หากพูดถึงรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้วิกฤตราคาน้ำมันแพงได้ จนทำให้ต้องอำนาจลงไปภายในไม่กี่ปี คงไม่อาจปฏิเสธตำนาน รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่ต้องลาออกเพราะไม่สามารถแก้ไขวิกฤตพลังงานได้
แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นรัฐบาลที่ปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมมีผลงานเชิงประจักษ์ที่สืบทอดมาให้เราเห็นจนถึงปัจจุบัน
นั่นคือการโอนถ่ายกิจการพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันจาก "มือทหาร" มาสู่ การบริหารโดย "พลเรือน" เกิดบริษัทพลังงานที่เราต่างรู้จักกันดีอย่าง "การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)" ที่ทำการเปลี่ยนชื่อจาก "ปั๊มสามทหาร" นั่นเอง
ดังนั้นเราจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรื่องราวของ "ปั๊มสามทหาร" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสถานีบริการน้ำมันเก่าๆ ในความทรงจำ แต่มันคือ "บทบันทึกทางประวัติศาสตร์" ความพยายามในการกอบและการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ระดับโลก ในแต่ละรัฐบาลของไทยอีกด้วย
ยุค "จอมพลสฤษดิ์" ปฏิวัติพลังงาน-กำเนิด "สามทหาร"
ปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยนโยบายที่เน้นการพัฒนาชาติแบบเบ็ดเสร็จและชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่เข้มข้น
ในยุคนี้ "พลังงาน" ถูกมองว่าเป็นมากกว่าสินค้า แต่มันคือ "ยุทธปัจจัย" ที่ตัดสินความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็นที่โลกกำลังแบ่งขั้วอำนาจระหว่างเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์
จอมพลสฤษดิ์มองว่าข้อผูกพันในปี 2489 คือ โซ่ตรวนที่รั้งการพัฒนาประเทศ จึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการยกเลิกข้อตกลงที่ห้ามรัฐขายน้ำมันแข่งกับต่างชาติ และเดินหน้าสร้างหน่วยงานปิโตรเลียมของรัฐขึ้นมาใหม่ "องค์การเชื้อเพลิง" จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม
การที่องค์การเชื้อเพลิงสังกัดกระทรวงกลาโหม สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่กำไรในเชิงพาณิชย์ แต่อยู่ที่การจัดหาและสำรองน้ำมันเพื่อกองทัพและหน่วยงานราชการเป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายผลไปสู่ภาคประชาชน
นี่คือจุดเริ่มต้นของสัญลักษณ์ "ทหารสามคน" ที่หันหน้าไปทางขวา สื่อถึงความร่วมมือของ ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ในการดูแลความปลอดภัยด้านเชื้อเพลิงของไทย
หากลองหลับตาและย้อนกลับไปในช่วงปี 2500 - 2515 ภาพของปั๊มสามทหารในความทรงจำจะแตกต่างจากปั๊มน้ำมันสมัยใหม่โดยสิ้นเชิง ที่นั่นไม่มีร้านกาแฟแบรนด์ดัง ไม่มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง และไม่มีแสงไฟนีออนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ
สถานีบริการน้ำมันสามทหารในยุคนั้นมีลักษณะเป็นเพิงหลังคาสังกะสีเรียบง่าย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ "หัวจ่ายน้ำมันแบบโบราณ"
ซึ่งหลายแห่งยังคงใช้ระบบกลไกแบบลูกสูบหรือเครื่องสูบแบบมือโยก พนักงานปั๊มที่สวมเครื่องแบบเรียบง่ายจะทำหน้าที่โยกน้ำมันขึ้นมาให้เต็มถังแก้วใสที่อยู่ด้านบนของตู้จ่าย เพื่อให้ลูกค้าเห็นปริมาณน้ำมันที่ชัดเจนก่อนจะปล่อยให้ไหลลงสู่ถังน้ำมันของรถตามแรงโน้มถ่วง
แม้จะขาดความสะดวกสบาย แต่ปั๊มสามทหารกลับทำหน้าที่เป็น "จุดพักระหว่างทางของชีวิต" เป็นที่ที่คนขับรถบรรทุกและนักเดินทางมาแวะพัก สอบถามเส้นทาง และแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของน้ำมันและเสียงฟันเฟืองของหัวจ่ายน้ำมันคือเสน่ห์ที่หาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน
วิกฤตการณ์ Oil Shock ครั้งที่ 1 เมื่อโลกน้ำมันลุกเป็นไฟ
ความสงบสุขของการเดินทางบนถนนไทยต้องสิ้นสุดลงในปี 2516 เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกของโลก" สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง คือ สงคราม "ยมคิปปูร์" ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับ ที่นำโดยซีเรียและอียิปต์
เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสนับสนุนอิสราเอล กลุ่มประเทศ OPEC จึงตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการระงับการส่งน้ำมันดิบให้กับสหรัฐฯ และพันธมิตร พร้อมทั้งลดกำลังการผลิตลงอย่างมหาศาล
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบเหมือนโดมิโนไปทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% ผลกระทบนั้นรุนแรงและรวดเร็วมาก อัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง ประชาชนต้องเข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดหลายกิโลเมตร และบ่อยครั้งที่น้ำมันหมดก่อนจะถึงคิว
ในช่วงวิกฤตนี้เองที่เผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของ "ปั๊มสามทหาร" และองค์การเชื้อเพลิง แม้จะถูกตั้งขึ้นเพื่อความมั่นคง แต่ด้วยโครงสร้างที่เป็นองค์กรขนาดเล็กและขาดเทคโนโลยีการสำรองน้ำมันที่ทันสมัย ทำให้ "สามทหาร" ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากราคาโลกได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่องค์การเชื้อเพลิงไม่มีคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ที่ใหญ่พอจะเก็บสำรองน้ำมันไว้ใช้ในยามขาดแคลนได้นานหลายเดือน
ในขณะที่เมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันต่างชาติอย่าง เอ็กซอน หรือ เชลล์ องค์การเชื้อเพลิงไม่มีเครือข่ายในการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่หลากหลาย
รวมไปถึงประประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องน้ำมัน เหตุใดจึงไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ ซึ่งความไม่พอใจนี้กลายเป็นเชื้อไฟทางการเมืองส่วนหนึ่ีงที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในเวลาต่อมา
วิกฤตการณ์ Oil Shock ครั้งที่ 2
หลังจากโลกและไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งแรกได้ไม่นาน พายุลูกที่สองก็พัดเข้าใส่ในปี 2521-2522 จากเหตุการณ์ "การปฏิวัติอิหร่าน" การล่มสลายของระบอบพระเจ้าชาห์ ทำให้น้ำมันดิบจากอิหร่านหายไปจากตลาดโลกอีกครั้ง และราคาน้ำมันโลกก็พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 13 ดอลลาร์ เป็น 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในยุคของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤตถึงขั้นสุด มีรายงานว่าน้ำมันสำรองสำหรับการผลิตไฟฟ้าเหลือใช้ได้เพียง 2 วันเท่านั้น สถานการณ์นี้บังคับให้รัฐบาลต้องออกมาตรการประหยัดพลังงานที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟถนน และในบางพื้นที่ต้องดับไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำ (18.00 - 21.00 น.) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า
การจำกัดเวลาขายน้ำมัน โดยปั๊มน้ำมันต้องปิดบริการตามเวลาที่กำหนด (เช่น หลัง 22.00 น.) เพื่อป้องกันการกักตุนและลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
รวมไปถึงปิดสถานบันเทิง อย่างบาร์และไนท์คลับถูกสั่งให้ปิดเร็วขึ้นเพื่อประหยัดไฟฟ้า
จุดกำเนิด ปตท. ผนึกกำลัง สู้กับวิกฤตโลก
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เล็งเห็นว่าสาเหตุหนึ่งที่ไทยสู้กับวิกฤตพลังงานไม่ได้ เพราะหน่วยงานด้านพลังงานของรัฐทำงานแบบแยกส่วนกัน องค์การเชื้อเพลิง (สามทหาร) สังกัดกระทรวงกลาโหม ดูแลเรื่องน้ำมัน
ในขณะที่ องค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องก๊าซที่เพิ่งสำรวจพบในอ่าวไทย
เพื่อให้เกิดเอกภาพและพลังในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมด รัฐบาลจึงตัดสินใจยุบรวม 2 หน่วยงานเข้าด้วยกัน และตรา พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2521
นี่คือจุดกำเนิดของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของชาติอย่างครบวงจร
เรื่องราวของปั๊มสามทหารตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งในปี 2503 จนกระทั่งเลือนหายไปในฐานะ ปตท. คือบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของอธิปไตยทางพลังงาน เราได้เรียนรู้ว่า
ยุคสงครามเย็น พลังงานถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง การที่ไทยมีองค์การเชื้อเพลิงของตนเองช่วยให้เราไม่ถูกบีบคั้นจากทุนต่างชาติจนเกินไป
วิกฤตการณ์ Oil Shock ทั้ง 2 ครั้งแม้จะสร้างความลำบาก แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดการ ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย ให้เป็นเอกภาพจนเกิดเป็น ปตท. ในปัจจุบัน
จากการบริหารแบบ หน่วยงานทหาร สู่การเป็น บริษัทพลังงานระดับโลก แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวตามเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค คือ สิ่งสำคัญที่จะรักษาความมั่นคงของชาติไว้ได้
จึงเป็นภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อมีวิกฤตเข้ามาอาจเป็นโอกาสสำคัญเสมอ ในการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ รวมถึงพลังงาน แต่อยู่ที่ว่าผู้นำรัฐบาล ณ ขณะนั้น จะมีใจเด็ดเดี่ยวกล้าลงมือทำหรือไม่

อ้างอิง
gotoknow / longtunman / ratchakitcha / moneybuffalo / matichon / matichon /




