเรียนออกมา เราจึงเตรียมพร้อมจัดตั้งเครือข่ายเมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมที่จะมีเครือข่ายอาสาประชาชน
ส่วนจําเป็นต้องดึงบ้านใหญ่เข้ามาหรือไม่ ณัฐพงษ์ ระบุว่า การเมือง ที่ไม่ว่าจะนิยามคําพูดว่า บ้านใหญ่หรือเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเราดูถูกไม่ได้ หรือบอกว่าผิดไม่ได้เลย คือการที่ประชาชนออกไปตัดสินใจโหวตให้กับใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ เพราะปัญหาของประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งที่เราได้รับปัญหามาจริงๆ เพราะฉะนั้น โจทย์ของพรรคในการไปสู้กับโจทย์การเมืองบ้านใหญ่ คือการสร้างเครือข่ายของเรา ให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทําให้เขาหลุดโซ่ตรวน ที่ต้องทำให้เขาอยู่ในกลุ่มระบบเครือข่ายเดิมๆ



