เริ่มเป็นประเด็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลัง ‘ศาลฎีกา’ รับคำร้องไว้พิจารณา 3 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และการขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ‘กกต.’ เห็นว่า การพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว. รวมถึงการวินิจฉัยยกคำร้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด
โดย กกต. เตรียมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 2 ประเด็น ได้แก่
1. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561
2. กรณี กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 คำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนซ้ำได้อีก
แต่การเดินหน้าของ ‘กกต.’ กลับมีข้อถกเถียงจากบรรดานักกฎหมายว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวทำได้หรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาหรือไม่
ซึ่งเมื่อย้อนไปดู ‘รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)’ พบว่า ได้บัญญัติไว้ดังนี้
“ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ”
‘จรัญ’ ชี้ ศาล รธน. ไม่มีอำนาจก้าวล่วงศาลฎีกา
ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นว่า กกต.ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ตรวจสอบอำนาจของศาลฎีกาได้ อีกทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงหรือตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลฎีกา เนื่องจากแต่ละศาลมีความเป็นอิสระต่อกัน และไม่มีศาลใดมีอำนาจเหนืออีกศาลหนึ่ง
ศ.พิเศษ จรัญ ยังเสนอให้ ‘กกต.’ ยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย แล้วขอให้ศาลฎีกาส่งประเด็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ไม่ควรยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง
‘สมชัย’ ห่วงปมรับ-ไม่รับ ‘คำร้อง กกต.’
จะช่วยดับไฟ หรือ ช่วยโหมให้ไฟแรงขึ้น
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการยื่นคำร้องของ กกต. ว่า เป็นการหยิบรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) มาใช้เป็นช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของ กกต.เอง โดยขอให้ระบุว่า เป็นอำนาจอันสมบูรณ์ของ กกต. ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ พร้อมยกกรณีผู้สมัคร สว. กลุ่ม 10 ซึ่งประกอบอาชีพขายหมูในตลาดและลูกจ้างร้านขายก๋วยเตี๋ยว โดย กกต. มีคำวินิจฉัยว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ก่อนที่ผู้ร้องจะนำเรื่องไปยื่นต่อศาลฎีกา และศาลรับไว้เป็นคดีเพื่อพิจารณา
สำหรับประเด็นนี้ สมชัย ก็จะรอเกาะติดดูว่า ท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยดับไฟ หรือ ช่วยโหมให้ไฟแรงขึ้น
‘วัส’ ชี้คำร้อง 2 ประเด็นอาจไม่เข้าเงื่อนไข ม.210 (2)
ด้าน วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เห็นว่า คำร้องของ กกต. ทั้ง 2 ประเด็นมีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับไว้พิจารณา เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ กับข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจของศาลฎีกา “ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
โดยประเด็นแรก การที่ผู้อำนวยการเลือกระดับต่างๆ รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ไม่ได้หมายความว่า คำสั่งดังกล่าวจะเป็นที่สุด จนไม่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติได้อีก
ส่วนประเด็นที่สอง มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่บทบัญญัติที่กำหนดให้คำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. เป็นที่สุด
‘วัส’ จึงเห็นว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเขตอำนาจของศาลฎีกาโดยอ้อม ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกา จึงมีเหตุผลทางกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับคำร้องทั้งสองประเด็นไว้พิจารณา
‘นายกสมาคมทนายความฯ’ ชี้คำสั่ง กกต.ไม่ได้พ้นการตรวจสอบของศาล
ขณะที่ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. มีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
ดังนั้น คำสั่งที่เป็นที่สุดของ กกต. จึงเป็นที่สุดเฉพาะภายในฝ่ายบริหารขององค์กรนั้น แต่ต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หากคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบและเพิกถอนได้
พร้อมยกตัวอย่างมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคำสั่งสูงสุดและเป็นที่สุดของฝ่ายบริหาร แต่ศาลปกครองสูงสุดยังมีอำนาจเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 (2)
นรินท์พงศ์ เห็นว่า การพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ตามอำนาจของ กกต. รวมถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 60 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แม้กฎหมายจะบัญญัติให้คำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด แต่หากมีข้อกล่าวหาว่าการใช้อำนาจหรือดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 194 จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของ กกต. ในการเลือก สว. ได้
ทั้งนี้ หาก กกต. เห็นว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว และเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) และมาตรา 41 (2)
นรินท์พงศ์ จึงเห็นว่า การที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงนั้นไม่มีอำนาจ และศาลรัฐธรรมนูญชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำร้อง
จากข้อโต้แย้งของทั้ง 4 คน มีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะขอบเขตการใช้อำนาจของ กกต. ทั้งเรื่องความเป็น ‘ที่สุด’ ของคำสั่งและคำวินิจฉัย ตลอดจนการยื่นคำร้องต่อ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ว่า ที่โยงไปถึงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญด้วย สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลต่อการใช้อำนาจของ กกต.ในอนาคตแน่นอน



.jpg&w=3840&q=75)
