ย้อนวิกฤต 'กรรไกรโซเวียต' ทางแพร่ง 'ศุภจี' จัดการ 'ราคาสินค้าเกษตร'

29 เม.ย. 2569 - 17:22

  • ทางแพร่ง ‘ศุภจี’ มรสุม "ราคาสินค้าเกษตร"ระวังซ้ำรอยประวัติศาสตร์ "วิกฤตการณ์กรรไกร" (Scissors Crisis) ปี 1923 ของ "สหภาพโซเวียต" ที่รัฐแทรกแซง "กดราคาสินค้าเกษตร" เอาใจคนเมือง แต่กลายเป็นบดขยี้สายสัมพันธ์ระหว่าง "รัฐ-เกษตรกร" จากเรื่อง "กลไกราคา" ลุกลามสู่ "ศรัทธารัฐบาล"

ย้อนวิกฤต 'กรรไกรโซเวียต' ทางแพร่ง 'ศุภจี' จัดการ 'ราคาสินค้าเกษตร'

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้สร้างปรากฏการณ์ กลยุทธ์การตลาดสั่นสะเทือนวงการผลไม้ไทย อย่างการขายทุเรียน ราคาลูกละ 100 บาท 

เรื่องดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่าน "Live Commerce" ทั่วไป แต่คือปรากฏการณ์ที่ต้องลุ้นด้วยความระทึกทั้ง 'เกษตกร' และ 'ผู้บริโภค'

ในขณะที่ผู้บริโภคใจจดใจจ่อกับทุเรียนราคาถูก เสียงสะท้อนจาก 'ชาวสวนทุเรียน' ในภาคตะวันออก และเสียงวิจารณ์จาก 'นักเศรษฐศาสตร์การเมือง' กลับมีความกังวล 

ทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์การฉายภาพซ้ำของ "วิกฤตการณ์กรรไกร" ที่เคยเกิดขึ้นใน "สหภาพโซเวียต" ช่วง ค.ศ. 1923 เป็นบทเรียนราคาแพงที่รัฐพยายามจะ "บิดเบือนกลไกราคา" เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและความมั่นคงของเขตเมือง จนเกือบทำลาย "รากฐานภาคเกษตรกรรม" ลงอย่างสิ้นเชิง

สมรภูมิทุเรียน พ.ศ. 2569 เมื่อ "Content" อยู่เหนือ "ราคา"

ในปี พ.ศ. 2569 ไทยเผชิญกับสถานการณ์ท้าทาย เมื่อผลผลิตทุเรียนพุ่งสูงขึ้น สำหรับรัฐบาลแล้ว นี่คือ "ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ" หากไม่สามารถระบายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ทันท่วงที ราคาจะดิ่งลง จนสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง 

กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของศุภจี จึงตัดสินใจใช้ไม้ตายด้วยการดึง "พิมรี่พาย" อินฟลูเอนเซอร์เบอร์ต้นของประเทศ มาร่วมไลฟ์สดขายทุเรียนหมอนทอง 1 ล้านลูก ในราคาเพียงลูกละ 100 บาท

กลยุทธ์นี้ถูกเรียกว่าการตลาดเชิงรุกแบบ "Proactive Marketing" ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยดูดซับ "อุปทานส่วนเกิน" และ "กระตุ้นบริโภค" ภายในประเทศ 

แต่ในความเป็นจริง การตั้งราคาลูกละ 100 บาทนั้น ต่ำกว่าราคาตลาดปกติ ที่ควรจะเป็น

การกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่ง "สัญญาณราคาที่ผิดพลาด" ไปยังตลาด เมื่อผู้บริโภคจดจำว่าทุเรียนลูกละ 100 บาทคือราคาที่ "เป็นธรรม" 

อำนาจการต่อรองของเกษตรกร ในการขายผลผลิตคุณภาพพรีเมียมก็จะถูกทำลายลงทันที "พรรคประชาชน" ได้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกรหรือไม่ เพราะ ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรงงาน ไม่ได้ลดลงตามราคาที่รัฐบาลพยายามจะปั้นขึ้นมาเพื่อสร้างคอนเทนต์

วิกฤตการณ์กรรไกร (1923) บทเรียนเงา "อดีตในมอสโก"

เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2569 นี้ทำให้นึกถึงบรรยากาศในสหภาพโซเวียตช่วงปี ค.ศ. 1923 ภายใต้ "นโยบายเศรษฐกิจใหม่" ที่นำโดย "วลาดีมีร์ เลนิน"

คำว่า "วิกฤตการณ์กรรไกร" ถูกตั้งขึ้นโดย "ลีออน ทรอตสกี" เพื่ออธิบายกราฟที่แสดงราคาขายปลีกของสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร ที่แยกออกจากกันเหมือน "ใบมีดกรรไกร" ที่กำลังอ้าออก 

ในเวลานั้น รัฐบาลบอลเชวิค พยายามสร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูภาคเกษตรกรรม หลังสงครามกลางเมืองกับการเร่งสร้างอุตสาหกรรมหนักเพื่อความมั่นคงของรัฐ

