รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำนวน 3 วัน ว่า แสดงให้เห็นถึงการร้อนตัวของรัฐบาล คงรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ดีไว้เยอะ ถึงจะให้เวลาเรามีน้อยๆ ซึ่งรายละเอียดแทบจะเป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่มีรัฐมนตรี ถูกอภิปรายถึง18 คน ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะใช้เวลาน้อยๆ อภิปรายให้ประชาชนเข้าใจในรายละเอียด รัฐบาลคิดว่ามีจำนวนมือพอแล้วก็จบ ไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือแก้ไขข้อกล่าวหา ถ้าคิดแบบนี้ระวังจะยิ่งพัง เราต้องการเวลาอภิปรายให้ประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเลือกพวกเราเข้ามา ได้เข้าใจในรายละเอียดและได้รับรู้ความจริง และเพื่อความเป็นธรรม รัฐบาลควรมีเวลาชี้แจง ที่มีประสิทธิภาพในข้อกล่าวหาทุกเรื่อง ดังนั้น จะมาบอกว่า มีเวลาแค่ 3 วัน โดยที่ที่ผ่านมาไม่เคยคุยกับพวกเราเลย การทำแบบนี้ระวังมันจะกลายเป็นการทำให้ประชาชนตั้งคำถามมากขึ้นว่า คุณกลัว อะไร
เมื่อถามถึงกรณี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะวิป ครม.อ้างเรื่อง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย แจ้งที่ประชุมครม. ว่า ครม. จะมีช่วงว่างระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม เตรียมไว้ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อลงมติ ในวันที่ 30 ตุลาคม ก่อนที่อนุทินจะเดินทางไปต่างประเทศ รังสิมันต์ ตอบว่า เรื่องวันไหนอย่างไร เป็นอีกประเด็นหนึ่ง โดยจำนวนวันอภิปราย ยืนยันเหมือนเดิม คือ 5 วัน วิปฯ 3 ฝ่ายยังไม่มีการพูดคุยกันแต่เราตั้งต้นก่อนว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่การอภิปรายตามสะดวกของนายกฯ หรือรัฐมนตรี แต่เป็นการอภิปรายที่เป็นวาระของสภาฯ ดังนั้น ในเมื่อหลักการตามรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยแบบระบอบรัฐสภา คือนายกฯและครม.ต้องบริหารบนความไว้วางใจของสภาฯ จะเอาแต่ความสะดวกของนายกฯ ไม่ได้ ต้องเอาวาระของสภาฯ เป็นตัวตั้ง ซึ่งวาระของสภาฯกำลังเดินไปแบบนี้ และจำเป็นต้องทำหน้าที่ ส่วนจะเคลียร์คิวอย่างไร เรามาพูดคุยกันระหว่างวิปฯ 3 ฝ่าย ตอนนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการ ถ้าจะ 3 วัน ก็ไม่ต้องมาคุยกัน ไม่มีประโยชน์ เรายืนที่ 5 วัน เพราะไม่ใช่มีแค่พรรคปชน. อย่างเดียว แต่มีพรรคอื่นด้วย การที่จะอภิปรายรัฐบาล 3 วัน เป็นไปไม่ได้ และรวมเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาล ที่น่าจะประท้วงกันเยอะอีกด้วย เป็นต้น
ส่วนกรณีรังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ถึงเรื่องมีคนในพรรคภูมิใจไทยส่งข้อสอบมาให้ซักฟอกรัฐบาล ตอนนี้มีส่งมาเพิ่มเติมหรือไม่ รังสิมันต์ ตอบว่า พูดเรื่องแหล่งข่าวไม่ได้หรอกว่าเอาข้อมูลมาจากไหน แต่บอกได้แค่ว่า เรามีนาตาชาของเรา ส่งข้อมูลเรื่อยๆ ส่วนถามว่า มีหมัดน็อกหรือไม่นั้น เราเชื่อว่าข้อมูลเรามีคุณภาพสูงแน่ๆ ส่วนคำว่าน็อก ต้องอยู่ที่มือของสส.ในสภาฯ จริงๆ ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน วันนี้บ้านเมืองกินรวบโกยเรียบกันขนาดนี้ เป็นสิ่งที่เรายอมรับสภาพกันได้จริงหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดไปถึงเรื่องหลักฐานอะไรหรอก ใช้จิตใจที่มีความเป็นวิญญูชนบ้านเมืองแบบนี้หนักขนาดนี้ เราทนอยู่กันได้อย่างไร ส่งสัญญาณถึงสส.ทุกคนทั้งฝ่ายค้านรัฐบาลว่า เราไม่ควรทนกับระบอบสีน้ำเงินอีกแล้ว
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลไม่ควรเอาตารางเวลาของตนเองมาบีบฝ่ายค้าน และยังไม่มีการตกลงกรอบวันซักฟอกรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ฝ่ายค้านเตรียมเสนอ ขอเวลาอภิปราย 5 วัน เพื่อให้การตรวจสอบและชี้แจงทำได้อย่างสมบูรณ์
พริษฐ์ ระบุต่อว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สาขาของรัฐบาล และการกำหนดวาระหรือแนวทางการทำงานในสภาเป็นสิ่งที่ต้องหารือร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจะกำหนดได้ด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ฝ่ายค้านใช้ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นญัตติที่ฝ่ายค้านย่อมรู้ดีกว่าว่าจะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมประเด็นอะไรบ้าง ยิ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่รัฐบาลจะมากำหนดเองว่ากี่วันจะเพียงพอ หรือเอาตารางของตนเองมาบีบว่าจะมีเวลาให้ได้เพียงแค่กี่วัน
