



ณ วัดห้วยปอ ต.ปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘จ่าเริง’ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน ทหารไทยวัย 38 ปี ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับทหารกัมพูชา พร้อมลูกน้องพลทหาร รวม 2 ศพ ในเหตุการณ์ที่ ‘เนิน 350’ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันนี้มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศอันเศร้าสลด โดยมีเพื่อนร่วมรบชุดเดียวกันมาร่วมไว้อาลัยกว่า 10 นาย
หนึ่งในนั้นคือ จ่าสิบเอก เกียรติศักดิ์ หอมจันทร์ ซึ่งเล่าว่า คืนสุดท้ายก่อนขึ้นเนิน 350 จ่าเริงได้บอกกับตนเองว่า “พี่ ผมแต่งเพลง” และตั้งใจจะร้องให้ฟังเป็นครั้งแรก จากนั้นจ่าเริงก็ร้องเพลงที่แต่งขึ้นเอง โดยมีทหารรุ่นน้องเล่นกีตาร์ให้ ก่อนจะโทรศัพท์หาลูกสาว บอกว่าหลังกลับจากรบ “จะพาไปเลี้ยง KFC”
จ่าสิบเอก เกียรติศักดิ์ เล่าอีกว่า จ่าเริงเป็นนักรบใจดีและกล้าหาญ ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจจะนำธงชาติไทยคลุมไหล่เหมือนซูเปอร์แมนอยู่เสมอ พร้อมกล่าวด้วยความอาลัยว่า “น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียทหารดี ๆ ไปเช่นนี้”
ขณะที่ ชงโค คลังประโคน อายุ 48 ปี พี่สาวของจ่าเริง เปิดเผยว่า น้องชายเป็นคนรักครอบครัว ทุกครั้งที่กลับจากการทำงานจะมากราบแม่เสมอ เป็นภาพที่พี่น้องทุกคนเห็นจนชินตา
หลังจากนี้ เธอจะดูแลแม่แทนน้องชาย โดยเฉพาะหากได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการทหารตามที่รัฐมนตรีให้คำสัญญาไว้ และตั้งใจจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แม่ภายในวัดห้วยปอแห่งนี้ ตามเจตนารมณ์ของแม่
ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวสั้น ๆ หลังร่วมพิธี ถึงกรณีการรับพี่สาวของจ่าเริง ซึ่งมีอายุ 48 ปี เข้ารับราชการทหาร โดยระบุว่า “ทุกอย่างถ้าเป็นไปได้ และไม่ผิดระเบียบ เราต้องเยียวยาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว”
การเสียชีวิตของจ่าเริง พร้อมลูกน้อง กลายมาเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศติดตาม ไม่แพ้ข่าวการสูญเสียทหารรายอื่นรวม 23 ศพ เนื่องจากไม่สามารถนำร่างออกมาได้ในทันที เพราะทหารกัมพูชายิงปะทะอย่างหนัก และใช้ร่างของทหารทั้งสองนายเป็นเหยื่อล่อ ส่งผลให้ศพต้องค้างอยู่บนเนิน 350 นานกว่า 5 วัน
สั่ง ‘ผู้ว่าฯ’ ดูแล-แนะนำครอบครัววีรบุรุษ
ส่วนในช่วงเย็น ภายหลังร่วมพิธีพระราชทานเพลิงพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ ‘พลทหารวุ้น’ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) นายกรัฐมนตรีได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า “คนไทยทั้งประเทศส่งกำลังใจมาให้กับครอบครัวทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ซึ่งทางรัฐบาลก็จะดูแลอย่างเต็มที่ รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัดอย่างกองทัพบกก็จะคอยดูแลพวกเขา และขอฝากไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ให้คอยติดตาม เพราะหากวางแผนไม่ดีก็อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินเยียวยา ซึ่งมีเพียงพอที่ครอบครัวนี้จะดำรงชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ถ้าวางแผนเป็น”
ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดคนมาช่วยกำกับดูแลและให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้เสียชีวิตไม่มีความกังวลใดติดตัวไปรวมถึงครอบครัวที่สร้างวีรบุรุษให้กับประเทศก็สมควรที่จะได้รับการทดแทนตอบแทนเยียวยาให้เขาได้มีความสุข หลังจากที่เขาต้องประสบต่อความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้
ส่วนเมื่อถามถึงการพูดคุยกับมารดาของจ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน ยังมีความเป็นห่วงอย่างไรบ้าง? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “นึกสภาพคนเป็นพ่อแม่ต้องมาเผาลูก อย่ามาถามเลย มันอธิบายไม่ได้หรอก”
เมื่อถามถึงการประชุมจีบีซีระหว่างไทย-กัมพูชาที่มีการใช้เวลาหารือกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “วันนี้เป็นการหารือกันในระดับเลขาและทีมงาน ซึ่งการประชุมแบบลงรายละเอียดจะเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ยืนยันว่าประเทศไทยมีแนวทางที่ชัดเจน ต้องปล่อยให้เขาได้ประชุมกันไปก่อน”
เมื่อถามย้ำว่าการประชุมวันนี้ใช้เวลาเพียงไม่นาน? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “การประชุมวันนี้ทุกคนแบกความกดดันพอสมควร มันจะออกมาด้วยรอยยิ้มทันทีก็คงไม่ถึงขนาดนั้น”
ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าการประชุมอาจจะไม่ได้ข้อสรุป? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ประเทศไทยของเรามีแนวทาง มีเงื่อนไข ผมยังยืนยันว่าประเทศไทยของเราเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตี เราเป็นฝ่ายที่ถูกคุกคาม สิ่งที่เราทำไปเป็นการตอบโต้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตรงข้ามคิดจะคุกคามประเทศไทยเรา เมื่อไหร่ก็ถามได้ เราต้องตอบโต้ให้เขาได้ยิน”
ขอบคุณ ‘ประชาชนชายแดน’ เสียสละทิ้งบ้าน–ขออดทนอีกนิด
เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะบอกประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนหรือไม่? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ขอบคุณในความเสียสละ ความร่วมมือของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ยอมทิ้งบ้านมาอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งทำให้เขามีความปลอดภัย ก็ขอให้มีความอดทนอีกสักนิด เชื่อมั่นว่ากองทัพไทย ทหารทุกคนจะนำสิ่งที่คนไทยต้องการจะเห็นมาให้พวกเราเร็ว ๆ นี้”





