หากเราย้อนเข็มนาฬิกากลับไปในช่วงทศวรรษ 2510 บรรยากาศบ้านเมืองในตอนนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำ ภายใต้อำนาจของ จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
แต่ในความมืดมนของระบอบเผด็จการทหาร กลับมีตัวละครหนึ่งที่โดดเด่นออกมาในฐานะ "มือประสาน" ระหว่างโลกของอำนาจปืนและอำนาจเงิน นั่นคือ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือที่คนในยุคนั้นรู้จักกันในนาม "โค้วตงหมง" บุรุษผู้เป็นสัญลักษณ์ของ "รัฐมนตรีพ่อค้า" ที่ถูกครหาในยุคนั้น ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เส้นทางจาก 'ฉะเชิงเทรา' สู่ศูนย์กลางอำนาจ-ทุน
ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ไม่ใช่นักการเมืองที่จู่ๆ ก็กระโดดลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เขาคือผลิตผลของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน ที่สร้างตัวขึ้นมาด้วยสติปัญญาและคอนเนกชัน ประสิทธิ์เกิดเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2458 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในครอบครัวที่ทำมาค้าขาย
เส้นทางการศึกษาของเขาน่าสนใจมาก เพราะเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจี้หนาน ประเทศจีน จนได้รับประกาศนียบัตรวิชาครู ก่อนจะกลับมาคว้าปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
ความเป็น "ลูกจีน" ที่เข้าใจทั้งวัฒนธรรมจีนและกฎหมายไทย ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ "คุยได้กับทุกคน" ตั้งแต่เจ้าพ่อโรงสีไปจนถึงนายพลในกองทัพ
บทบาทที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจคือการเข้าไปร่วมงานกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งในยุคนั้นคือยักษ์ใหญ่ที่เติบโตเคียงคู่ไปกับอำนาจทหาร ประสิทธิ์ ไม่ได้เป็นแค่พนักงานธนาคาร แต่เขาคือ "มันสมอง" และ "ตัวแทน" ของกลุ่มทุนที่ต้องการสายสัมพันธ์กับรัฐบาล
ประสิทธิ์มีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ผู้ที่มีอิทธิพลล้นฟ้าในขณะนั้น โดยประสิทธิ์ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเมืองและเป็นฟันเฟืองสำคัญใน พรรคสหประชาไทย
ความสัมพันธ์นี้เองที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พายุเศรษฐกิจกำลังเริ่มก่อตัว

วิกฤตข้าวสาร ปี 2516 เมื่อ 'ปากท้องราษฎร' กลายเป็น 'เกมธุรกิจ'
ในช่วงปี 2515-2516 ประเทศไทยประสบกับสภาวะที่เรียกว่า "ข้าวยากหมากแพง" อย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง สาเหตุเบื้องต้นมาจากปัจจัยภายนอกอย่างภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงคือ "การบริหารจัดการ" ภายใต้เงื้อมมือของ รัฐมนตรีประสิทธิ์
ในขณะนั้น กระทรวงพาณิชย์ ถูกมองว่าเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล จากการออก "ใบอนุญาตส่งออกข้าว" และการจัดสรร "โควตาข้าว" ข้อกล่าวหาที่หนาหูที่สุดในตอนนั้น คือ รัฐบาลปล่อยให้มีการกักตุนข้าวสารภายในประเทศ เพื่อรอจังหวะส่งออกไปขายในต่างประเทศที่มีราคาสูงกว่า หรือไม่ก็ปล่อยให้พ่อค้าที่เป็นพวกพ้องกักตุนไว้ปั่นราคาในประเทศเอง
ประชาชนต้องเผชิญกับสภาพที่ข้าวสารหายไปจากท้องตลาด หรือถ้ามีราคาก็พุ่งสูงจนซื้อไม่ไหว เกิดภาพที่น่าสลดใจคือประชาชนต้องไปเข้าคิวรอซื้อข้าวสารราคาถูกจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งก็มีไม่เพียงพอ
การที่ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มีที่มาจากธนาคารและมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มพ่อค้าข้าว ทำให้ถูกครหาจากสังคมในยุคนั้นว่ามี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" หรือไม่ ?
มาตรา 17 และการหักเหลี่ยมเฉือนคมของ 'พ.อ.ณรงค์'
เมื่อสถานการณ์ข้าวสารบานปลายจนคุมไม่อยู่ ความเชื่อมั่นของรัฐบาลถนอมก็ดิ่งลงเหว ในตอนนี้เองที่ พ.อ.เอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของ จอมพลถนอม และ รองเลขาธิการ ก.ต.ป. ตัดสินใจ "ลงดาบ" เพื่อกู้ภาพลักษณ์ของครอบครัวและรัฐบาล
พ.อ.ณรงค์ ใช้อำนาจตาม มาตรา 17 ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมพ่อค้าที่ต้องสงสัยว่ากักตุนข้าวสาร
เหตุการณ์นี้สะท้อนรอยร้าวภายในกลุ่มชนปกครอง ในด้านหนึ่งคือกลุ่ม "เทคโนแครต-นักธุรกิจ" ที่นำโดย ประสิทธิ์ ซึ่งเน้นการบริหารแบบกลไกตลาด และอีกด้านคือกลุ่ม "ทหารรุ่นใหม่" ที่นำโดย พ.อ.ณรงค์
ซึ่งต้องการใช้อำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย การที่ พ.อ.ณรงค์ สั่งยึดข้าวสารและกดดันกลุ่มพ่อค้าข้าวโดยตรง คือ การ ทุบหม้อข้าวของเครือข่ายประสิทธิ์อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามมาตรา 17 กลับยิ่งตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่า ระบบปกติมันล้มเหลวเพียงใด และข่าวลือเรื่องการทุจริตในระดับนโยบายก็ยิ่งถูกขยายผล
ความเดือดร้อนของชาวบ้านกลายเป็นเพลงลูกทุ่งยอดฮิตอย่าง "ข้าวไม่มีขาย" ของ ศรเพชร ศรสุพรรณ ซึ่งเนื้อหาตัดพ้อต่อว่ารัฐบาลและโชคชะตาที่ทำให้คนปลูกข้าวไม่มีข้าวจะกิน

จากความหิวโหย สู่การลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516
เรามักจะจดจำเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในฐานะการเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย แต่อีกแง่มุมหนึ่งคือด้านเศรษฐกิจ "วิกฤตข้าวสาร" คือ ชนวนเหตุ ที่สำคัญไม่แพ้กัน
ความหิวโหยและความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่ม "รัฐมนตรีพ่อค้า" คือสิ่งที่ผลักดันให้มวลชนคนธรรมดา ไม่ใช่แค่นิสิตนักศึกษา ออกมาบนท้องถนน
ความไม่พอใจสะสมจากการเห็นภาพข่าว การกักตุนสินค้า การฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงราชการ และ ความร่ำรวยผิดปกติของกลุ่มผู้กุมอำนาจ ขณะที่ประชาชนต้องแย่งกันซื้อข้าวสารราคาแพง กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อเกิดกรณีจับกุม 13 ขบถรัฐธรรมนูญ

"ยุ่งตายห่า" คำติดหู และ แมว 9 ชีวิต โค้วตงหมง
แม้ว่ารัฐบาลที่เขาสังกัดจะล่มสลายลงและเพื่อนพ้องร่วมอุดมการณ์ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ "รอด" จากมรสุมครั้งนั้นมาได้ แถมยังกลับมามีบทบาททางการเมือง ในฐานะ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี 2518
ในช่วงนี้เองที่เขาได้ทิ้ง "วลีอมตะ" ไว้ให้กับการเมืองไทย นั่นคือคำว่า "ยุ่งตายห่า" ซึ่งเกิดจากการที่เขาเผลออุทานออกมา ขณะกำลังทำหน้าที่ประธานสภาฯ ที่วุ่นวาย โดยลืมปิดไมโครโฟน
คำพูดนี้กลายเป็นฉายาที่ทำให้เขามีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่อารมณ์ดี ประนีประนอม และดูเข้าถึงง่าย ซึ่งช่วยกลบภาพลักษณ์ "รัฐมนตรีพ่อค้า" ในอดีตไปได้มาก
การที่ ประสิทธิ์ สามารถกลับมาเป็นประธานสภาฯ และ หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยม ได้ แสดงให้เห็นถึง "ความเก๋า" และเครือข่ายบารมีที่หยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทย เกินกว่าที่การปฏิวัติจะทำลายได้หมดสิ้น
เขาคือตัวอย่างของนักการเมืองที่รู้จักปรับตัวเข้ากับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการทหารหรือประชาธิปไตย
เรื่องราวของ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ และวิกฤตข้าวสารปี 2516 คือ กระจกเงาที่สะท้อน โครงสร้างการเมืองแบบไทย ผ่านภาพความเชื่อมโยงระหว่าง "อำนาจรัฐ" และ "ทุน"
ประสิทธิ์ อาจจะจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและคำว่า "ยุ่งตายห่า" แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกไว้แล้วว่า ครั้งหนึ่ง นโยบายข้าวสาร ภายใต้การดูแลของเขา เคยเป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่ผลักให้ประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า 'ปากท้องของประชาชน' ไม่ใช่แค่เรื่อง 'เศรษฐกิจ' แต่เป็นเรื่อง 'ความมั่นคง' ของผู้มีอำนาจด้วย
อ้างอิง
kpi / chula / thestarto / waymagazine / thepeople / thaipublica / matichon / prachachat / thaipost /