พริษฐ์ ระบุด้วยว่า ฝ่ายค้านเราเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดสรรเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อกล่าวหา และสำหรับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงข้อกล่าวหา เหตุผลที่เราเสนอเวลาอภิปรายไว้ 5 วัน มาจากการอ้างอิงบรรทัดฐานในอดีต ที่หากย้อนไปดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เราจะเห็นว่าทั้ง 4 ครั้งที่เป็นการอภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกหลายคนเป็นรายบุคคลนั้น ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีการจัดสรรวันในการอภิปรายทั้งหมด 4 วันเต็ม และลงมติในวันที่ 5 เช่น เดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีการอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีรวมกัน 6 คน เดือนกุมภาพันธ์ 2564 อภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีรวมกัน 10 คน เดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 มีการอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีรวมกัน 6 คน และเดือนกรกฎาคม 2565 อภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีรวมกัน 11 คน
พริษฐ์ ระบุอีกว่า ดังนั้น ด้วยปริมาณข้อมูลหลักฐานที่อยู่ในมือฝ่ายค้าน ณ เวลานี้ และด้วยการที่ครั้งนี้มีการอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีเพิ่มขึ้น รวมกันเป็น 18 คน เราจึงเห็นว่าการจัดสรรเวลา 5 วันสำหรับการอภิปราย-ชี้แจงน่าจะมีความสมเหตุสมผล ทั้งนี้ ทางเราตระหนักดีว่าหากเสนอเวลาที่มากเกินจำเป็น เมื่อเทียบกับเนื้อหาสาระที่มีการอภิปราย ฝ่ายค้านก็จะถูกสังคมตัดสินเอง
พริษฐ์ ระบุต่อว่า ในขั้นตอนถัดไป เมื่อประธานสภาฯ ตรวจญัตติเสร็จเรียบร้อย เข้าใจว่าทางประธานคงจะนัดประชุมหารือกันระหว่างวิปทุกฝ่าย หากที่ประชุมดังกล่าวได้ข้อสรุปร่วมกันเรื่องจำนวนวันและเวลา จึงจะเป็นขั้นตอนที่จะต้องหารือกับตัวแทน ครม. เป็นการต่อไป ถึงห้วงเวลาและวันที่ที่เหมาะสม
ขณะที่ พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านก้าวเข้าสู่การอภิปรายครั้งนี้ด้วยความเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ ที่ทำงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และความถูกต้อง โดยไม่เล่นเกมการเมือง ทิศทางการอภิปรายและข้อโต้แย้งของพรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งเน้นไปที่ 4 ปัญหาสำคัญ เพื่อชี้ให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาล ดังนี้
1. ปกป้องระบบตรวจสอบ ตอกกลับการด้อยค่ากลไกรัฐสภา
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลมักออกมาด้อยค่าการอภิปรายว่าเป็นเพียงเกมการเมืองว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคือกลไกตามรัฐธรรมนูญในการถ่วงดุลอำนาจ ไม่ใช่เรื่องบันเทิงทางการเมือง การที่รัฐบาลพยายามตัดรอนเวลาหรือหลบเลี่ยงการตอบคำถาม สะท้อนถึงความหวาดกลัวการตรวจสอบ
“ฝ่ายค้านคุณภาพวัดกันที่พยานหลักฐาน ไม่ใช่จำนวนมือในสภา ถึงเราจะมี 21 เสียง แต่คือ 21 เสียงที่ทำงานสุดความสามารถ ต่างจากรัฐบาลที่มีมากกว่า 200 เสียงแต่เน้นใช้พวกมากกอดอำนาจ” พงศกร กล่าว
2. วิกฤตเศรษฐกิจ-ปากท้อง ไร้ยุทธศาสตร์ยั่งยืน
ในมิติเศรษฐกิจ รัฐบาลครองเสียงข้างมากแต่กลับล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ สินค้าแพง และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง มุ่งเน้นเพียงนโยบายประชานิยมแจกเงินระยะสั้นที่ไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังปล่อยปละละเลยต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสแกมเมอร์ที่กัดกินเงินออมของประชาชน ซึ่งทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมนำเสนอทางออกเชิงโครงสร้างคู่ขนานไปกับการชี้แผลรัฐบาล
3. ชำแหละแผลใหญ่ ‘ธรรมาภิบาล-ฮั้วอำนาจ’
พงศกร เน้นย้ำว่า พรรคจะเปิดเผยข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในระดับต่างๆ การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ตลอดจนความพยายามเข้าครอบงำองค์กรอิสระและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือเครือข่ายของตนเอง ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจและจริยธรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง
4. ความล้มเหลวในการรับมือวิกฤตและภัยพิบัติ
สะท้อนถึงการขาดภาวะผู้นำในการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยที่ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ และการเยียวยาที่ไม่ครอบคลุม สะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแย่งชิงอำนาจภายในมากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชน




