รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง
“ผมยังเห็นว่าความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้าง ผมจะทดลองนำเสนอทางเลือกตามกรอบกฎหมายที่เราพอจะมีครับ”
รอมฎอน ระบุว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของ เลขาธิการ ศอ.บต. ในขณะที่อีกคนคือ ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน
ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ)
ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฎข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต. มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย
ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาฯ ก็อาจเสนอต่อเลขาธิการได้เลยโดยตรง แล้วค่อยรายงานให้สภาฯ ทราบโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคลๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือตำแหน่งในกองทัพต่าง ๆ
แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน
จริงอยู่ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของ กองทัพบก และ กอ.รมน. นั้นเกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่ง รอง ผอ.รมน. นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ส่วน เสธ.ทบ. ก็เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือ แม่ทัพภาค โดยตำแหน่งเช่นกัน
แต่ต้องบอกว่า ผอ.รมน.ภาค 4 กับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. นั้นแตกต่างกัน คำว่า สน. หรือ “ส่วนหน้า” หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่อยู่หน้างานในพื้นที่ส่วนหน้า แม้ที่ผ่านมา ทั้งสองตำแหน่งนี้จะรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน ก็คือท่านแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเอง
แต่จากกรอบของกฎหมายที่กล่าวไล่เรียงมานั้นทำให้เราสามารถคิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ตำแหน่งในสนามอาจเป็นข้าราชการคนอื่นๆ ทั้งที่อาจเป็น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน
“ผอ.รมน.ภาค 4 สน. อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมาก็ได้”
ในอดีตไม่นานมากนัก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่างกองทัพน้อยที่ 4 ในปี 2557 ภายใต้การบริหารของ คสช. ก็มีเป้าหมายในการออกแบบให้แม่ทัพน้อยที่ 4 (มทน.4) นั้นมีภารกิจรับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูภาพรวมของทั้งภาค
ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กองทัพภาคที่ 4 ก็มีอัตราพลโท 2 คน เป็นกองทัพภาค สุดท้ายที่จัดตั้ง กองทัพน้อย
นั่นหมายความว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อาจจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของกองทัพ แต่เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า ทางเลือกก็คือการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คนใหม่ ที่อาจจะมาจาก แม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ หรือข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เนื่องจาก โดยเนื้อแท้แล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือน
“ส่วนว่าทางเลขาธิการหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 12 และมาตรา 23 นี้หรือไม่ คงต้องคิดอ่านคำนวณให้รอบด้าน เพราะผมเข้าใจว่าสภาวะผู้นำของหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเปราะบาง ผมเองไม่ได้มีความคิดเห็นไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจนนัก แต่จากบทบาทของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะหลังนี้ด้วยความกังวล จึงขอเสนอทางเลือกทางนี้ให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา”
ต้องกล่าวด้วยว่า ดาบในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. และประธานสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นหนึ่งในความพิเศษ ของชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ว่านี้จะไม่มีที่มาที่ไป อันที่จริงแล้วเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของรัฐบาลป๋าเปรม ในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทาง การเมืองนำการทหาร ซึ่งตกผลึกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 จัดตั้ง ศอ.บต.รุ่นแรกขึ้นมา
ในตอนนั้น ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งมีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ เนื่องจากมีความขัดแย้งและตึงเครียดหลายกรณีจากการร้องเรียนและประท้วงข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมที่ถูกย้ายลงไปชายแดนใต้
ในตอนนั้นการถูกย้ายไปชายแดน (ใต้) ถือเป็นการโทษทัณฑ์ในระบบราชการ กลายเป็นว่าในพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเมืองการปกครองที่สุด เป็นที่ถ่ายเทปัญหาบุคลากรภาครัฐที่มีปัญหาจากที่อื่น มาสะสมปัญหาพูนพอกต่อเนื่องไม่รู้จบ
ที่จริงแล้ว ดาบอาญาสิทธิ์นี้ยังมีที่มาจากรากฐานความคิดที่ฝังอยู่ในแนวนโยบายของรัชกาลที่ 6 ในยุคสมัยของมณฑลปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม “หลักรัฐประศาสโนบาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาที่ 3/78 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2466 (ศอ.บต. เพิ่งจัดงานครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปีก่อน)
ความในข้อ 5 จากหลัก 6 ประการ มีดังว่า
“ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานี พึงเลือกฟั้นแต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งไปบรรจุให้เต็มตำแหน่ง หรือส่งไปเป็นทางลงโทษเพราะเลว
เมื่อจะส่งไป ต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณะทางการ อันจะพึงประพฤติระมัดระวัง โดยหลักที่ได้กล่าวในข้อ 1 ข้อ 3 แลข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้นเนือง ๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ดาบอาญานี้มีอิทธิฤทธิ์มากนัก ทำให้ ศอ.บต.มีสถานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารราชการในพื้นที่ (ตามเป้าหมายองกฎหมาย 2553) โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถ่วงดุลกับทางกองทัพและ กอ.รมน. ไปด้วย
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้หลังการยึดอำนาจของ คสช. คณะรัฐประหารมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2559 เพื่อตัดทอนอำนาจของสภาที่ปรึกษาลง โดยเฉพาะประเด็นนี้
“แต่ข่าวดีก็คือ ในสภาฯ สมัยที่แล้ว เราได้ตรากฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ไป นั่นเท่ากับว่าสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้อำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากประชาชนในทางอ้อมมีเสียงที่ดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในตรวจถ่วงดุลการทำงานของข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ยังจำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายพลเรือน”
รอมฏอน กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป




