ย้อน 'ฝ่ายค้านไม่เต็มใบ' รอเสียบร่วม 'รบ.ป๋าเปรม' ถึงยุค 'ปชป. - กธ.' ลอยแพ 'ปชน.' ฝ่ายค้าน

18 มี.ค. 2569 - 17:02

  • 'การเมืองไทย' มีดีเอ็นเอ 'ฝ่ายค้านรอเสียบ' มาตั้งแต่ยุค 'ป๋าเปรม' หนีสภาวะ 'อดอยากปากแห้ง ขาดงบประมาณ ท่าที 'กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์' ถูกมองเป็น 'อะไหล่รัฐบาล' พร้อมร่วมรัฐบาลเสมอ ส่วน 'พรรคประชาชน' สภาวะจำยอมเป็น 'ฝ่ายค้าน' โดดเดี่ยว

ย้อน 'ฝ่ายค้านไม่เต็มใบ' รอเสียบร่วม 'รบ.ป๋าเปรม' ถึงยุค 'ปชป. - กธ.' ลอยแพ 'ปชน.' ฝ่ายค้าน

ภาพจำของการเมืองไทยในหน้าประวัติศาสตร์ มักถูกฉายซ้ำด้วยกงล้อแห่งอำนาจที่หมุนเวียนไปมาอย่างน่าอัศจรรย์ หากเรากวาดสายตาดูพาดหัวข่าวการเมืองในช่วงปลายปี 2568 ถึง 2569 ทำให้เราเห็นสภาวะที่น่าพิศวงของสิ่งที่เรียกว่า “ฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร 

หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงเอกภาพของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อ พรรคประชาชน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักสู้เพียงลำพังที่ในฐานะฝ่ายค้าน

ในขณะที่พรรคการเมืองเก่าแก่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคที่เกิดขึ้นใหม่อย่าง พรรคกล้าธรรม กลับมีท่าทีแสดงออกในลักษณะที่พร้อมจะเปลี่ยนสถานะจาก ผู้ตรวจสอบ ไปเป็น ผู้บริหาร ได้ทุกเมื่อ หากจังหวะเวลาอำนวย

สภาวะ “ฝ่ายค้านไม่เต็มใบ” หรือพฤติกรรมการเล่นเกม “รอเสียบ” เพื่อเข้าร่วมรัฐบาลนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันคือการฉายซ้ำของดีเอ็นเอทางการเมืองไทยที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายใต้การนำของ รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยุคป๋าเปรม” (พ.ศ. 2523–2531) 

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายค้านไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อโค่นล้มรัฐบาลในเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นการอภิปรายเพื่อเขย่าเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาลเดิม และเสนอตัวเป็น “อะไหล่” พร้อมใช้งานในวาระถัดไป

SPACEBAR พาย้อนรอยไปทำความเข้าใจถึงกลไกทางอำนาจ สัจธรรมของความ “อดอยากปากแห้ง” ของการเป็นฝ่ายค้าน และเหตุผลว่าทำไมประวัติศาสตร์ถึงกำลังซ้ำรอยอย่างน่าสนใจในปัจจุบัน

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

รากฐาน "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" กติกาที่ออกแบบมาเพื่อ "คนกลาง"

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมฝ่ายค้านในยุคป๋าเปรม ถึงมีพฤติกรรม “รอเสียบ” เราต้องย้อนกลับไปดูโครงสร้างทางอำนาจที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นรากฐานของ ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่ม "ชนชั้นนำ-กองทัพ" กับ "กลุ่มนักการเมือง" ที่มาจากการเลือกตั้งที่กำลังเติบโตขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในทศวรรษ 2510

ลักษณะเด่นของระบอบนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ “คนนอก” ที่ไม่ได้มาจากการเลือก ตั้งสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น คือบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทั้งกองทัพและพรรคการเมืองในฐานะ “ผู้เหมาะสมที่สุด” ที่จะประนีประนอมผลประโยชน์ของทุกฝ่าย 

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ ยังกำหนดให้มี วุฒิสภาแต่งตั้ง จำนวน 225 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหารและข้าราชการ ทำหน้าที่เป็นฐานสนับสนุนหลักให้กับนายกรัฐมนตรีในสภา

ด้วยกติกาเช่นนี้ พรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งจึงรู้ตัวดีว่า พวกเขาไม่มีทางที่จะรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้เอง โดยปราศจากความเห็นชอบของ กองทัพและวุฒิสภา 

การทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน จึงไม่ได้หมายถึงการเตรียมนโยบายเพื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนที่ในสมัยหน้า แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อแสดง “บารมี” และ “เขี้ยวเล็บ” ให้รัฐบาลเห็นว่า หากไม่ดึงพรรคของตนเข้าร่วมด้วย รัฐบาลก็อาจจะบริหารงานในสภาได้ไม่ราบรื่นนัก

บรรหาร ศิลปอาชา
บรรหาร ศิลปอาชา

“อดอยากปากแห้ง” สัจธรรมนักการเมือง

คำว่า “อดอยากปากแห้ง” กลายเป็นวลีคลาสสิกที่ถูกส่งต่อมาจากคำกล่าวของน บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ในยุคนั้น ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของการเมืองไทยได้ดีที่สุด 

ในระบบการเมืองที่เน้นการอุปถัมภ์ การเป็นรัฐบาลหมายถึงการเข้าถึงทรัพยากรมหาศาล ทั้งงบประมาณแผ่นดิน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และที่สำคัญที่สุดคือ “งบ สส.” หรือเงินอุดหนุนพัฒนาพื้นที่

สส. ในฝั่งรัฐบาลสามารถดึงงบประมาณไปสร้างผลงานในพื้นที่ของตนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง บ่อน้ำ หรือโรงเรียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางการเมือง” สำคัญที่จะทำให้พวกเขาชนะเลือกตั้งในครั้งต่อไป 

ในทางกลับกัน การเป็นฝ่ายค้านในยุคนั้น คือ สภาวะที่ไร้อำนาจวาสนา สส.ฝ่ายค้าน แทบจะไม่สามารถนำนโยบายของตนไปปฏิบัติได้ และการร้องของบประมาณลงพื้นที่ ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก

ความ “หิวโหย” ในอำนาจบริหารนี้เอง ที่บีบให้พรรคฝ่ายค้านมักจะมองหาทางลัดเพื่อข้ามฝั่งไปเป็นรัฐบาลเสมอ

พฤติกรรมนี้ปรากฏชัดในการเมืองปัจจุบัน เมื่อเราเห็นท่าที พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคกล้าธรรม ถึงแม้ ณ ขณะนี้จะมีสถานะเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับถูกวิจารณ์มีสัญญาณ พร้อมสนับสนุน รัฐบาลอนุทิน หากสถานการณ์เปลี่ยน

การเป็นฝ่ายค้านที่เหนียวแน่นเพียงหนึ่งเดียวอย่าง พรรคประชาชน จึงกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสายตาของนักการเมืองรุ่นเก่าที่เติบโตมากับวัฒนธรรม “รอเสียบ”

ประมาณ อดิเรกสาร
ประมาณ อดิเรกสาร

บทเรียนจาก "พรรคชาติไทย" เมื่อฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อ “ขอแบ่งเค้ก”

หากจะหาตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของฝ่ายค้านในยุคป๋าเปรม คงหนีไม่พ้น พรรคชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร (ยศ ณ ขณะนั้น) ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 พรรคชาติไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านหลัก ที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างดุเดือด 

แต่ลึกๆ แล้ว การตรวจสอบนั้นมีจุดประสงค์เพื่อ เขย่าพรรคร่วมรัฐบาล เดิม เช่น พรรคกิจสังคม หรือ พรรคประชาธิปัตย์ ให้หลุดออกจากตำแหน่ง เพื่อให้ พล.อ.เปรม พิจารณาดึงพรรคชาติไทยเข้าไปแทน

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า พล.อ.เปรม มีศิลปะในการบริหารพรรคการเมืองที่แยบยล ท่านมักจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) บ่อยครั้ง เพื่อหมุนเวียนให้พรรคต่างๆ ได้เข้ามา สัมผัสอำนาจ

ครั้งหนึ่ง พรรคชาติไทย และ พล.อ.เปรม ได้มีการตกลงกัน ก่อนการเลือกตั้งปี 2529 โดยมีเงื่อนไขว่าหากพรรคชาติไทยจะเข้าร่วมรัฐบาล ต้องมีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคจาก พล.ต.ประมาณ เป็นผู้อื่น

นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การอภิปรายในสภาเป็นเพียง “หน้าฉาก” ของการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่อยู่ “หลังฉาก”

พฤติกรรมนี้สะท้อนมาถึงปัจจุบันในกรณีของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีอาการอยากเปลี่ยนขั้วภายในพรรค และมีความพยายามของ สส. บางกลุ่มที่จะเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อหนีจากภาวะ “อดอยาก” แม้จะต้องเผชิญกับคำครหาเรื่องอุดุดมการณ์

การ "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เวทีสัมภาษณ์งาน "พรรคร่วมรัฐบาล" ในอนาคต

ในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีไว้เพื่อล้มรัฐบาลที่ทุจริตหรือไร้ประสิทธิภาพ แต่ในยุคป๋าเปรม การอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกใช้เป็น "เครื่องมือต่อรอง"

ตลอดระยะเวลา 8 ปีเศษที่ป๋าเปรมดำรงตำแหน่ง มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีถึง 7 ครั้ง แต่ในความเป็นจริงมีการอภิปรายเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง และไม่เคยมีครั้งใดที่สามารถลงมติล้มรัฐบาลได้สำเร็จ

เหตุผลสำคัญคือ พรรคร่วมฝ่ายค้าน มักจะ “แตกแถว” ในนาทีสุดท้ายเสมอ เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับ ครม. และพร้อมจะรับเอาบางพรรคในฝ่ายค้านเข้าไปเสียบแทนพรรคที่เริ่มดื้อรั้นในฝั่งรัฐบาล ทำให้การอภิปรายฯ จึงกลายเป็นเหมือนเวทีที่ฝ่ายค้านมาแสดงความสามารถ

พิจิตต รัตตกุล
พิจิตต รัตตกุล

กลุ่ม 10 มกรา และ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ "กบฎภายใน" คือ ใบเบิกทางสู่อำนาจใหม่

หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของยุคป๋าเปรม คือกรณีของ “กลุ่ม 10 มกรา” ภายในพรรคประชาธิปัตย์

กลุ่มนี้ประกอบด้วย สส. ที่ไม่พอใจการบริหารงานของ พิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคในขณะนั้น โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลูกชาย (พิจิตต รัตตกุล) ทั้งที่มีอาวุโสน้อยกว่าคนอื่น

ความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลป๋าเปรม เมื่อสมาชิกกลุ่ม 10 มกรา ตัดสินใจ “งดออกเสียง” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และไม่สนับสนุนร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาล 

พฤติกรรมนี้ไม่ได้ทำเพื่อล้ม พล.อ.เปรม แต่เป็นการเขย่าฐานอำนาจของหัวหน้าพรรคตนเอง และเพื่อเปิดทางให้กลุ่มของตนมีอำนาจต่อรองกับผู้มีบารมีนอกพรรคมากขึ้น

จาตุรนต์ ฉายแสง 1 ใน สส. กลุ่ม 10 มกรา
จาตุรนต์ ฉายแสง 1 ใน สส. กลุ่ม 10 มกรา

"กล้าธรรม" ฉายภาพเก่า "พรรคเฉพาะกิจ" ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ?

หากจะหาพรรคการเมืองในปัจจุบันที่มีกลิ่นอายของยุคป๋าเปรมมากที่สุด คงต้องมองไปที่ พรรคกล้าธรรม ที่ดูเสมือนทำหน้าที่เป็นเหมือน “พรรคอะไหล่” หรือ "กลุ่มอิสระ" ที่วางตัวอยู่บนเส้นขนานระหว่าง "ฝ่ายค้าน-รัฐบาล"

"กล้าธรรม" เคยแสดงให้เห็นถึงอำนาจต่อรองที่สูง ในฐานะตัวแปรสำคัญที่กุมเสียง สส. จำนวนหนึ่งไว้ในมือ 

เป็นการเลียนแบบกลยุทธ์ "พรรคขนาดกลาง" ในยุคป๋าเปรม ที่เน้นการสะสมเสียง เพื่อรอจังหวะ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลหลักมีปัญหากัน 

สส. พรรคประชาชน
สส. พรรคประชาชน

"พรรคประชาชน" จำยอมเป็น "ฝ่ายค้าน" ?

ท่ามกลางฝ่ายค้านที่ “รอเสียบ” แต่ พรรคประชาชน ดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบเดียวที่แปลกไปจากประวัติศาสตร์ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ 

ในยุคป๋าเปรม พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคมีวัฒนธรรมเดียวกันคือ “รอเสียบ”

แต่ "พรรคประชาชน" อยู่ในสภาวะจำยอม ต้องชูธงการตรวจสอบเชิงอุดมการณ์-โครงสร้าง ในแง่หนึ่งเพื่อฟื้นฟูศรัทธาพรรค และไม่ตระบัดสัตย์ที่เคยพูดไว้ก่อนเลือกตั้ง หลังบาดเจ็บจากที่เคยตัดสินใจโหวตให้ "อนุทิน" เป็น นายกฯ เมื่อปีที่แล้ว

สภาวะนี้ทำให้ "พรรคประชาชน" มีความเป็นเอกภาพสูง แต่ก็ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวในสภาฯ

เมื่อเราย้อนมอง ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แล้วหันมามองปัจจุบัน เราจะพบความจริงที่เจ็บปวดว่า พัฒนาการของพรรคการเมืองไทยในเชิงวัฒนธรรมอำนาจนั้นเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก 

แม้รัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนไปหลายฉบับ แต่อุดมการณ์ของนักการเมืองจำนวนมาก ยังคงติดอยู่ในวังวนของผลประโยชน์เฉพาะหน้าและการเข้าถึงงบประมาณรัฐ

พฤติกรรม “ฝ่ายค้านรอเสียบ” ในยุคป๋าเปรม ได้สร้างแม่แบบของการเมืองไทยที่เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวและการต่อรองหลังม่าน มากกว่าการยึดถืออาณัติจากประชาชน 

ตราบใดที่ "โครงสร้างรัฐราชการ" ยังรวมศูนย์อำนาจ-งบประมาณไว้ที่ฝ่ายบริหาร คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเห็นเกมการเมือง “อภิปรายเพื่อขอร่วมทาง” ปรากฏขึ้นในทุกยุคสมัย ไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย จึงไม่ใช่เรื่องของการเดินไปข้างหน้าเสมอไป แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความครึ่งใบ” ที่ถูกฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในชื่อและตัวละครที่เปลี่ยนไปเท่านั้น

อ้างอิง

thestandard / thaiscience / ithesis / thestandard / the101 / chula / kpi / library / today / matichon / thairath / thaipbs / prachatai / thaipbs / prachachat /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์