โดยในเดือน ต.ค.1923 ราคาภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นไปถึงร้อยละ 276 ของระดับราคาก่อนสงคราม (1913) แต่ราคาสินค้าเกษตรกลับตกลงมาเหลือเพียงร้อยละ 89

สภาวะนี้เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของความเร็วในการฟื้นตัว ภาคเกษตรกรรมฟื้นตัวเร็วมาก จนมีผลผลิตล้นตลาด ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังคงล้าหลัง และถูกผูกขาดโดยรัฐผ่านหน่วยงานที่เรียกว่า "Syndicates" ซึ่งพยายามตั้งราคาสินค้าอุตสาหกรรมให้สูง เพื่อนำกำไรไปสะสมทุน 

รัฐบาลโซเวียตในตอนนั้นทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของธัญพืช และพยายามกดราคาซื้อจากเกษตรกรให้ต่ำที่สุด เพื่อให้คนงานในเมืองมีอาหารราคาถูก และรัฐมีงบประมาณเหลือไปลงทุนในโรงงาน

ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ เกษตรกรโซเวียต เริ่มปฏิเสธที่จะขายผลผลิตให้รัฐ เพราะเงินที่ได้รับจากการขายข้าวไม่เพียงพอที่จะซื้อเสื้อผ้า หรือเครื่องมือการเกษตรที่ราคาสูงลิ่ว 

พวกเขาเริ่มหันกลับไปทำ "เกษตรแบบยังชีพ" และ "กักตุนสินค้า" ไว้รอราคาที่ดีกว่า นำไปสู่การขาดแคลนอาหารในเขตเมือง และการเกิดตลาดมืดที่ดำเนินงานโดยพวก "NEPmen" หรือ "พ่อค้าคนกลาง"

Smychka ที่พังทลาย ความมั่นคงของรัฐ บนความทุกข์เกษตรกร

ในทฤษฎีการเมืองโซเวียต คำว่า "Smychka" (พันธมิตรระหว่างชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร) คือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของรัฐ 

วิกฤตการณ์กรรไกรในปี 1923 เกือบทำลายพันธมิตรนี้ เพราะเกษตรกรเริ่มมองว่า "รัฐบาลคอมมิวนิสต์" กำลัง "ขูดรีด" พวกเขาเพื่อเลี้ยงคนงานในเมือง การนัดหยุดส่งสินค้า ในปีนั้นคือคำเตือนที่รุนแรงที่สุด

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ก็กำลังเผชิญกับบททดสอบที่คล้ายคลึงกัน การส่งสัญญาณว่าทุเรียนลูกละ 100 บาท สิ่งที่รัฐภูมิใจนำเสนอ คือ การทำลาย "Smychka"

เกิดการตั้งคำถามของเกษตรกรถึง ความยุติธรรมในการกระจายราย ได้ และความจริงใจของรัฐบาลที่เน้นเพียงแค่การทำ "Content" แต่ละเลย "แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง" เช่น การลดต้นทุนการผลิต หรือ การจัดระบบลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่า การบิดเบือนราคา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพื่อสร้างอุตสาหกรรมหนักในโซเวียต หรือเพื่อการสร้างความนิยมทางการเมืองในไทย ล้วนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวในระยะยาว

วิกฤตการณ์กรรไกรในปี 1923 จบลงด้วยการที่ "รัฐบาลโซเวียต" ต้องยอมถอย แต่ก็ทิ้งรอยร้าวที่นำไปสู่การบังคับรวมกลุ่มเกษตรกรที่โหดร้าย ในยุคต่อมาที่เรียกว่า "ระบบนารวม"

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ทุเรียน 100 บาท กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความถดถอยในภาคเกษตรกรรมไทย รัฐบาลไทยควรหันมาพิจารณาแนวทางที่น่าสนใจของหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การส่งสัญญาณราคาตามคุณภาพที่แท้จริง แทนที่จะเน้นเรื่อง "ราคา" อย่างเดียว รัฐควรส่งเสริมการแบ่งเกรดทุเรียนที่ชัดเจน และสนับสนุนราคาที่สะท้อนคุณภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าส่งออก

หรือเรื่อง การจัดการต้นทุนแบบบูรณาการ เพราะหากรัฐต้องการให้ราคาสินค้าเกษตรต่ำลงเพื่อผู้บริโภค รัฐต้องมีมาตรการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย, ยา, พลังงาน) ให้ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิด ภาวะกรรไกรอ้า

ตลอดจน การสร้างกลไกตลาดที่ยั่งยืน หากรัฐบาลสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรให้มีความสามารถในการทำ Live Commerce ด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพากลไกของรัฐหรืออินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่เพียงไม่กี่คน

บทเรียนจากมอสโกในปี 1923 คือคำเตือนว่า เมื่อกรรไกรอ้ากว้างเกินไป สิ่งที่ถูกตัดขาด อาจไม่ใช่เพียง "กลไกราคา" แต่คือ "ศรัทธา" ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

อ้างอิง

nationthailand / thairath / soviethistory / bangkokpost / nationthailand / thairath / thaienquirer / thairath / brill / scribd / orlandofiges / soviethistory / historicalmaterialism / cambridge / encyclopedia /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์